๑. รัฐธรรมนูญ
การทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าการสอบข้อเขียน หรือ ปากเปล่า ไม่ควรตอบในเชิงเทคนิค แบบรัฐศาสตร์แบบเก่า ควรมองความเชื่อมโยง กับประเด็นหลัก ในแง่ประชาธิปไตย สังคม การเมือง โครงสร้างทางการเมือง และ เศรษฐกิจ ของไทยอย่างไร คือ รัฐธรรมนูญจะตอบโจทย์ใหญ่หลายประการ เช่น การมีประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน มันมีปัญหาในสังคมการเมืองไทย อย่างไร ต.ย. เช่น คณะกรรมการประชาธิปไตย ของหมอประเวศ ได้พูดถึงปัญหาของประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ของไทยไว้ชุดหนึ่ง แล้วที่สุดนำไปสู่ ข้อเสนอ กลายเป็นรากฐานของการร่าง รธน. ปี ๔๐ รธน. สรุปว่ารัฐธรรมนูญตอบโจทย์อะไรในทางรัฐศาสตร์
รัฐธรรมนูญคือ ชุดของกติกาที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองต่าๆ และกำหนดความสัมพันธ์ของประชาชนและหน่วยงานของรัฐ (คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน – รธน.2550 ดี และ จำกัดอำนาจผู้ใช้อำนาจ คือกลไกในการควบคุม สร้างสมดุลระหว่างอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
1. ความหมายรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ Han Kelsen
ความยุติธรรมและกฎหมายเป็นคนละสิ่งกัน ในความคิดของนักทฤษฎีกฎหมายอย่าง Han Kelsen (1881-1973) เห็นว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ในขณะที่กฎหมายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ (Pure law) ทีไม่ต้องพึ่งพากับอะไรหรือมีความเป็นเอกเทศ ด้วยคามพยายามที่จะกำหนดให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากตัวเอง (กฎหมาย)(Han Kelsen, “Science and Politics”,p.365) ไม่ได้เกิดจากผลประโยชน์หรือค่านิยม แต่กฎหมายก็ต้องการ “กฎ”ที่สูงกว่าและมีอำนาจมากกว่าเป็นตัวรองรับ และ Justification คือมีเหตุผลผลสนับสนุนการกระทำหรือให้ความสมเหตุสมผล โดยกระบวนการทั้งหมดในระบอบประชาธิปไตยก็จะไปสิ้นสุดที่รัฐธรรมนูญ
2. รัฐธรรมนูญถูกจัดเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถที่จะอ้างอิงกับอะไรที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นได้อีก อะไรที่เหนือหรือสูงกว่ารัฐธรรมนูญก็ย่อมจะมาจากสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย เช่น พระผู้เป็นเจ้า การรัฐประหาร ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
3. รัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นจากสิ่งพิเศษ ที่นอกเหนือจากกฎหมายหรือจากสิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวคือรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพาสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นกฎหมายสูงสุดที่แปดเปื้อนไม่บริสุทธิ์เพราะต้องพึ่งพาอะไรอื่นๆที่ไม่ใช่ “กฎ” หรือ “ปทัสถาน” (norm) เพราะปทัสถานคือแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติและมีรากฐานมาจากความถูกต้อง (righteousness) และมีเหตุผล (Rationality) แต่ปทัสถานก็เป็นเรื่องของการประเมินค่า (judgment) หรืการวินิจฉัยลงความเห็น ดังนั้นปทัสถานจะถูกกำหนดจากสิ่งปกติ (normal)
4. Georges Canguilhem .ให้ความเห็นว่าคำว่าปกติ (normal) มีรากศัพท์มาจากคำว่า Normalis ที่มาจากคำว่า Norma หมายถึง กฎ หรือ สภาวะทั่วๆไป (regular) ดังนั้นคำว่าปกติคือ ไม่เบี่ยงซ้ายหรือเบี่ยงขวาคือสมดุล สภาวะปกติคือสภาวะที่ปราศจากค่านิยม
5. (นศ.สรุปเองว่า)รัฐธรรมนูญ ต้องไม่มาจาก สิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมาจาก ปทัสถานที่กำหนดจากสิ่งปกติ (norma) ตามความหมายของ Georges Canguilhem คือสมดุลไม่เบี่ยงซ้ายหรือขวา เพราะปทัสถานเองก้เป็นเรื่องของการวินิจฉัย ประเมินค่า
6. ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชน(people)ไม่ต้องการกฎหมาย เพราะกฎหมายมาจากประชาชน แต่ประชาชน (people) ต้องการรัฐ (State) แต่รัฐไม่ต้องการประชาชน รัฐต้องการประชากร(population) เพราะประชากรมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) คือมีเกิดและตาย (Michel Foucault) รัฐทำให้ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้อำนาจอธิประไตยแม่จะแตกต่างกันถ้าไม่มีรัฐแล้วความเป็นประชาชน ก็เป็นเพียงแค่ ฝูงชน (multitude) ที่มีแต่ความหลากหลาย ปราศจากความเป็นเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสภาวะของความเป็นอำนาจอธิปไตยเกิดความลักลั่น เหมือนกรณีการชุมนุมของเสื้อเหลืองเปรียบเหมือนฝูงชนภายใต้อำนาจอธิปไตยที่ลักลั่น(ขาดความเป็นระเบียบทำให้เกิดเหลื่อมล้ำไม่เป็นไปตามกฎ) สรุปปรกฎการณ์เสื้อเหลืองและเสื้อแดงเป็นปรากฎการณ์ของฝูงชน ในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ความหลากหลายไม่สามารถก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าไม่สลายความแตกต่างไปก่อน (ความเห็น นศ.)
7. ในการร่างรัฐธรรมนูญ “คณะบุคคลกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวแทนที่ประชาชน “เลือกขึ้นมา ทำหน้าที่แทน” หรือ “ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทน” ประชาชน ในกรณีแลกคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในกรณีที่สองมาจากอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย (Extra-legality) เช่นการรัฐประหาร อะไรคือมาตรฐานตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ We the people ..เราคือประชาชนของประเทศ (หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕) แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ เป็นอำนาจที่สัมบูรณ์ (absolute) บางครั้ง ผู้ถูกแทน(ประชาชน) กลับมาทีหลังผู้แทน กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผู้ที่มาก่อนผู้ถูกแทน (ประชาชน) ซึ่งตามกรอบคิดจะเป็นลักษณะของฟาสซิสม์มากว่าที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นเรื่องของกลุ่มเผด็จการที่กระทำในนามของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นภายใต้โครงสร้างของรัฐในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี สิทธิ เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการรุกรานจากอำนาจอธิปไตย หรือ การรุรานของ “อำนาจประชาธิปไตย”
- นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าระบบตัวแทนเป็นกรอบคิดแบบ อภิสิทธิ์ชน (aristocracy) มากกว่าเสรีประชาธิปไตย เพราะการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความเพียง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่กษัตริย์ เอกอัคราชทูต ข้าราชการก็เป็นตัวแทนของรัฐได้ การมีตัวแทนหรือการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประชาธิไตย
- ระบอบประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาททางการเมือง ระบอบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่ยึดหลัการปกครองโดยตรงหมือนเอเธนส์ แต่เน้นการมีตัวแทน โดยระบอบเสรีหประชาธิไตยแบบใหม่ใช้ กรอบคิดเรื่อง Consent หรือความยินยอม เป็นหลักในการปกครอง
- คำถามว่าระบบตัวแทนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่? กรอบความคิดเรื่องความเป็นตัวแทนเป็นกรอบคิดของยุโรปสมัยกลางไม่ใช่ประชาธิปไตยของกรีกโบราณ เป็นกรอบคิดในคริสศตวรรษที่ ๑๓ และ ๑๔
- ผลงานความคิดที่สำคัญเรื่องการเป็นตัวแทน คือผลงานของ Thomas Hobbes โดย Hobbes ให้คำนิยามรัฐในฐานะที่เป็นบุคคล (Person) คนเดียว หรือเเป็นกลุ่มบุคคลที่จะกระทำการใดและมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ในการกระทำแทนหรือในนามของ ”กลุ่ม” คน อื่นๆได้
- ในปลายสมัยกลางของยุโรปเป็นต้นมา การเป็นตัวแทนที่เชื่อมต่อเข้ากับสถาบันกษัตริย์ เป็นการมอบอำนาจ (authorization) ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นสภาบันการเมืองที่เป็น “อมตะ” เช่นสถบันกษัตริย์ และผู้ถูกปกครอง จนทำให้การเป็นตัวแทนหรือการมอบอำนาจตามสัญญาประชาคมนั้นทำให้ตัวแทน (สถาบันกษัตริย์) เป็นสิ่งที่คงที่หรือคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
- ในความเป็นตัวแทนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงออยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสร้างเสถียรภาพจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
- กรอบคิดของเสรีนิยม การเป็นตัวแทนมีรากฐานอยู่ที่ บุคคล (person) ในกรอบความคิดของ Hobbes อำนาจที่เกิดขึ้นจึงเป็นอำนาขของบุคคลแต่ละคนมากว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนที่มี Rationality ในการเห็นเป้าหมายหรือผลประโยชน์ของตนว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เป็นกรอบความคิดของความเป็นปัจเจกชน ความเป็นตัวแทนจึงแสดงลักษณะของความเป็นส่วนตัว (private) ถึงแม้ว่าการเป็นตัวแทนจะสามารถทำได้ในกรอบของส่วนรวมหรือสาธารณะก็ตาม แต่ความเป็นส่วนรวมก็ไม่ใช่รากฐานของความเป็นตัวแทน นอกจากนั้นการมีทรัพย์สินและการมอบอำนาจให้กับตัวแทนบ่งบอกถึงสถานะและศักดิ์ศรี บุคคลในฐานะทีมีศักดิ์ศรี (dignity) เท่านั้นจึงสมควรที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทน
- สำหรับเรื่องของแนวคิดเรื่องตัวแทน (representation) ก็ยากที่จะหาข้อสรุป ได้ว่าคืออะไร เนื่องจาก ระหว่างตัวแทน (representation) และ ผู้ที่ถูกแทน(represented) หรือประชาชนนั้น มีแนวคิดเรื่องช่องว่างคือความเป็นเอกภาพระหว่างผู้แทนและผู้ถูกแทน ไม่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น การครอบคลุมถึงส่วนต่างๆของสังคมไม่ได้ทั้งหมด ความแตกาต่างระหว่างโครงสร้างของสังคม ที่แตกต่างไปจากโครงสร้างทางการเมืองและรัฐ
- รัฐประชาชาติมีความแตกต่างไปจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช (absolutist state) ถึงแม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชอาจจะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ (modern state) แต่ก็ไม่ใช่รัฐประชา ชาติ เพราะในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ในขณะที่รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ ชาติคือประชาชน และอำนาจประชาธิปไตยอยู่ที่หรือเป็นของ “ประชาชน”
8. การเมืองแบบพรรคและรัฐสภา
- สำหรับโลกเสรีประชาธิปไตยเมื่อความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันหรือแย่งสิ่งที่มีคุณค่าอันเดียวกัน การแก้ปัญหาที่นิยมกระทำกันก็คือการออกเสียง เช่น การยกมือออกเสียงในสภา เพราะเสียงเป็นสิ่งเดียวที่มีความหมายที่ประชาชนจะใช้ในการต่อสู่ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ (ในทางทฤษฎี)
- ในทางปฏิบัติ หรือถ้าเสียงข้างมากมิได้ดำเนินไปตามการใช้ “Rationality” คือไม่เป็นไปตามความคาดหวังหรืออุดมคติของเสรีนิยม วัฒนธรรมทางการเมืองโดยเฉพาะระบบรัฐสสภา เป็นเรื่องของ “กำลัง” ที่เกิดจากจำนวนที่มากกว่า กฎหมายในรัฐสภาจึงเกิดจาก กฎหมู่ การเป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองในรัฐสภาดำเนินไปพร้อมกับการจัดกลุ่มทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานทางเศรษฐกิจนอกระบบรัฐสภา สิ่งที่ปรากฎในสภาจึงกลับเป็นนามธรรม เช่น ตัวแทนของประชาชน ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีความเป็นรูปธรรมกลับไม่ปรากฎในรัฐสภา
- บทบาทของกลุ่มต่างๆทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าต้องการอะไร เพราะผลประโยชน์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า จึงไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันหรือหาเหตุผลอีก
- การประชุมในรัฐสภาการอภิปรายถกเถียงกันจึงมีสถานะไม่แตกต่างไปจากการ “เล่นละครการเมือง” ให้สมกับความเป็นนักการเมือง ดังที่ Carl Schmitt ได้ให้ความเห็นว่าการอภิปรายในรัฐสภาเป็นการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร
- โลกการเมืองเป็นโลกของ “ปริมาณ” เพราะเป้าหมายของนักการเมืองอยู่ที่ชัยชนะ ก็ต้องการคะแนเสียงที่มาก การเมืองจึงเป็น อาชีพหนึ่ง เป็น”สัมมาชีพทางการเมือง” ไม่ใช่เรื่องของการเสียสละหรือทำงานการกุศล และภายใต้หลักการของเสรีนิยมนั้นการเสียสละเป็นการละเมิดหลักการของเสรีนิยม
- ระบอบการเมืองแม้จะตั้งอยู่บนหลักการของเสรีประชาธิปไตย แต่การดำเนินการทางการเมืองเป็นแบบกลุ่มมากกว่าจะเป็นเรื่องของปัจเจกชน
9. รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดในระบบอบเสรีประชาธิปไตย หรือ มี “Decisionism” คือมีคนคิดให้เราอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ Carl Schimitt challenge the liberal-democracy theory of sovereity
แนวคิด หรือ Concept ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกไม่ว่า จะมีที่มาอย่างไรเช่น การรัฐประหาร 2549 ของไทย หรือ แมกนากาต้า ของอังกฤษ จุดประสงค์หลัก เพื่อคุ้มครอง “สิทธิและเสรีภาพ” ของประชาชนและ “จำกัดอำนาจ” ของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจรัฐ โดยการใช้กลไกอำนาจรัฐที่รักษาความสมดุลทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ และ การตรวจสอบไม่ว่าผู้ปกครองจะเป็นใคร คณะใด การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญมีจุดประสงค์เดียวกันหมด รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญไทยที่บัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ไว้ดีที่สุดของรัฐธรรมนูญไทย ที่ดีเพราะเขียนไว้ทุกอย่างและมีผลในทางปฏิบัติเลยไม่ต้องรอกฎหมายลูก แตกลไกการใช้อำนาจรัฐอาจมีปัญหาต้องพิจาณาปรับปรุงแก้ไข(สมคิด เลิศ) ประเด็นที่น่าคิดคือ รัฐธรรมนูญ 2550 มีอะไรเปลี่ยนแปลง (ด้านสิทธิเสรีภาพ) หรือประเด็นสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ 2550 กระทบประชาชนอย่างไรบ้าง (ให้มากที่สุด) หรือ กฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) กระทบภาคประชาชนอย่างไร (เช่น ให้สิทธิการรวมตัวกันในภาคเอกชน NGO สหภาพ เป็นต้น) ระบบเลือกตั้ง 40 หรือ 50 อะไรดีกว่ากัน (ดูอำนาจบริหาร นิติบัญญติ และ การตรวจสอบ เพราะการร่างรับธรรมนูญที่ดีขึ้นกับ การคานอำนาจกันระหว่าง อำนาจยริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ)
· แนวคิดพื้นฐานของ Schmitt คือการทำลายสมการพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนงทั่วไป (General Will)l จะนำไปสู่เสรีภาพ (Freedom) รัฐบาลที่ดี (Good Government) เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เรามักได้ยิน คือถ้ามีการเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรมแล้วคนเราก็จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เราก็จะมีรัฐบาลที่ดี และได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ Schmitt โจมตีว่ามันไม่เป็นความจริง และ Schmitt ยังโจมตีว่าความคิดของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีส่วนร่วมและถ้าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่จะได้กฎหมายที่ดีสำหรับประชาชน ซึ่ง ชมิทธ์ โจมตีว่าไม่จริง มันเป็นการทำอยู่บน เอกลักษณ์หรือความเหมือนกัน (Identity) บางอย่างที่ทำให้ General Will นำไปสู่ เสรีภสพและรัฐบาลที่ดี อยุ่แล้วโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ ชมิทธิ์ล้มล้างว่าไม่เป็นความจริง คือทฤษฎีการเมืองของ ชมิทธิ์ กล่าวว่ามันมีช่องว่างอยู่มากระหว่าง general will และ เสรีภาพ ระหว่าง General will กับ รัฐบาลที่ดี ระหว่าง general will กับกฎหมาย Schmitt เห็นว่าเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากและถ้าไม่ทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดีเราจะไม่มีทางสร้างการเมืองที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เพราะเราไปเชื่อว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีเจตจำนง ทำการเมืองอย่างเต็มที่แล้ะทุกอย่างก็จะดีไปหมด เป็นแวคิดที่ ชมิทธิ์โจมตีไว้ ชมิทธิ์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย สิ่งที่มีอำนาจทีสุดในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสุดท้ายไม่ใช่ General Will แต่จริงๆมันคือ Decisionism (คือ สิ่งต่างๆทางการเมืองมีการตัดสินใจล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว) ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือของคนในสังคม มีคนบางพวกบางกลุ่ม บางพวกตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำสิ่งที่เขาตัดสินใจอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางบังคับให้คนในสังคมเชื่อหรือยึดถือ โดยมีขบวนการที่ซับซ้อนจนคนในสังคมนั้นคิดว่าตัวเองเชื่อและต้องการสิ่งนั้นๆจริงๆ นับเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีทีสำคัญที่สุดของชมิทธิ์ คือ Decisionism และ ชมิทธ์ ก็โจมตี Norm ของ Kelsen ว่าเป็น Decisionism หนึ่ง คือมีคนบางกลุ่มทึกทักว่าอะไรบางอย่างเป็น Norm (รูปแบบ แบบแผน หรือ มาตรฐาน) ของสังคม แล้วบอกว่าคนในสังคมนั้นต้องยึดถือ Norm นั้นเหมือนๆกัน ชมิทท์ เห็นว่ามันเป็น Decisionism ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไม่ได้มาจากการถกเที่ยงของใครเลย ตัวอย่างประเทศไทย อ.ศิโรตน์ ยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว การที่บอกว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยวมีการลงประชามติหรือเปล่าหรือว่าเคยมีการปรึกษาหาหรือของคนในสังคมหรือเปล่า ในแง่ประวัติศาสตร์ก็ไม่มี รัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นมาโดยคิดว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกดินแดนไม่ได้ คำถามถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตย ทำไมประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว เคยมีการปรึกษาคนในประเทศไทยหรือไม่ว่าไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว ถ้าถามแบบ ชมิท คือรัฐเดี่ยวของไทยเป็น ปทัสถาน ของใคร ? ใครสร้างมันขึ้นมา แล้วทำไมต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ เป็นสหพันธรัฐได้ใหม เป็นมลรัฐได้ไหม เป็นเขตปกครองพิเศษบางพื้นที่ได้ไหม แต่ถ้าถามแบบ Kelsen ก็อาจจะถามว่าที่ไทยเป็นรัฐเดี่ยว คนไทยชอบการปกครองแบบรัฐเดียว (ซึ่งก้ไม่รู้ว่าถามคนไทยที่ไหน ถามคนไทยกี่คน พ.ศ. ไหน และ แต่ละ พ.ศ. คิดเหมือนกันหรือเปล่า)ก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามอย่าง ชมิท คือ ปทัสถาน ที่เราเชื่อนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ใครเป็นคนกำหนดแล้วเราคิดว่าเป็นของเรา อีกประเด็นที่ ชมิทท์ โจมตีว่าเสรีประชาธิปไตยล้มเหลว โดยบอกว่าเสรีประชาธิปไตยปฏิเสธระบบเผด็จการและปฏิเสธอำนาจนิยมทุกรูปแบบ แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของเสรีประชาธิปไตยในแง่ความคิดทางการเมืองจะพบว่า ปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นของเสรีประชาธิปไตยในทุกประเทศ ทุกสังคมมันจะมาพร้อมกับการสร้างเสรีประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเริ่มจากคนกลุ่มน้อย เริ่มต้นจากคนกลุ่มน้อยก่อน เช่น การให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานประชาธิปไตย ถ้าสังคมไหนไม่มีมักจะถือว่าไม่มีประชาธิปไตย คำถามในแง่ประวัติศาสตร์ความคิดคือปรากฏการร์นี้มันเกิดมาจากขบวนการประชาธิปไตยหรือเปล่าจากประวัติศาสตร์ ถูกเรียกร้องจากผู้หญิงกี่คนไม่ใช่ผู้หญิงทั้งหมดของสังคมและเราถือว่าสิทธิแบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า และเมื่อได้สิทธิไปแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกเสียงโดยคิดเรื่องประชาธิปไตย แต่คิดถึงเรื่องอื่นๆเช่น ผู้หญิงเลือกผู้หญิงด้วยกันเลือกผู้หญิงที่สนใจเรื่องผู้หญิงด้วยกัน ไม่ได้คิดว่าเป็นการลงคะแนนเพื่อประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียม การรณรงค์การเลือกตั้งว่าควรเลือกแบบไหนถึงจะเป็นประชาธิปไตย (คือคิดว่าคนไทยยังไม่เข้าใจเสรีประชาธิปไตย จึงทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยเป็น Dcisionism ตามแนวคิดของ ชมิทท์) ดังนั้นจึงเป็นเผด็จการ ดังนั้นการที่จะลากเส้นระหว่างเสรีประชาธิปไตยกับเผด็จการเป็นความจริงหรือไม ขบวบการรณรงค์การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า มันเป็นการยัดเยียดวาระทางการเมืองบางอย่าง บางอย่างที่ผู้ให้การศึกษาคิดว่ามันดี ไปสู่ชาวบ้านซึ่งเราคิดว่าวิธีนี้จะทำให้เกิดประชาธิปไตย ทั้งๆที่ขบวนการดังกล่าวเป็นประชาชนหรือเปล่า เป็นคำถามที่ ชมิท ถามว่า องค์ประกอบของประชาธิปไตยทั้งหมดมันมีความเป็นเผด็จการซ่อนเล้นอยู่มาก แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเสรีประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการจริงๆ ขณะที่อังกฤษเป็นแม่แบบของเสรประชาธิปไตย แต่อังกฤษก็เป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการฆ่าคนพื้นเมืองอย่างโหดร้ายในอินเดีย ในพม่า Norm (ทิศทางใหญ่ๆ ของสังคม) ที่กล่าวอ้างเป็นจริงหรือเปล่าทำไม่ประเทศที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยจึงฆ่าคนได้มากเช่นนั้น สหรัฐมี Norm จริงหรือเปล่า ทำไมบางครั้งเลือก Democrat (แนวคิดที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจ) บางครั้งเลือก Republican (แนวคิดเศรษฐกิจเสรี) ถ้าเป็นคำถามของ ชมิท
· หมายเหตุ เนื่องจาก ทั้ง Kelsen และ Schmitt เป็นนักปรัชญา ดังนั้นคำว่า Norm ขอให้วิเคราะห์ในแง่ของ “วิธีหรือกรอบความคิดหรือแนวคิดไม่ใช้การปฏิบัติหรือพฤติกรรม” เช่น Norm ของคน สหรัฐฯ เกี่ยวกับประชาธิปไตย ก็คือแนวคิดที่เป็นรูปแบบ หรือมาตรฐานของคนอเมริกัน
· ประเทศไทยทำไมต้องเป็นเศรษฐกิจเสรี Norm แบบนี้เกิดมาได้อย่างไร ไม่ว่าไทยจะมีการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ถ้าเป็นคำถามของ ชมิทท์ เคยมีการลงประชามติหรือ norm เกิดจากคนกี่คน หรือ จอมพลสฤษดิ์
· แนวคิดของนักวิชาการจะวิเคราะห์ปัญหาให้ถ่องแท้แต่ไม่ได้หาทางออกให้ ไม่เหมือนนักวิชาการไทยไม่ค่อยวิเคราะห์ให้ถ่องแท้แต่ชอบฟันธง
· ทางออกเป็นเรื่องของสังคม ถ้าตามแนวคิดของ ชมิทท์ คือสังคมต้องแสดงออกถึงแนวคิดให้เต็มที่แล้วสังคมจะพบทางออกเอง ไม่ควรมีการประนีประนอม ไม่ต้องอ้างความสามัคคีของชาติ เพราะการอ้างความสมานฉันท์ เป็นการบอกให้คนบางกลุ่มเงียบ หรือหยุด แสดงความคิดเห็น รับเรื่องนี้ไปซะสามัคคีกันไว้ ถ้าคิดในกรอบประชาธิปไตย หรือ กรอบคิดแบบ ชมิทท์ ก็ไม่ถุกต้อง เพราะคนทุกกลุ่มต้องมีสิทธิแสดงออกหรือพูดได้อย่างเสรี ประเด็นการสร้างความคิดทางการเมืองของ ชมิทท์ น่าสนใจ คนที่ไปสอนว่าประชาธปไตยควรเลือกแบบไหน เป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย ถ้าประชาธิปไตยวางอยู่บนความเป็นปัจเจก (individual) และเสมอภาคเท่ากันใครจะมีสิทธิไปบอกใครว่าเลือกแบบนั้นดีหรือแบบนี้ดี เป็นคำถามที่ท้าทายดีของชมิทท์ ที่ตั้งคำถามแบบนั้น
· ถ้าเราไม่รู้จักตั้งคำถามเหมือน ชมิทท์ หลายๆครั้งเราก็จะรับเอาวาระทางการเมืองของผู้รู้ประชาธิปไตยไปเป็นวาระทางการเมืองของเรา กลายเป็นความคิดของเราและเราไปพูดต่อ กลายเป็นเจตจำนงของสังคมขึ้นมา ทั้งๆเป็นคำพูดของคนไม่กี่คน เช่น มักพูดกันแต่ว่านักการเมืองที่ดีต้องไม่ซื้อเสียง ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มันเป็นวาทกรรมที่คนสร้างขึ้นมาเช่นข้าราชการ เผด็จการทหารเพื่อให้เชื่อว่า ไม่มีใครพูดว่านักการเมืองที่ดีต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือมีจุดยืนเพื่อคนยากจน คนด้อยโอกาสทางสังคม
· Political will เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไปหักล้าง general will ที่ว่านำไปสู่เสรีภาพ และรัฐบาลที่ดี ชมิทท์ จะตั้งคำถามว่า general will หรือเจตจำนง (ความตั้งใจมุ่งหมาย ความจงใจ) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดจากการยัดเยียด เกิดจากการแต่ง ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า
· สื่อเป็นตัวกลางสำคัญในการเผยเพร่เจตจำนง สื่อในแต่ละสังคมใครควบคุม รัฐบาลควบคุม ทหารควบคุม (ต่างจากพฤภา 2535 ที่มีการพัฒนาสื่อ) แต่หลัง 2549 TPBS เป็นของรัฐบาล ดังเตจำนงของประชาชนเสรีนิยมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมือ่รัฐเป็นผู้คุมสื่อทั้งหมดเอาไว้ สังคมจะมีความคิดเสรีได้อย่างไรชมิทท์ มองว่าสื่อก็จะเป็นแหล่งโฆษณาชวนเชื่อไป คุมความคิด คุมความเห็น คุมวาระทางการเมืองได้ ในที่สุดก็จะคุมเจตจำนงทางการเมืองของคนในสังคมได้
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าเจตจำนงทางการเมืองคือที่มาของอำนาจทางการเมือง หรือเจตนารมของประชาชน แต่ ชมิทท์ บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยใหม่มันตรงกันข้าม สมการทางการเมืองของ ชมิทท์ เกี่ยวกับสรีประชาธิปไตย คือ อำนาจทางการเมืองต่างหากที่กำหนดเจตจำนง หรือเจตนารมทางการเมืองของประชาชน หรือความต้องการทางการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนกำหนดอำนาจทางการเมือง ความเป็นประชชาชนถูกสร้างโดยอำนาจทางการเมือง ความคิดของประชาชนถูกสร้างจากอำนาจทางการเมืองตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ความคิดที่เราคิดว่าเป็นของเราจริงๆมันเป็นของเราหรือเป็นขบวนการของรัฐผ่านสื่อต่างๆ โรงเรียน สถาบันการศึกษา เป็นความคิดอิสระของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
· Political Power ชมิทท์ วิจารณ์ประชาธิปไตยรัฐสภาที่เป็น model หลักทางการเมืองของ ในโลกทางอุดมคติทางการเมืองทุกคนก็จะบอกว่ากำลังเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย ต.ย. รัฐประหาร 19 กันยา ทหารตั้งรัฐสภาขึ้นมา มีสภนิติบัญญัติแห่งชาติ ชมิท? มองว่าปรการณ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าโลกใน ศตวรรษที่ 20 พยายามเดินไปสู่ประชาธิปไตย ขณะที่รูปแบบทางการเมืองก็เดินไปสู่รูปแบบการใช้สภา ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยต่างใช้ระบบสภาเป็นรูปแบบทางการเมือง และมักเป็นข้ออ้างว่าเมื่อมีสภาแล้วประชาชนก็มีส่วนร่วมทางการเมือง หรืออ้างว่ารัฐบาลมาจากประชาชน คือการใช้สภาในการสร้างความชอบธรรม
· ในกรณีหรือโลกเสรีประชาธิปไตย การปกครองแบบรัฐสภามาพร้อมกับลักษณะที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือการอ้างว่าความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมทางความคิดเห็นไปไว้ในสภาให้หมด การอ้างว่าคนกลุ่มต่างๆที่ทะเลาะกันในสังคมอย่าทะเลาะกันข้างถนนให้ไปทะเลาะกันในสภาทั้งหมด นี่เป็นความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งต่อมาสังคมเผด็จการอื่นๆก็รับเอาแนวทางนี้ไปใช้ด้วย อย่ามีม็อบ การชุมนุมให้ไปเถียงกันในสภา เพราะเชื่อว่าสภา ความเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ สามารถโต้เถียงกันได้ โดยใช้หลักเหตุและผลเพราะมีความเชื่อที่ลึกซึ่งต่อไปว่าสภาเป็นรูปแบบทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ความแตกต่างกันอยู่ด้วยกัน อย่างสันติและจะมีข้อสรุปที่ดีที่ทุกคนยอมรับได้ โดยเชื่อว่าสภาจะเป็นที่ๆจะเกิด Public Deliberation คือการปรึกษาหารือร่วมกันของสาธารณะ เชื่อว่าสภาจะให้กำเนิด Public argument หรือความคิดเห็นร่วม ขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public debate หรือการถกเถียงของสังคมร่วมกันขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public discussion ขึ้นมา โดยขบวนการเหล่านี้อาจอยู่นอกสภาก็ได้ ไม่ต้องเกิดในสภาอย่างเดียว แต่ ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับขบวนการเหล่านี้ในสภาในกรอบเสรีประชาธิปไตยถือว่าขบวนการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสภาจะทำให้ได้สิ่งที่ดีขึ้นมา คำถามคือการถกเถียงแบบนี้มันให้สิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือเปล่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่สาธารณะจริงหรือเปล่า (คำถามปรากฎการณ์ทางการเมืองว่ามีจริงหรือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต้องพิสูจน์ เพราะในแต่ละสังคม ปรเทศมีไม่เหมือนกัน เช่น มี debate ที่โปร่งใสจริงหรือเปล่า) คำถามอีกข้อหนึ่งของ ชมิทท์คือต่อให้มีขบวนการแบบนี้ในสภาจริงแน่ใจได้หรือเปล่าว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจากขบวนการแบบนี้(คำถามเชิงปรัชญา คือถึงพิสูจน์ได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริงแล้ว ประชาธิปไตยจะเกิดจากขบวนการเหล่านี้ได้จริงหรือ) ถ้ารองตั้งคำถามแบบ ชมิทท์ ว่าการถ่ายทอดการแถลงนโยบายและการประชุมสภา แสดงให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า ประชาชนมีส่วนร่วมจริงหรือเปล่า คำถามมีต่อไปว่าทำไมไม่มีการถ่ายทอดการประชุมคณะรัฐมนตรี นโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเราอยู่ที่ ครม. หรือ สภา ซึ่งจะเห็นว่า ครม.กระทบต่อความเป็นอยู่ของเรามากกว่า แต่กรอบคิดของเราถึงจำกัดไว้ไม่ให้คิดถึงการถ่ายทอดการประชุม ครม. เช่นนโยบายการเวนคืนที่ดิน การสร้างเขื่อน การเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นต้น อยู่นอกเหนือปริมณฑลที่ประชาชนจะเข้าถึงจึงมีคำถามวาขบวนการเหล่านี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง) ทหารที่ยึดอำนาจก็ไม่มีการถ่ยทอดการประชุมครม.เรื่องการซื้ออาวุธ ที่ผูกพัน 10 ปี เงินหลายแสนบาท ควรจะนำมาใช้ทางการศึกษา หรือด้านอื่นหรือเปล่า
· ทฤษฎีของ ชมิทท์ ถูกยกย่องว่าสำคัญเพราะมันเสนอในเรื่องที่ตอนหลังถูกพิสูจน์ว่า เสรีประชาธิปไตยมีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง ในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่ไม่มีวันแก้ได้ เป็นข้อเสนอที่สำคัญทีหักล้างกฎ ทางรัฐศาสตร์ที่มีมาก่อนที่เชื่อว่า ถ้ามีเสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะดีขึ้น แต่ ชมิทท์ เสนออีกกฎหนึ่งว่าต่อให้เสรีประชาธิปไตยดีขึ้นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังไม่เกิดเพราะเสรีประชาธิปไตยมีปัญหาในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่แก้ไม่ได้ นี่คือกฎอีกแบบหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นมา เช่น เสรีประชาธิปไตยเชื่อเรื่อง Public debateที่มีสมมุติฐานรองรับอยู่ 3 ข้อ คือ สมมุติฐานเรื่องอำนาจ ที่ถูกตรวจสอบได้ สมมุติฐานเรื่องการมีส่วนร่วม สมมุติฐานการมีอิสระสิทธิและเสรีภาพ ก็เป็นสมมุติฐานที่ใช้ยืนยันทฤษฎีของเขา
· อ.ศิโรจน์ เห็นว่าการเป็นนักรัฐศาสตร์เรียนรู้หลายทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอาจเหมาะสมกับบางเวลาหรือสถานะการณ์เพราะทุกทฤษฎีมีจุดอ่อนจุดแข็งที่จะใช้ตามความเหมาะสม เพราะไม่สามารถพบได้ว่าทฤษฎีไหนทำให้เราค้นพบความจริง เพราะทุกทฤษฎีก็พยายามค้นหาความจริงที่อาจจะยังไปไม่ถึง ประสบการณจะทำให้เราทำความเข้าใจได้ว่าทฤษฎีไหนน่าเชื่อถือและปฏิบติได้จริง เช่น แนวคิดอมาตยาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่นักรัฐศาสตร์ใช้มากในการอธิบายสังคมไทย สมัยจอมพลสฤษดิ์ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ข้าราชการเป็นใหญ่ พอรัฐบาลหลัง 19 กันยายน 2549 ก็มีนักวิชาการนำเอาแนวคิดนี้มาใช้มากขึ้นว่า 19 กันยายน เกิดเพราะ อมาตยาธิปไตย เพราะมันเกิดจากชนชั้นนำ ข้าราชการเก่า ทหารเก่า แต่ว่าในการนำมาวิเคราะห์ทางสังคมปัจจุบันกลับติดปัญหาแน่นอน เช่น อมาตยาธิปไตยในช่วงสังคม ค.ศ. 1960 (2503) ระบบราชการมีความเข้มแข็งมากขณะที่ในปี 2549 ราชการมีความอ่อนแอ คนเก่งในภาคราชการสู้ภาคเอกชนไม่ได้เลย ในขณะที่ปี 2503 คนเก่งๆอยู่กับราชการทั้งนั้น เช่น อ. ป๋วย อึ๋งภากร เสนาะ อุนากูล เป็นต้น ระดับ Elite ของสังคมในช่วง 2549 ไม่มีในวงราชการอีกแล้ว ดังนั้นจะใช้ทฤษฎีอมาตยาธิปไตย อธิบายสสังคมขณะนี้ก็มีปัญหา คือทฤษฎีแต่ละทฤษฎีก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในบางเรื่องแล้วแต่ว่าเราเข้าใจมันมากน้อยแค่ไหน (ความเห็น นศ. น่าจะนำทษฎีของ ชมิทท์มาอธิบายปรากฎการณ์ 19 กันยายน 2549 เรื่ององค์อธิปัตย์ ที่ปรากฎขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต)
· อ. ศิโรจนต์ เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญไทยเอานักวิชาการผู้รู้ไม่กี่คนมาร่างไปตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีไม่ได้ปรึกษาคน ไม่ว่าจะเป็น 2540 หรือ 2550 การร่างรัฐธรรรมนูญต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนไม่กี่คน
· ที่มาของรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช้เฉพาะตอนทำประชาวิจารณ์ หรือเอาเฉพาะนายพลแก่ๆ ข้าราชการแก่ๆ หรือนักวิชาการไม่กี่คนมาร่างโดยไม่รู้ว่าประชาชนต้องการอะไร โดยเฉพาะการร่าง รธน. 2549 ประชาชนไม่มีส่วนร่วม มีส่ว่นร่วมแบบน่าเกียจคือรับหรือไม่รับเท่านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ยังเปิดกว้างกว่ามาก (อ.ศิโรจต์) รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นแม้จะถูกร่างภายใต้สหรัฐฯ แต่ไม่มีการรัฐประหาร การมีส่วนร่วมจึงต่อเนื่อง แต่ของไทยทุกครั้งที่มีรัฐประหาร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีก ปัญหาของประเทศไทยคือฉีกรัฐธรรมนูญกันง่ายไป
· ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มีอยู่จริงในสังคมไทยหรือเปล่า เป็นประเด็นที่ ชมิทท์ พูดไว้มากพอสมควร เสรีประชาธิปไตยวางอยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ชมิทท์ ตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดในระบอบเสรีประชาธิปไตย (Decisionism คือมีอำนาจบางอำนาจกำหนดเรื่องบางเรื่องไว้แล้ว โดยไม่ต้องผ่าน รธน. หรือผ่านรัฐสภา) ชมิทท์ใช้แนวคิด Decisionism โจมตีว่า แนววคิด (concept) ที่เสรีประชาธิปไตยที่ว่ารัฐธรรมนูฐเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นมันไม่เป็นความมจริง รัฐธรรมนูญเป็นผลของการร่างโดยคนไม่กี่กลุ่มซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดด้วยตัวมันเอง เพราะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเกิด มาจากหลายเงื่อนไข เช่นมีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาค้ำรัฐธรรมนูญ มีการใช้อำนาจทางการทหารเข้ามาค้ำ รธน.เอาไว้ แต่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดหรือเปล่าเป็นสิ่งที่ ชมิทท์ ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา
· อีกแนวหนึ่งที่ ชมิทท์ ใช้วิจารณ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รธน. คือ ความคิดเรื่องException หรือ Exceptionism ชมิทท์ อธิบายว่าในสังคมการเมืองต่างๆมันจะมีสถานะการทางการเมืองอยู่สองแบบ แบบแรกคือสถานะการณ์ทางการเมืองแบบปกติ ที่สภาและรัฐบาลทำงานไปตามปกติ (ชมิทท์ มองว่าไม่ได้สท้อนความเป็นจริงทางการเมือง) แบบที่สองเป็นสถานการณ์การเมืองแบบพิเศษ (มันซุกซ่อนอำนาจพิเศษบางอย่างไว้) ชมิทท์ อธิบายว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองที่สำคัญให้ดูสถานะการพิเศษทีสังคมเกิดวิกฤตมากๆ หาทางออกไม่ได้ ดูว่าในเวลานั้น เกิดอะไรขึ้นใครเป็นคนตัดสินใจว่จะทำอะไรในเวลานั้น นั่นคือสถานะการณ์ที่เรียกว่า Exceptionist ความเป็นจริงทางการเมืองของสังคมจะปรกฎออกมา เช่น ใครมีอำนาจสูงสุด บรรทัดฐานทางการเมืองของแต่ละสังคมคืออะไร มันจะปรากฎออกมาในเวลาแบบนั้น ถ้าจะศึกษาการเมืองให้ดูว่าสังคมนั้นๆเวลาเกิดวิกฤต (สังคมตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆด้วยตัวเองไม่ได้ ถึงเวลานั้นจะมีคน หรือ กลุ่มคนลุกขึ้นมาตัดสินใจ) ไม่ต้องดูพรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ตัวแสดงสำคัญคือใคร ตัวแสดงแต่ละตัวสร้างระบบการเมืองแบบไหนขึ้นมา สร้างสถาบันการเมืองแบบไหนขึ้นมา สิ่งนั้นมีความสำคัญกว่าในการศึกษาการเมือง เช่นกรณี 911 บรุซ ประกาศเลยว่าจะทำสงครามกับอิรัก (Exception ในที่นี้คือ 911 ที่ประธานาธิบดี กับผู้นำทหารเพียงไม่กี่คนกำหนดชะตากรรมของประเทศ สหรัฐฯ) องค์อธิปัตย์คือชนชั้นนำทางการทหารของสหรัฐฯเพราะมีผู้นำทางการทหารร่วมด้วย (ไม่ใช่ประธานาธิบดีบรุซ ประธานาธิบดีคนอื่นก็อาจต้องตัดสินใจเหมือนกัน)
· โดยทิศทางแล้วในสังคมหนึ่ง องค์อธิปัตย์จะอยู่ที่คนไม่กี่กลุ่ม หรือไม่กี่คน เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ ในตะวันตกพวกผู้นำชนชั้นกระฎุมภี ตัวละครอาจจะเปลี่ยนแต่องค์อธิปัตย์ที่เป็นหน่วยทางการเมืองเป็นผู้นำของชนชั้นมักจะไม่เปลี่ยนง่าย เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ
· คำถาม อ. ศิโรจน์ มองว่า 19 กันยา อธิบายไม่ได้ชัดว่าเกิดวิกฤตหรือเปล่า แต่ที่ชัดเจนคือ 6 ตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่อำนาจรัฐไม่เหลืออยู่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกล้ม ทหารก็ไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะทำอะไรได้ (พฤษภา ทมิฬ ก็อาจนำ ชมิทท์ มาวิเคราะห์ได้ในระดับหนึ่ง) แต่ 19 กันยาไม่แน่ใจว่าจะใช้แนวคิด ชมิทท์ นี้ได้หรือเปล่า ประเทศไทย อำนาจอธปัตย์ ไม่ได้อยู่ที่นายก (คนมักเข้าใจผิด) แต่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำบางพวก (อำนาจสูงสุดไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ไม่ได้ถูกด่า)
· ที่สำคัญอีกอย่าหนึ่งของ ชมิทท์ คือ เรื่องการแบ่งแยกอำนาจต่างๆ ของสถาบันทางการเมือง ความเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยสำหรับเสรีประชาธิปไตย แบ่งเป็น 3 อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และถ่วงดุลกัน อำนาจต้องไม่อยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องกระจาย ไม่รวมศูนย์ ถานักการเมืองรวมศูนญ์อำนาจก็จะถูกโจมตีว่าไม่ดี เช่น ดร.ทักษิณ เป็นการทำลายเสรีประชาธิปไตย ทำไมเสรีประชาธิปไตยจึงเชื่อเรื่องแบ่งอำนาจ และความสมดุลแห่งอำนาจ เพราะอยู่ภายใต้แนวคิด (concept) แบบการตาด ตลาดจะทำงานได้ดี ผลประโยชน์จะตกแก่ลูกค้า ต้องไม่มีการผูกขาด การเมืองที่ดีต้องไม่มีการผูกขาด ไม่รวมศูนย์ ผลประโยชน์จะตกที่ประชาชน ชมิทท์ บอกแนวความคิดเรื่องการ Balance หรือสร้างดุลยถาพทางอำนาจเป็นวิธีคิดที่สำคัญในโลกตะวันตกในช่วงหลัง คริสศตวรรษที 16 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ล็อค หรือ มองเตสกิเออ ก็จะใช้ แนวคิดการสร้างดุลยภาพทางอำนาจมาอธิบายปัญหาสังคมตะวันตกแทบทั้งหมด เช่น การสร้างดุลการค้าระหว่างประเทศ ดุลยภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ การสร้างดุลยภาพระหว่างกษัตริย์พระองค์ต่างๆ การสร้างอำนาจทาการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ และ ชมิทท์ มองว่าแนวคิดังกล่าวนี้มีอิทธิพลที่มีนัยสำคัญต่อการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าการให้การออกกฎหมายอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยที่กลุ่มนั้นสามารถใช้กฎหมายเองได้ด้วย คนกลุ่มนั้นอาจใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน ตามอำเภอใจได้ คือคนออกกฎหมาย และคนใช้กฎหมายต้องเป็นคนละกลุ่มกัน เพราะจะไม่ทำให้เกิดการผูกขขาดอำนาจ คือการแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหาร และ แยกการตีความทางกฎหมายออก คือ อำนาจตุลาการ ชมิทท์ อธิบายว่ารัฐธรรมนูญของตะวันตกมีแนวคิดดังกล่าวทั้งสิ้นแต่การที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ รธน.อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการรวบอำนาจเท่านั้น ขึ้นอยู่กับคนใช้รัฐธรรมนูญ แนวคิดนี้ก็สามารถใช้อธิบายการเมืองไทยได้เหมือนกัน เช่นเวลาทหารยึดอำนาจก็จะบอกว่าจะรีบร่างรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด อาจพูดได้ว่าเรามีการปกรองที่มีรัฐธรรมนูญแตไม่ได้หมายความว่าเรามีรัฐธรรมนูญจริงๆ เพราะมีการฉีกหรือร่างใหม่ได้ตลอดเวลา นำความคิดของ ชมิทท์ มาอธิบายว่าประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ หรือไม่ได้ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการปกครองประเทศ เช่นประเทศไทย รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความสำคัญในตัวเอง ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับการแยกอำนาจมากโดยเฉพาะการบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ ชมิทท์ เชื่อมั่นการปกครองในระบอบประธานาธิบดี คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างประชาธิปไตยเพราะเป็นการแบ่งแยกอำนาจบ ริหารและนิติบัญญัติที่ชัดเจน คณะที่การปกครองแบบรัฐสภาไม่ชัดเจน เพราะพรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล รัฐบาลมี ส.ส.ในสภามากที่สุด การแบ่งหรือถ่วงดุลยอำนาจจึงไม่ชัดเจน สภาก็ตรวจสอบบริหารไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ชมิทท์จึงไม่เชือประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเพราะมันตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาทั่วโลก เสียงข้างมากคุมทั้งสภาและบริหาร
· ชมิทท์ เชื่อว่าระบบประธานาธิบดีเป็นระบบถ่วงดุลอำนาจที่ดี สภาก็มาจากการเรื่องตั้งกระบวนการหนึ่ง ประธานาธิบดีก็มาจากการเลือกตั้งอีกขบวนการหนึ่ง และสองขบวนการนี้สามารถควบคุมกันได้เพราะมีที่มาที่แตกต่างกัน
· การอธิบายการเมืองไทยแบบรัฐสภาคือสภาคุมรัฐบาลไม่ได้ เพราะเป็นเสียงของรัฐบาลจึงคิดว่ารัฐประหารดีกว่า หรือ สร้างระบบผู้แทนจากการแต่งตั้งให้มีอำนาจเท่ากับผู้แทนที่มาจากการลือกตั้ง เราคาดหวังแบบลมๆแร้งๆว่าผู้แทนจากการเลือกตั้งจะมาคุมรัฐบาล เป็นวิธีการหาคำตอบแบบบ้านเรา ซึ่งเป็นปัญหาของระบบรัฐสภาทั่วโลก แต่ตะวันตกคิดว่าต้องแก้ปัญหาด้วยระบบประธานาธิบดี ชมิทท์ ชี้ปัญหาของรัฐสภาและหาทางออกเพื่อให้ประชาธิปไตยเติบโตขึ้น แต่ไทยโจมตีปัญหาและหาทางออกที่ทำให้ระบบรัฐสภาแย่ลงคือมีการหาผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ
· ความคิดของ ชมิทท์ สังคมที่มีระบบรัฐธรรมนูญกับสังคมที่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญเป็นคนละเรื่องกัน ประเทศเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญได้เช่น พม่า อย่าไปคิดว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วประเทศจะมีประชาธิปไตย
· ถ้าการเรียนรัฐศาสตร์การเรียนรู้รัฐธรรมนูญจึงไม่เพียงพอ ต้องศึกษาเรื่องสิทธิเสรีภาพด้วยของประชาชนด้วย เพราะบางรัฐธรรมนูญไม่มีรายละเอียดเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือให้ทำตามกฎหมายยอื่นเขียนไว้
· ข้อเสียของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย แต่เวลามีการเดินขบวน ก็สามารถเอผิดจากกฎหมย พรบ อื่นได้เช่น กฎหมายทางเท้า กฎหมายจราจร ทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกลายเป็นถูกบังคับด้วยกฎหมายอื่นด้านสิทธิและเสรีภาพ ทำให้เห็นว่า พรบ จราจร กับ รัฐธรรมนูญสิ่งไหนสำคัญกว่า
· ชมิทท์ เรื่องรัฐสภาคือขบวนการทางกฎหมยและการออกกฎหมาย
· ประชาธิปไตยคืออะไร ? ถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตยาเราก็ต้องเชื่อเสียงส่วนใหญ่ แล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดสิ่งที่ดีเสมอไปแล้วเราจะเชื่อเสียงส่วนใหญ่ได้อย่างไร ในหลายประเทศจึงมองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ ต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วยปกครองด้วยหลักกฎหมายเป็นใหญ่ด้วย ต้องมีการแบ่งอำนาจอย่างจริงจัง มีการควบคุมผู้ปกครองอย่างจริงจังด้วย
· ประเทศไทยจะ สวิงอยู่แค่สองขั้วว่าประชาธิปไตยต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ อีกขั้วบอกมาจาก 19 กันยาก็ดีได้ไม่ต้องเสียงส่วนใหญ่ เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เอาเสียงส่วนน้อยแต่มีความรู้มาปกครองประเทศดีไหม การคิดแบบแบ่งขั้วมีประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือเปล่า
· Public discussion หรือ Public argument ชมิทท์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย มันทำงานบนสมมุติฐานรองรับ 3 ข้อด้วยกันคือ
- เชื่อว่าอำนาจทางการเมืองต้องถูกโต้แย้งเพื่อค้นหาชุด หรือค้นหาความจริงที่ดีที่สุดของสังคมร่วมกัน และนำปสู่
- ความเชื่อว่าขบวนการทางการเมืองทั้งหมดต้องเป็นเรื่องเปิดเผยเพื่อดึงเอาอำนาจมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเมือง และ
- สื่อจะต้องมีสิทธิเสรีภาพในการกระตุ้นให้พลเมืองแสวงหาความจริงได้มากที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ ในการตั้งคำถาม หรือการซักฟอก
ข้อสมมุติฐานทั้ง 3 ข้อเสรีประชาธิประไตยเชื่อว่าเมื่ออยู่รวมกันคือสิ่งที่จะเป็นหลักประกันของเสรีประชาธิปไตยในสังคม และเชื่อว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น สิทธิเสรีภาพของสื่อสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
· สิทธิแสดงความคิดเห็นหรือหมิ่นประมาทต้องไม่เป็นคดีอาญา ต้องได้รับความคุ้มครอง ที่ในความเชื่อเรื่องการโต้แย้งอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลการให้สื่อเป็นอิสระ ทำให้เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกันขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีคำถามว่า Liberal Democracy เท่ากับ Democracy หรือเปล่า เสรีนิยม+ประชาธิปไตย = ประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือ ทำให้เป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่ ชมิทท์เชื่อว่าเป็นอย่างหลัง คือทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมลง
· ชมิทท์ วิจารณ์เรื่องการเปิดเผยเปิดกว้างในระบอบเสรีประชาธิปไตยไว้มาก ประเด็นที่วิจารณ์คือระบบเสรีประชาธฺปไตย openness หรือ ความเปิดเผย หรือ Public opinion
10. Division and Balance of Power อำนาจต้องกระจายและสามารถควบคุมได้ ตามหลักการของเสรีประชาธิปไตย คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
11. กฏหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าใครคือองค์อธิปัตย์
· องค์อธิปัตย์อาจเป็นคนๆเดียวหรือกลุ่มคนในบางครั้งบางโอกาสหรือสถานะการณ์ เช่นชนชั้นนายทุนหรือกระฎุมภีและจะแสดงตัวออกมาเมื่อเกิดวิกฤต ตามแนวคิดของ Schmitt (น่าจะเป็นแนวคิดที่มาจาก มาร์กซ์)เช่น กรณี 14 ตุลา 2516 (คนเดียว) และ 19 กันยา 2549 (กลุ่ม)
· มาร์กซ์และ Schmitt มองว่าชนชั้นกระฎุมพี ทำลาย สมการทางการเมืองของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนง (General Will) นำไปสู่ เสรีภาพ (Freedom) และ รัฐบาลที่ดี (Good Government)
12. โครงสร้างสถาบันทางการเมือง
· โครงสร้างส่วนบน ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล ศาล และพรรคการเมือง
· โครงสร้างส่วนกลาง ประกอบด้วย พรรคการเมือง (กลุ่มผลประโยชน์)
· โครงสร้างส่วนร่าง ประกอบด้วย ประชาชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
การปกครอง (สมคิด เลิศ)
· โครงสร้างการปกครอง ส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น
· กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการ กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กฎหมายละเมิด กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมาศาสปกครอง เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพดีขึ้น
13. Positivism (ค.ศ.1847) เป็นกรอบของกฎหมายเก่า เป็นหลักทฤษฎีที่องค์ความรู้มาจากฐานปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ และ properties ตลอดจนความสัมพันธ์ของมัน จะถูก พิสูจน์ด้วย Empirical Science
14. The Rule of Law เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อว่าการปกครองด้วยกฎหมายดีกว่าการปกครองด้วยคน (the rule of man) การปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อต้องการจำกัดอำนาจรัฐ (ตามแนวคิดของ Neo-Liberalism) และปกป้องคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในแง่เสรีประชาประชาธิปไตย The Rule of Law นั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ
· ประชาชนต้องรู้ข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ
· รัฐทำอะไรต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบ
· ต้องมีการบังคับใช้ได้ในอนาคต
· ต้องมีความชัดเจน
· บังคับใช้ได้กับทุกคนทั่วไป
- Jean Bodin เชื่อว่ารัฐแบ่งแยกไม่ได้ อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุด ไม่เชื่อว่ารัฐจะจำกัดอำนาจตัวเอง (แต่แนวคิดไม่เรื่องอำนาจอธิปไตยแบ่งแยกไม่ได้ให้ดู EU หรือสหภาพยุโรปที่ อำนาจอธิปไตยด้านการเงินของประเทศต่างๆ ถูกแบ่งไปแล้ว)
17. หน้าที่ของกฎหมาย คือ คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ จำกัดอำนาจของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจ
18. Weima Republic เป็นชื่อที่ใช้เรียก German State หรือรัฐเยอรมันในช่วง ค.ศ. 1919-1933
19. รัฐธรรมนูญควรร่างโดยนักวิชาการผู้มีอำนาจหรือควรร่างด้วยประชาชน
· ควรร่างโดยนักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจ แต่ควรร่างตามความต้องการของประชาชน (ขยายความเอาเวลาตอบ) และประชาชนต้องมีส่วนร่วมแต่แรก นักวิชาการหรือนักกฎหมายเหมือนวิศวกรหรือช่างเทคนิคในการสร้างบ้านและประชาชนเหมือนเจ้าของบ้าน การร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องร่างตามที่เจ้าของบ้านต้องการ ปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ Hans Kelsen วางทฎษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายไว้ทั้งในแง่ ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย, การให้อำนาจกฎหมายลำดับสูงในการออกกฎหมายลำดับรอง และ รวมทั้งถึงความมาก-น้อย ของกฎหมายลำดับศักดิ์ต่างๆ หลักเรื่อง GRUNNORM เป็น กฎหมายพื้นฐานเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหลักการในเรื่องนี้จะเป็นหลักที่ถูกตีความเสมอเพื่อเป็นการยอมรับหรือปกป้องสิทธิของประชาชนในกรณีพิพาทเรื่องการคุ้มครองสิทธิ กล่าวคือเป็นการคุ้มครอง “สิทธิ” ที่แม้จะไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม ดังนั้นทฤษฎีในเรื่อง GRUNNORM ดังกล่าวจึงเป็นการยอมรับการมีอยู่ของกฎเกณฑ์ที่มีศักดิ์สูงกว่ารัฐธรรมนูญ อันอยู่เหนือสุดในทฤษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฎ์แห่งกฎหมายของ Kelsen อีกประการหนึ่ง
· ประชาธิปไตยต้องการนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
Kelsen เห็นว่าประชาธิปไตยจะมีขึ้นได้ต่องมาจากรัฐและอาศัยโครงสร้างของรัฐ (ประชาชานต้องผ่านกลไกของรัฐ) เพราะ Grund Norm ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของปัจเจก
20. รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศมาจากไหน แตกต่างกันอย่างไร
· มีที่มาต่างกันบ้างมาจากการล้มระบบกษัตริย์เช่น ฝรั่งเศส บ้างมาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ เช่นประเทศไทย แตกต่างกัน (ขยายความ)
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ อำนาจทำให้เกิดกฎหมายหรือกฎหมายทำให้เกิดอำนาจ Kelsen เชื่อว่ารัฐธรรมนูญมาจาก ปทัสถานของแต่ละสังคม
Grund Norm เป็นเรื่องที่ควรจะเป็น “Ought to” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เป็น อยู่ หรือ คือ “Is” หรือต้องเป็นเช่นนั้น Kelsen มองว่า Heteronomy (ภาวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของผู้อื่น เผด็จจการ) เป็นตัวเสริมสร้างกฎหมาย ในขณะที่ Autonomy (ความอิสระ การปกครองตนเอง ความเป็นปัจเจก) เป็นตัวทำลายกฎหมาย
ของ Kelsen “General Theory of Law and State” สำนักความคิดทางปฏิฐานนิยม positivism โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาสาย ธรรมชาตินิยม (ความจริงคืออะไร) ความจริงเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีอยู่แล้วรอการค้นพบ และแน่นอนตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงของ
อิมมานูเอิล คานท์ (Immanuel Kant) (1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของ เฮเกิล
21. G.W.F. Helgel รัฐเป็นสิ่งที่แสดงออกของเหตุผล (rationality)
22. ความแตกต่างแนวคิดของ
· Hans Kelsen (1881-1973) นักกฎหมายมหาชน มีแนวคิดด้านรัฐธรรมนูญ ที่อ้างอิงกับ Norm ในสังคมนั้นๆที่มีอยู่แล้วมากกว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่ารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน การปฏิวัติ หรือรัฐประหาร Kelsen เป็นเยอรมัน แนวคิดจะมององค์รวมหรือสัญญาประชาคม มากกว่า ปัจเจก Kelsen มองว่าประชาชนจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมตัวกัน (multitude) ด้วยกลไกของรัฐ Kelsen ต้องการแยกกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) ออกจากการเมือง ในเยอรมันถือว่า Kelsen เป็นผู้ให้กำเนิดเเสรีประชาธิปไตย (ศิโรตน์)
· Thomas Hobbes มองว่าอำนาจที่เกิดขึ้นเกิดจากอำนาจของบุคคลแต่ละคนมากกว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนมี Rationality ของเขาเอง เมื่อผู้คนรวมตัวกันก็จะเป็นประชาชน (people)
· ค.ศ. 1588 – 1679) ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวัตถุนิยม สมัยใหม่ (Modern Materialist) ฮอบส์ พัฒนาทฤษีแนวคิดธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ ฮอบส์ มองเรื่องวัตถุ และ พฤติกรรมมนุษย์ ในทางลบ ว่ากิจกรรมของมนุษย์ถูกจูงใจด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ฮอบส์ สนับสนุนรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่สามารถรักษาระเบียบได้ แต่ก็เสนอแนวคิดแบบสัญญาประชาคมด้วย ฮอบส์ เป็นนักคิดที่อิสระและเป็นนักเขียนที่ก้าวร้าว แต่แหลมคม หนังสือของเขาห้ามเผยแพร่ เช่นดียวกับ แมคิอาเวลลี่ โดยยืนยันว่าเราควรแยกการเมืองออกจากศาสนา ฮอบส์ เขียนใน หนังสือ Leviathan ว่ารัฐเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างไม่เป็นธรรมชาติและเป็นสิ่งจำเป็น และ มองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่อยู่ด้วกันโดยมีข้อตกลงระหว่างกัน ไม่ได้เกิดจาดสัญชาติญาณการรวมหมู่เหมือนผึ้งหรือมด ปัจเจกชนต้องยอมสละสิทธิให้แก่องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ในการปกครอง และ ฮอบส์เห็นว่าองค์อธิปัตย์ ต้องมีอำนาจสูงสุดจึงจะป้องกันความวุ่นวายได้ และ ควรมอบอำนาจให้กษัตริย์ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เพียงคนเดียว
· H.L A Hart เป็นอังกฤษจึงมีแนวคิดเชิงปัจเจก (individualism)
· Schmitt มองว่า เสรีประชาธิปไตย ≠ ประชาธิปไตย (Liberal Democracy ≠ Democracy) และ เจตจำนงค์ (Will Formation) ≠ เนื้อหาสาระ (Contents) Schmitt เห็นว่า เสรีประชาธิปไตย เป็นปัญหาของประชาธิปไตย Schmitt มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางรัฐศาสตร์ส่วน Kelsen จะมีอิทธิพลต่อแนวคดิกฎหมายมหาชนมากกว่า ทั้งที่ทั้งคู่เป็นนักกฎหมายมหาชน
Schmitt เชื่อว่าศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองมาก Schmitt เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สองไปเกี่ยวข้องกับนาซี โดนสหรับฯ และเยอรมันนี ห้ามสอนหนังสือ เป็นปัญหาชนที่ถูกห้ามสอนหนังสือและไม่เคยเดินทางออกจากเยอรมันนี แต่มีข้อเขียนที่มีคนสนใจมากโดยเคยให้ความเห็นว่า เสรีนิยมจะทำให้ประชาธิปไตยมีปัญหา (ศิโรตน์)
· Debate ทีแรงและใหญ่มากระหว่าง Schmitt กับ Kelsen คือเรื่องของที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะมาจากไหน การปกป้องศาลรัฐธรรมนูญจะมาจากไหน (ศิโรตน์) Kelsen ไมถึงกับไม่สนใจที่มาของรัฐธรรมนูญ แต่ Kelsen มีแนวคิดว่าทุกสังคมมี ปทัสถาน หรือ Norm ของมันและระบบการเมืองมาจาก ปทัสถานนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้นำทางการเมืองมาจากไหนไม่สำคัญ เพียงแต่อิงกับ Norm ในสังคม และมองว่า Norm เป็นเรื่องของเสรีประชาธิปไตย Kelsen และ Schmitt ขัดแย้งกันรุนแรงเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าในระบอบเสรีประชาธิปไตยว่าถ้าเกิดการขัดแย่งจะทำอย่างไรดี Kelsen เป็นฝ่ายเวนอว่าควรจะต้องมีองค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยข้อขัดแย้งสำหรับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญสำคัญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิงกับ Norm ทางการเมืองของคนในสังคม กรณีนี้ Schmitt จะไม่เห็นด้วยกับ Kelsen โดย Schmitt บอกว่าสิ่งต่างๆทีถือว่าเป็น ปทัสถาน (Norm) ในสังคมการเมืองเป็น ปทัสถานจริงๆหรือเปล่าหรือเป็นเพียงเรื่องของคนในชนชั้นเป็นพิเศษ
· Schmitt กับ Carl Marx (1818-1883) ชมิทท์พูดไว้หลายครั้งว่า สิ่งต่างๆที่เราคิดว่าเป็น ปทัสถานหรือสิ่งที่สังคมการเมืองคิดว่าดี หรือสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องยึดถือเมื่อไปให้ถึงที่สุดแล้วจริงๆในแง่ประวัติศาสตร์ทางความคิดมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการมีอำนาจของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นส่วนที่ ชมิทท์ น่าจะได้มาจาก มาร์กซ์ เช่น การเมืองเป็นเรื่องของระบบตลาดมันเกิดมาพร้อมกับชนชั้นนายทุนเพราะการเมืองต้องมีการแข่งขัน เชื่อว่าท่ามีการแข่งขันอย่างเสรีระหว่างผู้สมัครทุกคนอย่างเปิดเผยแล้ว จะได้รัฐบาลที่ดีที่สุด การเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นความคิดแบบตลาดโดยตรง ประเด็นของ เคลเซ่น เชื่อว่าทุกสังคมมี ปทัสถานของมัน และเหมือนกับว่าทุกคนในสังคมยอมรับนับถือ ปทัสถานนี้ด้วย แต่ ชมิทท์ไม่เชื่อว่ามี ปทัสถานแบบนี้อยู่
· ชมิทท์ โจมตีแนวคิดในการใช้ UN เป็นองค์กรกลางในการสร้างสันติภาพของโลกในกรณีที่ประเทศมีกข้อขัดแย้ง เพราะในที่สุดแล้วมันก็กลายเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยม จะมีบางชาติเช่น สหรัฐฯ จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับโลกเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังปราบฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตวเอง ทำให้ ชมิทท์ มีชื่อเสียงในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะ ชมิทท์ พูดเรื่องนี้ไว้ 50 กว่าปีแล้วก้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า การสร้างองค์กรกลางขึ้นมาท้ายที่สุดแล้วองค์กรกลางคือองค์กรที่มีอำนาจที่สุด ดังนั้นในแง่ของการเมือง ชมิทท์จะมีแนวคิดและการให้เหตุผลค่อนข้างชัดเจน ทำให้สิ่งที่ เคลเซ่น มองว่าเป็น ปทัสถาน จริงๆแล้วอาจไม่ใช่ เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มที่สร้าง ปทัสถานนั้นขึ้นมา และการที่ให้สังคมต้องมี ปทัสถาน หนึ่งก็เหมือนกันก็เท่ากับว่ายอมให้คนกลุ่มนั้นเอา ปทัสถาน นั้นมาบังับใช้กับคนกลุ่มอื่น แนวคิดนี้ อ.ศิโรตน์ เห็นว่าใช้อธิบายปัญหาสังคมไทยได้ในเรื่องความขัดแย้งต่างๆ เช่นทางศาสนา ชาติพันธุ์ ความคิด 6 ตุลาก็ใช่ (มองว่าคนไทยเป็นปทัสถาน แต่คนในธรรมศาสตร์ไม่ใช่ จึงฆ่าได้) กรือเซะ ตากใบ ก็เช่นกัน หรือ กรณีขัดแย้ง เสื้อเหลือง เสื้อแดงคือถือว่ามีปทัสถาน อยู่คนที่แตกต่าง ไม่ใช่คนไทย ทำให้เห็นว่า ชมิทท์สร้างฐานทางทฤษฎีทีทรงพลังในการอธิบายโลกในปัจจุบันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อว่าสังคมต้องมีปทัสถานร่วมกัน ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าจริงหรือ และมีที่มาอย่างไร อาจเป็นสิ่งที่กลุ่มคนคิดขึ้นมา
· ชมิทท์ มองว่าอำนาจธิปัตย์เรื่องที่อยู่กับการเมืองบางหน่วย ปกติเราจะไม่รู้ว่าอยูที่ใคร จะแสดงตัวเมื่อเกิดวิกฤต อาจจะอยู่ในคนๆเดียว เช่น กรณี 14 ตุลา ชมิทท์ ยังบอกว่าในบางเงื่อไข อำนาจอธิปัตย์อาจไม่ได้อยู่ที่คนๆเดียวก็ได้ อาจอยู่ที่กลุ่มบางกลุ่มก็ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำชนชั้นกระฎุมภี
· สำหรับรัฐธรรมนูญ เคลเซ่น จะพูดถึงที่มาชัดเจนกว่า ชมิทท์ โดยเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญต้องมาจาก ปทัสถานของสังคมนั้นๆ การสร้างสถาบันทางการเมืองต้องมี ปทัสถานเป็นฐาน แต่ ชมิทท์ เห็นว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ ดังนั้นในแง่ของสถาบัน และ ขบวนการ เคลเซ่น จะชัดเจนกว่า ชมิทท์ ซึ่งคิดว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ หรือสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามีความชอบธรรมอยู่ ในเยอรมันจะถือว่า เคลเซ่น เป็นผู้ที่ให้กำเนิดเสรีประชาธิปไตย ส่วน ชมิทท์ เป็นพวกต่อต้านเสรีประชาธิปไตย ในวงการกฎหมายมหาชน เคลเซ่น ก็จะเป็นฝ่ายคนดี ส่วน ชมิทท์ จะถูกมองเป็นพวกเผด็จการนาซี แต่น่าแปลกที่ลูกศิษย์ของเคลเซ่น นำเอาแนวคิดของ ชมิทท์ไปใช้ในการศึกษารัฐธรรมนูญมากแต่ใช่ในลักษณะที่ไม่พูด
· รัฐธรรมนูญ 2517 (อ.ปรีดีย์ พนมยงค์ เคยค้านว่าเป็นรธน.ที่ทำลายเจตนรมณ์ของ 14 ตุลา เพราะผู้แทนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีคนพูดว่าเป็น รธน.ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ดีสุดฉบับบหนึ่ง) การตั้งสภาสนามม้ามีการประชุมและทำ การคัดเลือกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ องค์ประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญมาจาก องค์อธิปัตย์ คือหลัง 14 ตุลาคม พระมหากษัตริย์เป็นคนตั้งทั้งหมด รัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน ตามแนวคิดของ Schmitt ค่อนข้างชัดเจนถึงที่มาและกลไกการทำงานของ อำนาจจากองค์อธิปัตย์ ในยามวิกฤตมากกว่า รธน. 2550 จากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 (ศิโรตน์)
23. จารีตประเพณีเปลี่ยนเป็นโครงสร้างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
· ถ้าจะอ้างตามแนวคิดของ Kelsen เชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีพื้นฐานมาจาก ปทัสถานเบื้องต้น (Basic norm) ของสังคมนั้นๆ และเกิดเป็น ปทัสฐาน(norms) ที่เป็น ปิรามิดของกฎหมาย ดังนั้นจารีตประเพณีจึงเปลี่ยนเป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญได้ถ้าใช้แนวคิดของ Hans Kelsen รัฐธรรมนูญที่มีหมวดพระมหากษัตริย์และองค์มนตรี ก็เป็นผลมาจากจารีตประเพณีในรัชการที่ 5 ที่มีองค์มนตรีเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดิน
24.
· Max Weber ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย
· แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber นักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป
25. ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) เป็นกรอบแนวคิดที่การถกเถียงที่จำกัดวงอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลรับที่เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือนโยบายของผู้ เชี่ยว ชาญก็เป็นไปได้ เพราะการแสดงความสามารถในการถกเถียงใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องต่างๆได้เสมอกันโดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นเทคนิคระดับสูง ผู้ชำนาญการทางเทคนิคที่มีความรู้ทั้งหลายยังคงเป็นผู้กำหนดแนวทางสำคัญๆของรัฐ ในความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมิได้หมายถึงความเป็นกลาง ความรู้ในตัวของมันเองก็ไม่ได้มีความเป็นกลาง ความรู้เต็มไปด้วยค่านิยมและอคติที่ส่งเสริมการควบคุมทางสังคม (social control) เพราะไม่สามารถหนีการตีความซึ่งก็ทำให้อคติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นการตีความของนักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเป็นเครื่องมือของใครบางคน จึงไม่แตกต่างจากรัฐในกรอบของมาร์กซิส
26. ความพยายามของแนวทางแบบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานมาจากชุมชนนั้นไม่ต้องการเศรษฐกิจแบบพึ่งพิง (dependency) เพื่อให้ชุมชนเกิดความเป็นเอกเทศ เกิดการเรียนรู้ และรับผิดชอบต่อตัวเอง การพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การรื้อฟื้นบทบาทของชุมชนขึ่นมาใหม่มีส่วนสำคัญในการทำให้มนุษย์สามารถปกครองตนเอง และชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมสมาชิกแทนรัฐ คือการพยายามลดบทบาทของรัฐภายใต้กรอบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism)
สิริพรรณ
27. ความหมายและความสำคัญของพรรคการเมือง
28. โครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย
- ระบบอุปถัมภ์
- รัฐรวมศูนย์ (กทม)
- ความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเมือง
- ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่ถูกมองข้าม
29. พัฒนาการการเมืองไทย
- ทหารและระบบราชการ
- เจ้าพ่อนักการเมือง
- ทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่และทุนระดับชาติ
30. การทำหน้าที่ของพรรคการเมืองในสภา ตามรธน 2540/2550
- อภิปรายปรายไม่ว้างใจ นายกรัฐมนตรี 2/5 (2540); 1/5 (2550)
- อภิปรายไม่วางใน รมต.รายบุคคล 1/5 (2540); 1/6 (2550)
- หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว 2 ปี ใช้เสียงเพียง 1/2 ของฝ่ายค้าน
31. พลวัตรของพรรคการเมือง
- ด้านระบบ
- ด้านผู้นำ
- ด้านนโบบาย
32. การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ (หลักการและการตรววจสอบ) จริยธรรมเป็การปิดปากควรใช้ระบบดารตรวจสอบ
33. ในฝรั่งเศสเป็นการต่อสู้ระหว่าง ประชาชน กับกษัตริย์
34. ในประเทศไทยปัจจุบบันเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชน กับข้าราชการชั้นสูง (องคมนตรี)
35. พระราชอำนาจ ๑. ทางกฎหมาย เท่าเทียมกัน ๒. ทางสังคม (กัษัตริย์แต่ละพระองค์ไม่เท่ากัน)
36. รธน.2550 เป็นรธน. ที่เพิ่มให้ระบบราชการสู้กับระบบการเมือง ถ้ามองในแง่การถ่งดุลอำนาจน่าจะเป็นเหตุผล
- ผลประโยชน์ทางการเมือง
- กลุ่มทุนเดิม <-->กลุ่มทุนใหม่
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552
4. รัฐธรรมนูญ (หัวข้อที่ 5)
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น