Key Words:
รัฐ (State) – เป็น/คือ ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบ ๑) ด้วยดินแดนที่มีขอบเขตแน่นอน (Territory) ๒) มีประชากร (Population) อาศัยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม ๓) โดยมีรัฐบาล (Government) ปกครองและ ๔) มีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ของตัวเองรัฐบาล
รัฐประชาชาติ (Nation-State) รัฐประชาชาติมีความแตกต่างไปจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช (absolutist state) ถึงแม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชอาจจะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ (modern state) แต่ก็ไม่ใช่รัฐประชา ชาติ เพราะในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ในขณะที่รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ ชาติคือประชาชน และอำนาจประชาธิปไตยอยู่ที่หรือเป็นของ “ประชาชน”
ชาติ (Nation) – เป็น/คือ ชุมชนทางสังคม (Social community) ที่มารวมกันโดยมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม และมีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกัน เช่นคำว่า “ชาติไทย”ประเทศ (Country) - เป็นคือชุมชนทางภูมิศาสตร์ บ่งบอกถึงที่ตั้ง มีความหมายกว้าง หมายรวมถึงดินแดนที่มีฐานะเป็นรัฐหรือไม่มีฐานะเป็นรัฐ แต่โดยสรุปแล้ว คำว่า “ประเทศ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง ดินแดน อาณาเขต และสภาพภูมิศาสตร์ เป็นต้นว่า ความอุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศแม่น้ำภูเขา ทะเล ป่าไม้ ฯลฯ เช่น ประเทศไทย
ประชาชน (People) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (ประชาชน)
ประชากร (Population) เป็นจำนวนนับแบบพลวัตรของ รัฐ
ประชาชน หรือพลเมือง (Civil) เหมือน people
ประชาธิปไตย (Democracy) – เป็น/คือ กรอบแนวคิด หรืออุดมการณ์ (Ideology) ที่คำนึงถึงความเสมอภาค ความเป็นอิสระในการเลือกทางเดินของตัวเอง มีสิทธิและเสรีภาพ และตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งด้วยเสียงข้างมาก อาจจะโดยทางตรง (Direct) หรือ การใช้ผู้แทน (Representative) แต่คุ้มครองและยอมรับเสียงข้างน้อย (อ.ชลิดาภรณ์)
เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจก (Individual) ปัจเจกแต่ละคนต่างก็พยายามจะสนองความต้องการและผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการอิสระ และพึ่งตนเอง มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล (Reason) เพื่อนิยามความต้องการของตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต มีเสรีภาพ (Freedom) การเลือกเพื่อสนองความต้องการของปัจเจก แต่ข้อจำกัดของเสรีภาพคือต้องไม่ละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น และ ความอดกลั้น (Toleration) ที่จะยอมรับความแตกต่าง ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศีลธรรม และ การเมือง และคำนึงถึงความเท่เทียมกัน (Equality)ภายใต้สิทธิทางความเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ชลิดาภรณ์)
เสรีประชาธิปไตย (Liberal democracy) เป็นการผสมกันระหว่าง เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ซึ่ง Francis Fukuyama ถือว่าเป็นชัยชนะของเสรีนิยมต่ออุดมการณ์ทางการเมืองอื่น โดยใช้ระบบการเมืองแบบตัวแทนและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งเสรีนิยมไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการล่มสลายของระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธราช และคอมมิวนิสต์ การเติบโตของทุนนิยมในยุโรป (อ.ชลิดาภรณ์)
ระบบทุนนิยม (Capitalism System) ระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจที่เปิดให้เอกชนมีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี มีกำไรเป็นเป้าหมาย มีกลไกราคาเป็นตัวกำหนด ส่วนรัฐจะมีหน้าที่ดูแลเรื่องส่วนรวมของประเทศ เช่นการทหาร การต่างประเทศข้อดี เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ทั้งประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพข้อเสีย เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวยกระจุก จนกระจายระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการสะสมทุน ปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ คนมีเสรีภาพในการเลือกและการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ทางการผลิตหลักในระบบทุนนิยมคือความสัมพันธ์แบบขายแรงงานแลกเงิน (wage-labor relationship) นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ขณะที่แรงงานขายพลังแรงงานของตัวเอง ในอัตราค่าจ้างคงที่ ในกระบวนการผลิตสินค้า มีมูลค่าส่วนเกินเกิดขึ้น และตกเป็นของนายทุน นายทุนใช้มูลค่าส่วนเกินในการสะสมทุนต่อเพื่อการผลิตรอบต่อไป
Decisionism[1] - คือมีอำนาจบางอำนาจกำหนดเรื่องบางเรื่องไว้แล้ว เป็นแนวคิด ทฤษฎีที่สำคัญของ ชมิทท์ ที่โจมตี ปทัสถาน (norm) ของ เคลเซน (Kelsen) การประชุมในรัฐสภาการอภิปรายถกเถียงกันจึงมีสถานะไม่แตกต่างไปจากการ “เล่นละครการเมือง” ให้สมกับความเป็นนักการเมือง ดังที่ Carl Schmitt ได้ให้ความเห็นว่าการอภิปรายในรัฐสภาเป็นการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร
Exceptionism – แนวคิดของ ชมิทท์ เกี่ยวกับความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นสถานะทางการเมืองแบบ พิเศษ (มันซุกซ่อนอำนาจพิเศษบางอย่างไว้) เมื่อสังคมเกิดวิกฤต ในการตัดสินใจของกลุ่มคน หรือ ใครขณะนั้น เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า Exceptionist เช่น กรณีบุกอิรัก กรณี 9/11
การปรึกษาหารือสาธารณะ (Public Deliberation) รากฐานของมันวางอยู่บนกรอบคิดที่ว่า ความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การยอมรับในเรื่อง การให้ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ (Public justification) โดยความสมเหตุผลนี้ก็ต้องวางอยู่บน Rationality หรือ Reason ที่ยังสมเหตุสมผลในเชิงศีลธรรมด้วย โดยสาธารณชนเองก็ยินดีที่จะรับฟังหรือยอมรับการนำเสนอความคิดและหลักการทางการเมืองต่างๆ อย่างสมเหตสมผลด้วยเช่นกัน รากฐานทางความคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดว่า “ประชาชนโง่” ในทางตรงข้ามพลเมืองแต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือผลประโยชน์ สิ่งที่ดีงามและทรงคุณค่าสำหรับตัวเอง ความชอบธรรมของระบอบอยู่ที่ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลส่วนตัว (Private justification) ที่ตนเองมีอยู่แต่เพียงผู้เดียวและไม่สามารถที่จะร่วมกันกับคนอื่นๆได้ (อ.ธเนศ)
การอภิปรายสาธารณะ (Public Debate)
ถกเถียงสาธารณะ (Public Discussion หรือ Public Argument)
เจตจำนงทั่วไป (General will) เจตจำนงทั่วไปจะนำไปสู่เสรีภาพ รัฐบาลที่ดี เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิไตยมากขึ้น ที่เป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เราได้ยิน
Grund norm = Basic norm เป็น / คือ ปทัสถาน เบื้องต้น ในแนวคิดของ Kelsen ที่เห็นว่าประชาธิปไตยต้องมาจากรัฐและอาศัยโครงสร้างของรัฐ (ประชาชนต้องผ่นกลไกของรัฐ) เพราะ grund norm ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของปัจเจก
พลวัตร (Dynamic) – ประชากร (Population) มีพลวัตร เกิด ตาย ส่วนประชาชน (People) ไม่มีพลวัตร รัฐต้องการประชากร รัฐไม่ต้องการประชาชน
(Extra-legality) – การยึดหลักกฎหมาย พิเศษ
ในการร่างรัฐธรรมนูญ “คณะบุคคลกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวแทนที่ประชาชน “เลือกขึ้นมา ทำหน้าที่แทน” หรือ “ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทน” ประชาชน ในกรณีแรกคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในกรณีที่สองมาจากอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย (Extra-legality) เช่นการรัฐประหาร อะไรคือมาตรฐานตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ We the people ..เราคือประชาชนของประเทศ (หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕) แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ เป็นอำนาจที่สัมบูรณ์ (absolute) บางครั้ง ผู้ถูกแทน (ประชาชน) กลับมาทีหลังผู้แทน กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผู้ที่มาก่อนผู้ถูกแทน (ประชาชน) ซึ่งตามกรอบคิดจะเป็นลักษณะของฟาสซิสม์มากว่าที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นเรื่องของกลุ่มเผด็จการที่กระทำในนามของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นภายใต้โครงสร้างของรัฐในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี สิทธิ เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการรุกรานจากอำนาจอธิปไตย หรือ การรุรานของ “อำนาจประชาธิปไตย”
บริการสาธารณะ (Public Services) แนวคิดภาคประชาชนเพื่อเกิดบริการสาธารณะ หรือการปรึกษาหาหรือก็เพื่อบริการสาธารณะ
รัฐสมัยใหม่ (Modern State) – รัฐหลังการปกครอง พ.ศ. 2475
การกระจายอำนาจ (Decentralization) – การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น (การกำกับดูแล) เป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การแบ่งอำนาจ (De-concentration) – การแบ่งอำนาจจากส่วนกลาง เป็นการบริหารการปกครองส่วนกลางที่แบ่งอำนาจให้ ส่วนภูมิภาค หรือ ท้องถิ่นในการทำงานแทนส่วนกลาง และอยู่ในความควมคุมของส่วนกลาง
การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) – กลไกในการควบคุมอำนาจรัฐ ให้มีความสมดุล โดยการถ่วงดุลอำนาจ และการตรวสอบกันเองของ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ (Check & Balance) ตามรัฐธรรมนูญ และแนวคิดของ มองเตส กิเออ (Montesquieu)
โลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งรวดเร็วมากเนื่องจากเทคโนโลยี่ IT
อิสระในขอบเขต (Autonomy) เป็นอิสระในขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น ความอิสระในการบริหารราชการการปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างจาก อิสระ (Independent)
ประชาสังคม (Civil Society) ประชาสังคม (Civil society) Civil นั้นแปลว่า พลเมืองหรือประชาชน ส่วน Society นั้นแปลว่า สังคม คือการเข้าหมู่เข้าพวก การที่คนอยู่ร่วมกัน หากแปลแบบชาวบ้านก็คือ สังคมของพลเมืองนั่นแหละการอยู่ตัวคนเดียวนั้นย่อมมีเสรีภาพ 100% คนที่อยากทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองก็สามารถเลือกที่จะปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวได้อีทีนี้การที่คนเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เพราะการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว เช่น สามารถที่จะหาคู่ครอง มีโรงเรียนให้ลูกเรียน มีโรงพยาบาล มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีความสะดวกมากมายกว่าการอยู่ตัวคนเดียว ฯลฯ
ปทัสถาน เบื้องต้น (Basic Norm) หรือ Grund Norm
Grund Norm เป็นเรื่องที่ครรจะเป็น “Ought to” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เป็น อยู่ หรือ คือ “Is” หรือต้องเป็นเช่นนั้น Kelsen มองว่า Heteronomy (ภาวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของผู้อื่น เผด็จจการ) เป็นตัวเสริมสร้างกฎหมาย ในขณะที่ Autonomy (ความอิสระ การปกครองตนเอง ความเป็นปัจเจก) เป็นตัวทำลายกฎหมาย
ของ Kelsen “General Theory of Law and State” สำนักความคิดทางปฏิฐานนิยม positivism โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาสาย ธรรมชาตินิยม (ความจริงคืออะไร) ความจริงเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีอยู่แล้วรอการค้นพบ และแน่นอนตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง
ประชานิยม (Populism) ประชานิยม (Populism) หมายถึง นโยบายที่รัฐใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าหรือชนชั้นล่าง เป็นนโยบายที่เน้นไปที่การอัดฉีดเงิน และการบริการต่างๆลงตรงสู่ รากหญ้าโดยตรงเลย Tax cut หรือ Tax refund จะสามารถ เพิ่ม disposable income ของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็น การใช้จ่ายในสินค้า และ บริการ เป็นการกระตุ้น ภาคส่วนการผลิต (production sector) นอกจากนี้เป็นการกระตุ้น economy’s aggregate supply เป็นการทำให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยปราศจาก trade-off against price stability. สรุป ระบบ แพคเก็จ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการหักภาษี และ นโยบายทุนนิยม พอรับได้ แตไม่สุดยอด ผู้เขียนเสนอว่า ในช่วงสั้น รัฐบาล ยังคงประกาศนโยบายต่อเนื่อง และ ผลของมัน ทำให้ได้รับความเชื่อมั่น จากทั้ง Household และ business units ซึ่งจำเป็นสำหรับ การจัดการ เศรษศาสตร์จุลภาค รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ และ การดำเนินการของระบบ negative tax ซึงเป็นผลต่อการกระตุ้นผลทางเศรษศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเฝ้ามองคือ Macroeconomic goals ว่ายังคงเจริญเติบโตหรือเปล่า การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเป็นการลดภาษีรัฐบาล และ ให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
ระบบการปกครองแบบผสม (Hybrid Regime System) – เป็นการจัดอันดับประชาธิปไตย ตาม Democracy Index (Full[2] democracy: Sweden (1), US (17); Flawed[3] democracy: Philippine (67), Malaysia (81); Hybrid[4] Regimes: Singapore (84), Thailand (90); Authoritarian[5] Regimes: Myanmar (163) ) จาก 167 ประเทศ (Rank) จาก Economist Intelligence Unit Democracy Index 2006
แมกนา การ์ตา (Magna Carta: ค.ศ. 1215) – เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของ อังกฤษ
Hans Kelsen (1881-1973) – ความหมายรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ Han Kelsen
ความยุติธรรมและกฎหมายเป็นคนละสิ่งกัน ในความคิดของนักทฤษฎีกฎหมายอย่าง Han Kelsen (1881-1973) เห็นว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ในขณะที่กฎหมายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ (Pure law) ทีไม่ต้องพึ่งพากับอะไรหรือมีความเป็นเอกเทศ ด้วยคามพยายามที่จะกำหนดให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากตัวเอง (กฎหมาย)(Han Kelsen, “Science and Politics”,p.365) ไม่ได้เกิดจากผลประโยชน์หรือค่านิยม แต่กฎหมายก็ต้องการ “กฎ”ที่สูงกว่าและมีอำนาจมากกว่าเป็นตัวรองรับ และ Justification คือมีเหตุผลผลสนับสนุนการกระทำหรือให้ความสมเหตุสมผล โดยกระบวนการทั้งหมดในระบอบประชาธิปไตยก็จะไปสิ้นสุดที่รัฐธรรมนูญ
คาร์ล ชมิทท์ Carl Schmitt แนวคิดพื้นฐานของ Schmitt คือการทำลายสมการพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนงทั่วไป (General Will)l จะนำไปสู่เสรีภาพ (Freedom) รัฐบาลที่ดี (Good Government) เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เรามักได้ยิน คือถ้ามีการเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรมแล้วคนเราก็จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เราก็จะมีรัฐบาลที่ดี และได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ Schmitt โจมตีว่ามันไม่เป็นความจริง และ Schmitt ยังโจมตีว่าความคิดของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีส่วนร่วมและถ้าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่จะได้กฎหมายที่ดีสำหรับประชาชน ซึ่ง ชมิทธ์ โจมตีว่าไม่จริง มันเป็นการทำอยู่บน เอกลักษณ์หรือความเหมือนกัน (Identity) บางอย่างที่ทำให้ General Will นำไปสู่ เสรีภาพและรัฐบาลที่ดี อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ ชมิทธิ์ล้มล้างว่าไม่เป็นความจริง คือทฤษฎีการเมืองของ ชมิทธิ์ กล่าวว่ามันมีช่องว่างอยู่มากระหว่าง General will และ เสรีภาพ ระหว่าง General will กับ รัฐบาลที่ดี ระหว่าง general will กับกฎหมาย Schmitt เห็นว่าเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากและถ้าไม่ทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดีเราจะไม่มีทางสร้างการเมืองที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เพราะเราไปเชื่อว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีเจตจำนง ทำการเมืองอย่างเต็มที่แล้ะทุกอย่างก็จะดีไปหมด เป็นแวคิดที่ ชมิทธิ์โจมตีไว้ ชมิทธิ์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย สิ่งที่มีอำนาจทีสุดในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสุดท้ายไม่ใช่ General Will แต่จริงๆมันคือ Decisionism (คือ สิ่งต่างๆทางการเมืองมีการตัดสินใจล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว) ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือของคนในสังคม มีคนบางพวกบางกลุ่ม บางพวกตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำสิ่งที่เขาตัดสินใจอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางบังคับให้คนในสังคมเชื่อหรือยึดถือ โดยมีขบวนการที่ซับซ้อนจนคนในสังคมนั้นคิดว่าตัวเองเชื่อและต้องการสิ่งนั้นๆจริงๆ นับเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีทีสำคัญที่สุดของชมิทธิ์ คือ Decisionism และ ชมิทธ์ ก็โจมตี Norm ของ Kelsen ว่าเป็น Decisionism หนึ่ง คือมีคนบางกลุ่มทึกทักว่าอะไรบางอย่างเป็น Norm (รูปแบบ แบบแผน หรือ มาตรฐาน) ของสังคม แล้วบอกว่าคนในสังคมนั้นต้องยึดถือ Norm นั้นเหมือนๆกัน ชมิทท์ เห็นว่ามันเป็น Decisionism ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant: ค.ศ. 1724 – 1804) อิมมานูเอิล คานท์ (Immanuel Kant) (1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของ เฮเกิล
แมค เวเบอร์ (Max Weber) (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย
แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber นักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป
Thomas Hobbes (ค.ศ. 1588 – 1679) Hobbes มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและโหดร้าย ในสังคม มนุษย์แต่ละคนควรสละเสรีภาพ และทำสัญญาเพื่อมอบอำนาจให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย (จาก Leviathan)
John Lock John Lock มีกรอบคิด เรื่อง “เสรีภาพตามธรรมชาติ” ที่มองมนุษย์ในทางบวกกว่า Hobbes ซึ่งการพัฒนาเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ นำไปสู่แนวคิดเรื่องอำนาจ รัฐ ที่เกิดเป็น ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของ Jean Jacques Rousseau
หลักนิติรัฐ (The Rule of Law) คือการปกครองโดยกฎหมาย ( The Rule of Law) การมีอำนาจเป็นเรื่องยกเว้นคือต้องมีเท่าที่จำเป็น ผู้ปกครองจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายมาจำกัด การจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องยกเว้น คือต้องจำกัดเท่าที่จำเป็น (อ.ปริญญา)
The Rule of Law เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อว่าการปกครองด้วยกฎหมายดีกว่าการปกครองด้วยคน (the rule of man) การปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อต้องการจำกัดอำนาจรัฐ (ตามแนวคิดของ Neo-Liberalism) และปกป้องคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในแง่เสรีประชาประชาธิปไตย The Rule of Law นั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ
· ประชาชนต้องรู้ข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ
· รัฐทำอะไรต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบ
· ต้องมีการบังคับใช้ได้ในอนาคต
· ต้องมีความชัดเจน
· บังคับใช้ได้กับทุกคนทั่วไป
การควบรวมและซื้อ (พรรค) กิจการทางการเมือง (Political Merging & Acquisition) – ในการควบรวมพรรค และซื้อ ส.ส. สมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร
สภาแขวง (District Council)
สภาเขต (County Council)
ระบบรัฐเดี่ยว (Unitary State System) – ประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น เป็นรัฐเดี่ยวเป็นระบบรัฐเดี่ยว
ระบบสหพันธรัฐ (Federal State System) - ประเทศสหรัฐเป็นระบบรัฐแบบสหพันธรัฐ
ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participation Democracy) – ประชาธิปไตยแบบเสรีประชาธิปไตยโดยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม นอกเหนือจากการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยแบบตรง (Direct Democracy) - ประชาธิปไตยสมัยกรีกโบราณ การลงประชามติ
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) – เป็นการปรึกษาหารือของกลุ่มสังคม/ชุมชน และท้องงถิ่น ในการทำงานด้านประชาธิปไตยนอกสภา เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) - คือประชาธิปไตยที่ประชาชนมอบสิทธิให้ผู้ทำแทน ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยการเลือกตั้ง เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. ให้ทำงานใน รัฐสภาเนื่องจากประชาชนไม่มีเวลาเพราะต้องทำมาหากิน และในการออกกฎหมายเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญและเรื่องเทคนิคเฉพาะทาง
ประชามติ (Referendum) – การเสนอปัญหาใฟ้ประชาชนตัดสิน เช่น การรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของไทย
มิติ และปัจจัย (Dimensions & Elements) – มุมมองในหลายๆ มิติและองค์ประกอบของแต่ละมิติในการวิเคราะห์ ปัญหา หรือข้อสนใจศึกษา
ระบบสัดส่วน (Proportion) – ระบบการเลือตั้งแบบ สัดส่วน หรือ Party List
เพิกถอน (Recall) – การลงมติเพิกถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยประชาชน
[1] มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้มาจากการถกเถียงหรือปรึกษาหารือของใคร อ.ศิโรตน์ ยกตัวอย่างว่าในรัฐธรรมนูญไทยว่า ไทยเป็นรัฐเดี่ยว มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
[2] เต็มไปด้วย
[3] ไม่สมบูรณ์, มีข้อบกพร่อง
[4] ลูกผสม
[5] ที่ปกครองโดยใช้อำนาจสิทธิ์ขาด
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น