รัฐศาสตร์กับการเมืองไทย
ระบบการเลือกตั้ง
๑. การแบ่งเขตเลือกตั้ง ๒. วิธีการลงคะแนน ๓. การนับคะแนน ๔.การบริหารจัดการ๑
สังคมที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงแบ่งออกเป็น
๑. สังคมจารีต (Traditional Society) สังคมที่ยังไม่มีการแบ่งงานกันทำชัดเจน หลายชาติ(กลุ่ม)หลายภาษาอยู่รวมกัน
๒. สังคมสมัยใหม่ (Modern Society) สังคมอุตสาหกรรม มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือชาติ มีภาษาของตัวเองความเป็นชาติเกิดในสังคมสมัยใหม่
๓. สังคมหลังสมัยใหม่ (Post – modern Society) หลังสังคมอุตสาหกรรม เป็นนาๆชาติมากขึ้น มีความเป็นปัจเจก
องค์ประกอบของรัฐ (สมัยใหม่)
๑. ศูนย์กลางอำนาจ ๒. อำนาจอธิปไตย ๓. เขตแดน ๔. ประชาชน
สถาบันทางการเมืองคืออะไร?
โครงสร้างสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตย
๑. โครงสร้างส่วนบน รัฐธรรมนูญ à รัฐสภา à รัฐบาล à ศาลและพรรคการเมือง
๒. โครงสร้างส่วนกลาง - พราคการเมือง (กลุ่มผลประโยชน์)
๓. โครงสร้างส่วนล่าง – ประชาชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
อุดมการณ์ทางการเมืองคืออะไร?
อุดมการทางการเมือง เป็น/คือ รากฐานความคิดทางการเมืองว่าระบบที่ดีควรเป็นอย่างไร อุดมการณ์ทางการเมืองมีหลายแนวทาง แต่แนวทางที่โลกเสีรีหรือทั่วไปนิยมคือ เสรีนิยม (Liberalism) เพราะเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ได้รับชัยชนะเหนือกว่า อุดมการณ์อื่นๆ สังคมนิยมสหภาพโซเวียตล่มสลายในศตวรรษที่ 20
เสรีนิยมเกิดขึ้นเมื่อไร? และทำไมถึงได้รับความนิยม? สังคมไทยมีแนวโน้มเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด?
เสรีนิยม (Liberalism) ปรากฎในศตวรรษที่ 19 ในยุโรป และ พัฒนามาหลายทศวรรษ รวมทั้งการนำเข้ามาในสังคมไทย เพราะเสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ได้รับชัยชนะเหนือกว่า อุดมการณ์อื่นๆ อุดมการณ์ทางการเมืองอื่นๆ เช่นสังคมนิยมสหภาพโซเวียตล่มสลายในศตวรรษที่ 20
อุดมการณ์การณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยมเป็นรากาฐานกำเนิดมาอย่างไร?
อุดมการณ์ทางการเมืองแบบเสรีนิยมเกิดจาก
- การล่มสลายของระบบศักดินา
- การเติบโตของทุนนิยมในยุโรป
- ความขัดแย้งระหว่าง ชนชั้นกลางใหม่ กับผลประโยชน์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช และ ระบบศักดินา
- ระบบการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรป ตั้งอยู่บนอุดมการณ์แบบเสรีนิยม
“เอนกนิกรสโมสรสมมุติ” คืออะไร?
อเนกนิกรสโมสรสมมุติ เป็นการประชุมกันของคณะคนกลุ่มหนึ่งเพื่อเลือกตัวแทนผู้หนึ่งขึ้นมาเป็นกษัตริย์
ความหมายของกษัตริย์ไทย ในแต่ละสมัยแตกต่างกันอย่างไร?
ในสมัย สุโขทัย ยกย่องกษัตริย์ว่าเปรียบเสมือน “พ่อ” เพราะรัฐมีขนาดเล็ก และยกย่องกษัตริย์คือ “หน่อพุทธางกูล”[1] ในสมัยอยุธยา – รัชกาลที่ 3 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เห็นว่ากษัตริย์เป็นเพียง “เอนกนิกรสโมสรสมมุติ”[2] ไม่ได้มาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงค์และช้แนวคิดนี้มาแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน
รัฐบาลคืออะไร?
รัฐบาล (Government) คือ
รัฐ (State) คืออะไร? ชาติ (Nation) คืออะไร? รัฐชาติ (Nation State) คืออะไร? แนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่ รัฐ ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง?
รัฐ (State) คือ ศูนย์กลางอำนาจทางการเมือง (Center of Power) มีการแบ่งงานกันทำเกิดเป็น “ชุมชนทางการเมือง” เช่น รัฐโบราณสมัย สุโขทัยโครงสร้างรัฐโบราณมีขนาดไม่ใหญ่
ชาติ (Nation) คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชากรของรัฐหนึ่ง
รัฐชาติ (Nation State) หรือ รัฐประชาชาติ อ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้ให้ความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเปรียบ รัฐชาติหรือรัฐประชาชาติ เสมือนแม่น้ำสายใหม่ที่เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของ แม่น้ำแห่งความเป็นรัฐ (โบราณ)และแม่น้ำแห่งความป็นชาติ รัฐชาติเกิดขึ้นตามแนวคิดใหม่ทางรัฐศาสตร์ การไหลของกระแสน้ำแห่งความเป็นรัฐและความเป็นชาติมาเป็น รัฐชาติ คือระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่เปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจทางการเมืองและประชากรของรัฐ เช่นจากความเป็นพ่อในสมัยสุไทย มาเป็นหน่อพุทธางกูรในสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสิทร์ และ
แนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่ รัฐ ต้องประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ ศูนย์กลางอำนาจ (Center of Power) อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เขตแดน (Territory) และ ปร่ะชากร (Population) ของรัฐ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองคือะไร? อะไรเป็นเหตผลที่ต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง? การมีส่วนร่วมทางการเมืองทำได้อย่างไรบ้าง? บทบาทของรัฐต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง?
การมีส่วนร่วมทางการเมืองคือ กิจกรรมของบุคคลที่ส่งผลต่อความเป็นไปของสังคมเราเอง เช่น การเมืองภาคประชาชน และสามารถโยงเขากับเสรีนิยมซึ่งให้ความสำคัญกับปัจจเจก (Individual)
เหตุผลของการมีส่วนร่วมทางการเมือง คือ
๑. ควบคุมทิศทางการทำงานและการกำหนดนโยบายของรัฐให้เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ
๒. เพื่อควบคุมประชาชนในมุมมองด้านรัฐบาล
๓. เพื่อสร้างการสนับสนุนของประชาชนต่อผู้ปกครองหรือรัฐบาล เพื่อสร้างความชอบทำให้รัฐบาลว่ามีคนสนับสนุนมากไม่ให้ต่อต้านรัฐบาล (นปก) หรือต่อต้านรัฐบาล (พันธมิตร)
๔. เพื่อกระตุ้นให้พลเมืองทำแทนรัฐในบางกิจกรรมและถูกกว่ารัฐทำเอง
วิธีการมีส่วนร่วมทางการเมือง
๑. ติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมือง
๒. การชุมนุมทางการเมือง
๓. การออกเสียงเลือกตั้ง
๔. การเป็นนักการเมือง ฯลฯ
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
๑. ระดับของการศึกษา แนวโน้มการมีส่วนร่วมทางการเมืองมาจากคนที่มีการศึกษา
๒. สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความพร้อมมากกว่า
๓. ความเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองและการกระทำนั้นมีผลต่อรัฐหรือผู้มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลง
๔. การเข้าถึงระบบการเมือง
บทบาทของรัฐต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง
รัฐส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองบางรูปแบบและจำกัดในบางรูปแบบ
ความคิดเห็นสาธารณะ (Public Opinion) คืออะไร? ใครควรมีส่วนร่วมอย่างไร?
ความคิดเห็นสาธารณะ เป็น/คือ ความคิดเห็นของสาธารณชนที่แสดงออกในแต่ละประเด็น ที่กลุ่มคนสนใจ ได้ติดตามหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น กรณีเขื่อนปากมูล ชุมชนบ้านครัว
ผู้ที่ติดตามประเด็นหรือผู้เกี่ยวข้องสารธารณะ (Concerned Public) ควรเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยตรงและตอบคำถาม เพราะจะเกิดปัญหาถ้าผู้ที่ไม่ได้ติดตามประเด็น หรือได้รับผลกระทบไปห้ตอบคำถามจะไม่ตรงประเด็น ดังนั้นรัฐต้องทราบว่ามใคร เป็น/คือ Concerned Public ที่สามารถตอบและให้ความคิดเห็น ต่อ Public Opinion นั้นๆ
ระบบพรรการเมืองมีกี่รูปแบบ
๑. ระบบพรรคเดียว (One-Party System) มีเพียงพรรคเดียวผูกขาดการใช้อำนาจรัฐ เช่ พรรคคอมมิวนิสต์จีน
๒. ระบบสองพรรค (Two-Party System) เป็นระบบที่มีพรรคการเมืองใหญ่ ๒ พรรคทีมีขีดความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลได้ เช่น ระบบพรรคการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา
๓. ระบบที่พรรคเดียวมีอำนาจเด่น (Dominant-Party System) เป็นระบบพรรการเมืองที่มีพรรคการเมืองที่มีอำนาจเด่นเพียงพรรคเดียว เชน พรรค PAP ของสิงคโปร์
๔. ระบบหลายพรรค (Multi-Party System) เป็นระบบที่มีพรรคการเมืองได้หลายพรรคทีรัฐบาลมักมาจากการจับขั้วกันหลายพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากเป็นระบบที่ไม่เอื้อต่อการให้มีเสียงข้างมากในการตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เช่น ไทย
๕. ระบบการเมืองอุปภัมภ์ (Political-Clientelism System) เป็นระบบพรรคการเมืองที่มีลักษณะสังคมแบบรวม ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมีคนจนมาก ทำการเกษตรการเป็นฐานทางการเมืองในการเลือกตั้งต้องมีการตอบแทนและความกตัญญู เช่นประเทศไทย
วัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) คืออะไร? มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?
วัฒนธรรมทางการเมือง เป็น/คือ ระบบความเชื่อและค่านิยมของคนในสังคมกับการเมืองและส่งผลต่อการกระทำทางการเมือง คนต่างชั้นกัน ต่างภูมิศาสตร์และนิเวศน์ มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ต่างกัน
องค์ประกอบของวัฒนธรรมทางการเมือง
๔. อุดมการณ์ (Ideology) เป็น/คือ เป้าเหมายของสังคม บางอุดมการณ์อิงกับอำนาจรัฐ เช่น อุดมการณ์ราชาชาตินิยม
๕. ค่านิยมร่วม คือมาตรฐานการตัดสินถูก-ผิด อะไรดี-อะไรไม่ดี มาตรฐานที่มีหลายๆชุด พร้อมกัน พูกด้วยค่านิยมคนละชุด
๖. สัญญลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ
เศรษฐศาสตร์การเมือง เป็น/คืออะไร?
เศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่เปรียบเหมือนการทอผ้า เป็นการถักทอ (Intervolve) กันของเศรษฐกิจ และ การเมือง ที่บางครั้งเศรษฐกิจเปรียบเหมือนเส้นด้ายตั้ง (Vertical line) ที่อยู่เฉยๆ และการเมืองเป็นเส้นด้ายวิ่ง ที่วิ่งไปมาในแนวนอน (Horizontal line) เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายบนผืนผ้า เกิดเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจการเมือง หรือในทางกลับกัน เศรษฐกิจก็เป็นเสมือนเส้นด้ายตั้ง ที่มีการเมืองเป็นเส้นด้ายวิ่ง และ เกิดรูปแบบเศรษฐกิจการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง ลวดลายบนผืนผ้าก็เหมือนรูปแบบของการเมืองเศรษฐกิจที่มีหลายรูปแบบ หรือ อาจเปรียบเศรษฐกิจการเมืองเป็นสองด้านของเหรียญที่ดำรงอยู่คู่กันไม่สามารถแยกจากกันได้
มีหลักฐานอะไรพอจะอ้างอิงได้บ้างว่าตะวันออกรัฐก็สนับสนุนเอกชนและไม่เข้าไปแทรกแซง?
จีนมีการซื้อขายที่ดินระหว่างประชาชนมากว่าพันปีแล้วโดยรัฐไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวรวมทั้งด้านแรงงานจีนจึงเคยเป็นประเทศเสรีมาก่อนในการค้าขายที่จีนเรียกว่า อู้ เหวย (Wu Wei)[3] ซึ่งตรงกับภาษฝรั่งเศสว่า “Laissez Faire” คือให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซง ซึ่งก็คือการค้าเสรีตามหลักของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ซึ่งสมิธเองก็ยอมรับความเจริญของจีน พ่อค้าจีนมีสิทธิเสรีภาพมากในการค้าขายโดยรัฐไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากเหมือนยุโรปสมัยนั้น
พบว่าในอินเดียก็ให้ความสำคัญกับการค้าขายของเอกชน เช่น ปรัชญาของเจ้าผู้ครองแคว้นมหาราชชื่อ สิวาจี ที่ว่า “วาณิชเป็นเสมือนอาภรณ์และเครื่องประดับของอาณาจักรนำเกียรติภูมิมาสู่กษัตริย์ผู้ครองนคร พ่อค้าวาณิชเป็นที่มาแห่งความรุ่งเรืองไพบูลย์แห่งราชอาณาจักร ด้วยเหตุนี้เราควรยอมรับนับถือพ่อค้าวาณิชและในตลาดทุนของเรานั้น ควรปกป้องพ่อค้านักธุรกิจขนาดใหญ่เสมอ”
อินเดียภายใต้การปกครองของโมกุล (คริสต์ศตวรรษที่ 14-17) ซึ่งแผ่อาณาจักรไปทางตะวัน ออกกลางด้วยมีแนวคดว่า “ผู้ปกครองต้องปกป้องและส่งเสริมพ่อค้า นักลงทุน ตลาด และเส้นทางการค้า เพื่อความเข้มแข็งและรุ่งเรืองของอาณาเขตอยู่เสมอ” คือการที่รัฐร่วมมือกับพ่อค้าโดยเห็นพ่อค้าเป็นพันธมิตร
ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองท่านใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการวิเคระห์เศรษฐกิจการเมืองไทย?
การเมืองเป็นสองด้านของเหรียญ ที่แยกจากกันไม่ได้ ปัญหาการเมืองนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐ กิจการเมืองเป็นที่มาของนโยบายทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจทางนโยบาย (Policy decision making) และจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ (From Policy to Actions) เศรษฐกิจเองก็นำไปสู่การเมือง
การวิเคราะห์เศรษฐกิจคงต้องอาศัยตัวชี้วัดที่สำคัญๆ เช่น ตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค (Macro economic indicator) หรือเศรษฐกิจของระดับประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) ภาวะเงินฝืด (Deflation) การนำเข้าและส่งออกสินค้า เป็นต้นตัวชี้วัดเศรษฐกิจจุลภาค (Micro economic indicator) เช่น ต้นทุนของบริษัทในการลงทุน ตัวชี้วัดต้นทุนรวม[4] (Total cost) ของธุรกิจที่ประกอบด้วยต้นทุนคงที่ (Fixed cost) และต้นทุนแปรผัน (Variable cost) เพื่อเป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจจุลภาคในช่วงเวลานั้นๆกำลังการผลิต (Capacity) อยู่ที่จุดไหนจำเป็นต้องขยาย การผลิตหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจาก เศรษฐกิจมหภาค
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP: Gross Domestic Product เพื่อให้เข้าใจง่ายการเข้าใจ GDP คือรายได้ทั้งหมดที่เกิดในประเทศไทย คือใช้ พื้นที่ประเทศไทยเป็นตัวตั้งในการพิจารณา (Made in Thailand) โดยไม่จำกัดสัญชาติ
GDP = C + I +G + (X-M)
สำหรับ การพิจารณา GDP ของประเทศไทย
GDP: คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทย
C: มูลค่าการบริโภคการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศไทย
I: มูลค่าการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศไทย
G: มูลค่าการหาเงิน และ ค่าใช้จ่ายภาครัฐบาลไทย
X-M: มูลค่าของผลลัพธ์ ของ การส่งอออกและนำสินค้าเข้าประเทศไทยโดย X คือ มูลค่าการส่งสินค้าออกนอกประเทศไทยและ M คือมูลค่าการนำสินค้าเข้าประเทศไทย
มีคำกล่าวว่าตะวันออกเคยเจริญมาก่อนตะวันตก จริงหรืไม่อย่างไร? และ ตะวันตกเจริญทันตะวันออกเมื่อไร? และตะวันออกจะกลับมาเจริญทันตะวันกอีกได้หรือมไม่ เพราะเหตุใด?
ตะวันออกเจริญกว่าตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 7-17 โดยเฉพาะอิสลามในช่วงปี ค.ศ.600 – 1200 อิสลามขยายทั้งอาณาจักรและศาสนาจากตะวันตกของจีนไปตะวันออกกลาง รอบทะลเมอร์ดิเตอร์เรเนียน และสองอาณาจักรใหญ่คือ โรมันตะวันตก (อาฟริกาตอนเหนือ) และอาณาจักรเปอร์เซีย สเปนและตั้ง แบกแดด (Baghdad) เป็นเมืองหลวงจนถึงศตวรรษที่ 13 อานารยชน (nomad) มองโกลยึดครองจีนในสมัยราชวงศ์หยวนและตีอิสลามมาถึง แบกแดด แตก และในช่วงที่เจริญอิสลามมีการค้าขายทั้งทางบกผ่านเส้นทางสายไหมและทางทะเลผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนคาบสมุทรไซไนลง ทะเลแดงหรืออ่าวเปอร์เซียออกมหาสมุทรอินเดีย ค้าขายผ่านอิยิปต์ไปสู่ทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเซีย
จีนเจริญในช่วงค.ศ.1000-1100 โดยค้าขายผ่านเส้นทางสายใหมไปถึงยุโรป โดยเฉพาะสมัยราชวงศ์ซ้องจีนเจริญมากมีการปฏิวัติอุสาหกรรมผลิตเหล็กกล้าก่อนอังกฤษ 600 กว่าปีได้มากที่สุดในโลกโดยเฉพาะในปีค.ศ. 1078 ผลิตเหล็กกล้าได้ถึง 125,000 ตัน พิมพ์ธนบัตรใช้ก่อนอังกฤษ 700 กว่าปี มีโรงพิมพ์หนังสือขนาดใหญ่ที่ ไคฟง และ หางโจว ในสมัยราชวงศ์ถังมีการผลิตแอลกอฮอล์ได้แล้ว สมัยราชวงศ์หมิงมีการเดินเรือไปค้าขายและสำรวจต่างประเทศโดย นายพลเจิ้งเหอ จีนเคยมี เศรษฐกิที่ GDP โตถึง 29%ของเศรษฐกิจโลก และจีนเจริญมาถึงศตวรรษที่19 ที่ถูกอังกฤษยึดครองในสมัยสงครามฝิ่น อังกฤเริ่มพัฒนาก้าวกระโดดจากการปฏวัติอุตสาหกรรมและการล่าอาณานิคม รวมทั้งสหรัฐอเมริการบังคับญี่ปุ่นเปิดประเทศสมัยที่นายพลเรือเปอรี่เอาเรือรบไปปิดปากของญี่ปุ่น
ความเจริญของตะวันออกอีกครั้งมาจาก ญี่ปุ่น เกาหลี่ ฮ่องกงและสิงโปร์ และยักษใหญ่อย่างจีนอินเดียกำลังผงาดขึ้นมา จีนมีเศรษฐกิจโตสูสีกับเยอรมันนีซึ่งมีเศรษฐกิจโตเป็นอันดับสามของโลกรองจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเท่านั้นและปัจจุบันจีนมีเงินทุนสำรองเงินต่างประเทศสูงที่สุดในโลก
รม.500 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีอะไรบ้าง?
มิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประกอบด้วยที่สำคัญคือ มิติทางเศรษฐกิจ มิติทางการเมือง และ มิติทางสังคมและวัฒนธรรม
มิติอื่นๆของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
1. การทูต
2. การทหาร
3. เศรษฐกิจ
4. สังคมและวัฒนธรรม
5. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6. กติกา(กฎเกณฑ์และหลักการ)และระบอบ(กฎเกณฑ์และหลักการที่ได้รับการยอมรับ) เพื่อให้มิติทั้ง 5 ข้างบนไม่มีข้อขัดแย้ง
การประเมินอำนาจรัฐของประเทศหนึ่งๆต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
7. จำนวนประชากร
8. พื้นที่ประเทศ
9. ทรัพยากรธรรมชาติ
10. เศรษฐกิจ
11. การทหาร
12. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่
อะไรคือประเด็นความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างประเทศ
1. การเมือง
-ลัทธิ/อุดมการณ์ทางการเมือง
- ผู้นำทางการเมือง
- เขตแดน
2. ประเด็นทางเศรษฐกิจ
- การขัดแย้งด้านทรัพยากร เช่น ปัญหา อิรัก/คูเวต
- การขัดผลประโยชน์ เช่น การตั้งกำแพงภาษี การตัดราคา
- การแสวงหาตลาด เช่น การกีดกันทางการค้า
3. ประเด็นทางสังคม
- เชื้อชาติ/ชนกลุ่มน้อย
- ศาสนา/ความเชื่อ
- วัฒนธรรม/ภาษา
4. ประเด็นทางการทหาร
- การพัฒนาอาวุธ
- การสะสมอาวุธ
- การตั้งกลุ่มพันธมิตร
ทฤษฎีว่าด้วยสาเหตุของสงคราม สาเหตุใหญ่ของสงครามเกิดจากอะรไ?
สาตุของสงครามเกิดจากเหตุ 3 ประการคือ
- มนุษย์ วิเคราะห์จากพฤตกรรมของมนุษย์ สภาพทางจิตใจของมนุษ์และพฤติกรรมของมนุษย์
- รัฐ เกิดจากการเมืองทั้งปิดและเปิด เช่น สหรัฐฯบุกอิรัก รัซเซียบุกอาฟกานิสถาน หรือระบบเศรษฐกิจ ระบบใดก็เกิดสงครามได้ สรุปว่าสงครามไม่ได้มาจากการเมืองและเศรษฐกิจเพราะระบบไหนก็เกิดสงครามได้
- ระบบ ระหว่างประเทศ อนาธิปไตย ดุลอำนาจ
แนวทางแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- การเจรจาทวิภาคี (Bilateral Negotiation)
- ใช้คนกลางที่เป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ (Third party, Good office)
- การไกล่เกลี่ย (Mediation) โดยประเทศที่สามที่เป็นมิตกับคู่กรณี อำนวยความสะดวกและเข้าร่วมเจรจาด้วยเพื่อหาข้อยุติ
- การตั้งกลุ่มประเทศเป็นกรรมการตัดสิน
- ศาลโลก
- นำเรื่องเข้าสู่สหประชาชาติ (UN)
ความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างประเทศคืออะไร?
ความร่วมมือระหว่างประเทศ (Cooperation) เป็น/คือการประสานงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ส่วนการบูรณาการ/การรวมตัว (Integration) เป็นการประสานงานอย่างลึกซึ้งและยาวนานจนนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างเป็นหน่วย/องค์กรใหม่
อะไรทำให้รัฐต้องทำความร่วมมือระหว่างประเทศ?
- ปัจจัยทางด้านการเมือง
- ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ
- ปัจจัยความคล้ายคลึงกันทางสังคม
- ปัจจัยทางยุทธศาสตร์
ขั้นตอนการบูรณาการทางเศรษฐกิจ
เปิดเขตการค้าเสรี (FTA: Free Trade Area)
การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union)
การจัดตั้งประชาคมหรือตลาดร่วม (Common Market)
สหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union)
สหภาพเหนือชาติ (Supra National Union)
ประโยชน์ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
เพิ่มอำนาจต่อรอง
ขยายตลาดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
ดึงดูดการลงทุน
[1] เชื่อในไตรภูมิพระร่วง ว่า กษัตริย์ มาจากสวรรค์ชั้น ดุสิต คือสูงกว่าชั้นดาวดึงค์ แต่ต่ำกว่าปัจเจกพระพุทธเจ้า
[2] รัชกาลที่ ๔ มองว่าเรื่องความคิดกษัตริย์เป็นหน่อพุทธางกูรเป็นเรื่องเหลวไหล กษัตริย์เป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งมาประชุมกันและพร้อมใจกันเลือกกษัตริย์ หรือเป็น เอนกนิกรสโมสรสมมุติ
[3] Wu แปลว่า not being, not have หรือ without และ Wei แปลว่า act, do, govern or effort, serve as Wu Wei คือ การกระทำตามธรมชาติ เช่น การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ โดยดวงอาทิตย์ไม่ได้ทำอะไร เต๋า มองว่า ดาวเคราะห์ “do” this revolution, but without “doing” it. ในทางเศรษฐกิจการเมืองคือปล่อยให้ประชาชนทำตามธรรมชาติของมันเช่นการค้าขายโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ
[4] ตัวชี้วัดหนึ่งของเศรษฐกิจจุลภาค คือ ต้นทุนรวมของการผลิต หรือ บริการ Total cost = Fixed cost + Variable cost
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น