วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

6. ข้อสอบเก่าประมวล (แนวตอบ)

ข้อสอบประมวล 2545 ครั้งที่ 1
1. นักวิชาการสังคมศาสตร์ร่วมสมัยบางคน กล่าวว่า สำหรับการเมืองไทยนั้น ประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ คือทางออก อีกกลุ่มเห็นว่า ประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเอง ควรเป็นเป้าหมายของการเมืองไทยในอนาคต ในทางรัฐศาสตร์ เราจะทำความเข้าใจต่อสองประเด็นนี้อย่างไร และท่านเห็นด้วยกับแนวทางการวิเคราะห์นี้หรือไม่ เพราะอะไร
ตอบ:
๑. ประเด็นการตรวสอบ
๒. ประเด็นการปกครองตนเอง
ควรเป็นเป้าหมายในอนาค ทำความเข้าใจ เห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไร
เห็นด้วยกับสิ่งที่นักสังคมศาสตร์กล่าว เพราะในทางรัฐศาสตร์ ประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเองเป็นแนวคิดของเสรีประชาธิปไตยที่ปัจเจก ต้องมีสิทธิและเสรีภาพและรัฐควรมีอำนาจน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การบริหารงานของรัฐบาลต้องสามารถรตรวจสอบได้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในฐานะตัวแทนของประชาชน ดังนั้นเพื่อเป็นการปกครองตนเอง ประชาชนจึงต้องมีกฏหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรากฏหมายมากที่สุด แม้จะเป็นการผ่านระบบตัวแทนคือ ส.ส. โดยการร่างรัฐธธรมนูญเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พร้อมกลไกควบคุมอำนาจรรัฐ การเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น (Decentralization) และ การแบ่งอำนาจการปกครองที่กระจุกตัวจากส่วนกลางไปยังภูมิภาค (De-concentration)

2. ในท่ามกลางกระแส โลกาภิวัตน์ (Globalization) และ กระแสการเคลื่อนอำนาจลงสู่ท้องถิ่น/ชุมชน (Localization) รัฐชาติ (Nation-state) และประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) จะลดบทบาทความสำคัญลง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อภิปรายและยกตัวอย่าง
ตอบ
การลดบทบาทลงของรัฐชาติ และประชาธิปไตยแบบตัวแทน จากระแสโลกาภิวัตน์ และกระแสการเคลื่อนอำนาจลงสู่ท้องถิ่น/ชุมชน นศ. ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเป็นกระแสของเสรีประชาธิปไตย หรือเสรีนิยม ต้องการลดบทบาทของรัฐ ลดขนาดกำลังของภาครัฐ รัฐควรทำหน้าที่เท่าที่จำเป็น และกระแสโลกาภิวัติที่ทำให้ปัจจัยเศรษฐกิจสังคมและการเมืองที่เกี่ยข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปเป็น เมือง ท้องถิ่น/ชุมชน ต่างๆรวมทั้งการเกิดขึ้นของขบวนการสังคมแบบใหม่ การเมืองภาคประชาชน และรัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปี พ.ศ. 2540 และ พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎหมายอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญที่เป็นกรอบกติกาขององค์กรทางการเมืองและเป็นปัจจัยเร่งเร้าใก้เกิดการปกครองของท้องถิ่นเอง เพราะท้องถิ่น/ชุมชน รู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง จึงใกล้เคียงกับการปกครองของประชาชนมากที่สุด และในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ก็เพิ่มบทบัญญัติในเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้มากกว่ารัฐธรรมนูญอื่นๆของไทย รวมทั้งองค์กรอิสระต่างๆตามรัฐธรรมนูญ เพื่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างอิสระไม่ถูกครอบงำจากอำนาจรัฐ

ข้อสอบประมวล 2547
1. เมื่อประเทศหนึ่งประเทศใดปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว ประเทศนั้นจำเป็นต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายอย่างเป็นระบบให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญตามความเข้าใจของท่าน ทั้งนี้ ขอให้ยกตัวอย่างพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยประกอบการอภิปรายแสดงความคิดเห็นด้วยตามสมควร
ตอบ
การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดมีรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดแล้ว ประเทศนั้นไม่จำเป็นต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสมอไป โดยเฉพาะหลายประเทศในยุโรปที่มีการปกครองแบเสรีนิยม แต่ไม่ได้ให้ทุกคนมีสิทธิในการเลือกตั้ง
เพราะประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเสรีนิยม จะให้ความสำคัญที่ปัจเจกมากกว่าเพราะ ปัจจเจกเป็นหน่วยแรกที่มีความสำคัญต่อสังคม มนุษย์ทุกคนต้องมีสิทธิและเสรีภาพที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง และไม่ต้องการพึ่งพารัฐในลักษณะลูกพึ่งพาพ่อ มนุษย์ทุกคนเป็นผู้มีเหตุผล ตามแนววคิดของอริสโตเติล ที่มองว่าเสรีภาพในการเลือกแนวทางเดินของตัวเองเป็นเสรีภาพที่ยิ่งใหญ การมีรัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎกติกาว่าเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และจำกัดอำนาจของรัฐโดยมีกลไกที่ต้องสามารถควบคุมอำนาจของรัฐได้ ไม่ให้ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของปัจเจก และการละเมิดของปัจเจกกับปัจเจกในการใช้สิทธิและเสรีภาพที่แตกต่างกันทีอาจไปละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกอื่นๆ
หรือในประเทศพม่ามีการร่างและทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้วแต่การปกครองยังคงเป็นอำนาจนิยม จากเผด็จการทหาร
อย่างไรก็ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิไตย เป็นการใช้เสียงข้างมากในการตัดสินแก้ไขปัญหาของกลุ่มคน ชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคหรือประชาชนของประเทศ อย่างไรก็ดีการตัดสินด้วยเสียงข้างมากก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป และถ้าการใช้เสียงข้างมากที่ไม่ถูกต้องหรือขาดหลักเหตุผล ก็ย่อมกลายเป็นเผด็จการหรือทรราชได้ ดังนั้นการรับฟังและเคารพในเสียงข้างน้อย การปรึกษาหารือ การมีส่วนร่วมของประชาชน น่าจะเป็นทางออกที่ดีของประชาธิประไตย หรืออาจจะพูดว่าประชาธิปไตยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีเสรีนิยม แต่ บางคนอาจจะค้านว่าเสรีนิยมเป็นตัวทำลายประชาธิปไตย (Schmitt)
อย่างไรก็ตามระบบอการปกครองแบบเสรประชาธิปไตยก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบอบในปัจุบันที่เหมาะสมที่สุดในการปกครองมนุษญ์แม้จะมีปัญหาในตัวมันเองบ้าง แต่ก็คงไม่ใช่ข้ออ้างที่ต้องทำการรัฐประหาร หรือเปลี่ยนแปลงระบอบ เพราะเสรีประชาธิปไตยไม่มีที่สิ้นสุด เสรีประชาธิปไตยเป็นเรื่องของอนาคต เป็นความท้าทายของการสร้างสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกให้ใกล้เคียงอุดมคติ มากที่สุด เสรีประชาธิปไตยจะเดินได้ดีเมื่อประชาชนพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยรัฐ

2. การปกครองท้องถิ่นกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร และมีส่วนเกื้อกูลกันหรือไม่ในลักษณะใด จงอภิปรายให้เห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างแนวความคิดทั้งสอง ทั้งนี้ขอให้ยกตัวอย่างพัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นไทยประกอบการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของท่านให้เป็นที่พอเข้าใจด้วย
ตอบ
การปกครองท้องถิ่นเป็นแนวคิดการกระจายอำนาจของรัฐ (Decentralization) ไปสู่ท้องถิ่นเพื่อให้รัฐมีขนาดเล็กให้มีการเลือกตั้งและบริหารงานส่วนท้องถิ่นเองโดยรัฐทำเพียงการกำกับดูแลให้การบริหารงานท้องถิ่นเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ให้ความสำคัญของการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงกับระบอบประชาธิปไตยคือ การปกครองส่วนท้องถิ่นถือว่าเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย เพราะเป็นการปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชนมากขึ้น เพราะเป็นการเลือกตั้งคนในท้องถิ่นขึ้นมาดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มหรือท้องถิ่นเอง ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิออกบทบัญญัติในการปกครองท้องถิ่น การดูแลงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น และพัฒนาในทิศทางที่ท้องถิ่นต้องการ
การพัฒนาท้องถิ่นไทยแม้จะมีการปฏิรูปการปกครองอย่างมากและมีการริเริ่มการปกครองท้องถิ่นแต่พัฒนาการที่เห็นได้ชัดเจนเกิดจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่มี พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกรองท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีที่มาแม้จะไม่ได้รับการยอมรับนักแต่ก็ได้รักษาและขยายอำนาจในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น การกำหนดมาตรฐานกลาง ส่งเสริมการบริหารและการคลังเพิ่มขึ้น ให้สิทธิจัดตั้งองค์กรพิเศษ การเข้าชื่อถอดถอนของประชาชนในการมีส่วนร่วม ในด้านงบประมาณของท้องถิ่น และ การแก้ไขพนักงานท้องถิ่นเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น
สรุปว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นจึงเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในด้านสิทธิเสรีภาพและทางเลือกของคนท้องถิ่นเองมากยิ่งขึ้น
3. ปัจจัย “ภายใน” และปัจจัย “ภายนอก” ของรัฐมีผลกระทบต่อการเมืองของรัฐ อย่างไรบ้าง โปรดอธิบายและยกตัวอย่างประกอบที่เป็นรูปธรรม
ตอบ
เนื่องจากรัฐไทย เป็นรัฐที่มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐอื่นๆทั่วโลก ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศในเวทีโลกอย่างเท่าทัน ซึ่ถือเป็นปัจจัยภายนอกของรัฐไทยที่อาจส่งผลต่อการมืองของรัฐไทยได้
เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อรัฐจากปัจจัย ภายในและ ภายนอก ควรเข้าใจภูมิหลังของรัฐไทยว่าเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary system) ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่มีพระมหากัตริย์ทรงเป็นประมุข
ปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ระบอบการปกครอง
· ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลการะทบต่อการเมือง เพราะการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเหมือนสองด้านของเหรียญที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเมื่อด้านหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางดีหรือเลว ย่อมส่งผลกระทบถึงอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่าง ราคาน้ำมันทำให้การเมืองต้องเข้ามาใช้กองทุนสนันสนุนเพื่อไม่ให้ราคาสูงอันส่งผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาล หรือกรณีวิกฤตการร์เงิน พ.ศ. 2540 ทำให้รัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องลาออก
· ปัจจัยด้านความมั่นคง ทำให้รัฐบาลทหารสามารถแทรกแซงการเมืองได้ง่าย เช่นในช่วงหลังส่งครามโลกครั้งที่สอง ภัยคอมมิวนิสต์จากจีนได้เป็นปัจจัยภายนอกที่ทำให้รัฐบาลทหารสามารถอยู่ในอำนาจได้นานเพื่อความมั่นคง และยังใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดนักการเมือง หรือส่งผลให้การเมืองและประชาธิปไตยไม่สามารถพัฒนาได้
ปัจจัยภายในที่สำคัญ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การรัฐประหาร
· ปัจัยเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก เพราะเป็นกระแสโลกาภิวัตน์ที่เมื่อเกิดสิ่งใดที่จุดหนึ่งของโลกย่อมส่งผลหรือมีปฏิสัมพันธ์กับอีกมุมหนึ่งของโลกได้ เช่น วิกฤตการเงิน วิกฤตน้ำมัน เช่นในกรณีวิกฤตการเงินปี 2540 ที่ไทยทำการต่อสู่การโจมตีค่าเงินบาทมีผลทำให้รัฐบาลสั่นคลอนและลาออกในที่สุด ปัญหาเศรษฐกิจภายในเมื่อเกิดการหดตัวของเศรษฐกิจ การลดการผลิตปัญหาการว่างงาน อาชญากรรม ย่อมกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐจากการเดินขบวนและเรียกร้อง ขึ้นค่าแรง เป็นต้น
· การรัฐประหาร ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ
4. ระบบเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนหรือไม่อย่างไร จงอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
ระบอบเสรีประชาธิปไตยหรือระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งของกลุ่มหรือสังคมด้วยเสียงข้างมาก และเคารพสิทธิและเสรีภาพของเสียงข้างน้อย และมีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาในการรับรองสิทธิและเสรีภาพของปัจเจก รวมทั้งมีกลไกรัฐในการควบคุมอำนาจรัฐและจำกัดอำนาจรัฐให้มีอำนาจที่จำกัดที่จำเป็น ในขณะนี้ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันก็เป็นระบบตลาดเสรีหรือทุนนิยมที่ไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเอกชน โดยปล่อยให้ตลาดทำงานของมันตามกลไกตลาดแบบเสรี ตามแนวคิดของ อดัม สมิธ ระบอบประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ตัวแทนมักจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆกัน ตัวอย่างระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนกับระบบเศรษฐกิจของไทยจะมีกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเป็นตัวแทนในรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบ เช่น กลุ่มนายทุน รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มเกษตรกร
5. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาสังคมเป็นส่วนเสริมหรือขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยหรือไม่อย่างไร
ตอบ
“รัฐ” หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดนที่มีขอบเขตแน่นอน มีประชากรอาศัยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม โดยมีรัฐบาลปกครองและมีอำนาจอธิปไตยของตัวเองประชาสังคม (Civil society) Civil นั้นแปลว่า พลเมืองหรือประชาชน ส่วน Society นั้นแปลว่า สังคม คือการเข้าหมู่เข้าพวก การที่คนอยู่ร่วมกัน หากแปลแบบชาวบ้านก็คือ สังคมของพลเมืองนั่นแหละการอยู่ตัวคนเดียวนั้นย่อมมีเสรีภาพ 100% คนที่อยากทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองก็สามารถเลือกที่จะปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวได้การที่คนเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เพราะการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว เช่น สามารถที่จะหาคู่ครอง มีโรงเรียนให้ลูกเรียน มีโรงพยาบาล มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีความสะดวกมากมายกว่าการอยู่ตัวคนเดียว ฯลฯแต่การที่คนมารวมตัวกันอยู่เป็นสังคมย่อมจำเป็นที่ต้องลดเสรีภาพส่วนตัวลงบ้าง โดยต้องระลึกเสมอว่า สังคมให้ประโยชน์แก่ตัวเรามากกว่าที่เราจะแยกตัวออกไปอยู่คนเดียว ประชาสังคมจะทำให้ประชาชนรวมตัวกันทางด้านความคิดและผลประโยชน์กลุ่มหรือสังคมนั้นๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุดมคติของเสรีประชาธิปไตยที่รัฐจะต้องส่งเสริมหรือให้ความรู้แก่สังคมประชาดังกล่าวถ้ารัฐส่งเสริมประชาสังคมหรือการเมืองภาคประชาชนหรือการปรึกษาหารือ แม้มีความขัดแย้ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของเสรีประชาธิปไตยที่มีความต้องการในสิทธิและเสรีภาพที่แตกต่างๆกัน ประชาสังคมจะทำให้ประชาชนเรียนรู้และมีประสบการด้านเสรีประชาธิปไตยมากขึ้นบนความขัดแย้งที่ปราศจากความรุนแรงและละเมิดหรือทำร้ายผู้อื่น จะทำให้สังคมมี Rational มากขึ้นซึ่งคือพัฒาการของประชาธิปไตยที่ยังมาไม่ถึง
6. บริบททางเศรษฐกิจมีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร
ตอบ
บริบทหรือสิ่งแวดล้อม คำอรรถาธิบายทางเศรษฐกิจมีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย (ดูคำตอบข้อ 4)

7. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540 มีเจตนารมณ์มุ่งปฏิรูปการเมืองของประเทศไทยในเรื่องใดบ้างและในความคิดเห็นกับการวิเคราะห์ของท่าน เจตนารมณ์สำคัญของรัฐธรรมนูญในเรื่องใดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเรื่องใดประสบกับปัญหามากที่สุด จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบให้เห็นอย่างเป็นระบบ
ตอบ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มีเจตนารมณ์ ทีสำคัญคือ
๑. การกระจายอำนาจไปสู่การปกครองท้องถิ่น
๒. ระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งจากองค์กรอิสระ
๓. การส่งเสริมเสถียรภาพของรัฐบาล
เรื่องที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดคือความเข้มแข็ง หรือเสถียรของรัฐบาล แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการและระบอบประชาธิปไตยไม่ต้องการคือเผด็จการเสียงข้างมาก เนื่องจากรัฐบาลที่เข้มแข็งจากเสียงข้างมากที่ไม่ผ่านระบบตรวจสอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
แต่ความเข้มแข็งดังกล่าวก็มีที่มาที่ไม่น่าจะเป็นเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย คือ การซื้อ ส.ส. หรือใช้กลยุทธในการรวมพรรคแบบมีข้อต่อรองทางการเมืองและผลประโยชน์ที่ไม่โปร่งใสหรือเปิดเผยต่อสาธารณชนและทำให้ ส.ส. ขาดเสรีภาพในการดำเนินการทางการเมือง ในเรื่อง ส.ส.ต้องสังกัดพรรค
เรื่องที่ประสบปัญหามากที่สุดคือระบบการตรวจสอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญถูกครอบงำทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในรัฐบาล พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ในการแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญ และ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นถือได้ว่าประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ดังนั้นถ้าจะดูผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จจริงๆตามเจตนรมณ์ของรัฐธรรมนูญจริงๆ ระหว่างบริบทของเสถียรภาพของรัฐบาลกับการการกระจายอำนาจ ก็อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันแม้รัฐบาลจะมีเสถียรภาพแต่เกิดจากการแทรกซ้อนที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยก็อาจมองได้อีกมุมมองหนึ่งว่าไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกระจายอำนาจน่าจะเป็นสิ่งที่ประสบผลสำเร็จที่สุดตามเจตนารมณ์ของรฐธรรมนูญแม้ไม่ดีที่สุดแต่มีความบริสุทธิสูงกว่า มิติด้านเสถียรภาพ และ ระบบตรวจสอบ ขององค์กรอสิระที่มีความแปดเปื้อนมากกว่า แต่ก็คงไม่ถึงขั้นที่ต้องทำการรัฐประหาร ตามข้อกล่าวอ้างเมื่อ 19 กันยาน 2549
8. การปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยในปัจจุบันมีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพการณ์เดิมๆก่อนปี พ.ศ. 2540 อย่างไรบ้าง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้การปกครองท้องถิ่นของไทยมีลักษณะเป็นการปกครองตนเองของประชาชนหรือไม่อย่างไร รวมทั้งมีข้อดีข้อเสียหรือไม่ อย่างไร จงอภิปรายและยกตัวอย่างประกอบให้เห็นอย่างชัดเจน
ตอบ
การปกครองท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจตามหลักการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ มีการพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารงานของท้องถิ่นมากขึ้น และรัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปี พ.ศ. 2540 และ พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎหมายอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญที่เป็นกรอบกติกาขององค์กรทางการเมืองและเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้เกิดการปกครองของท้องถิ่นเอง เพราะท้องถิ่น/ชุมชน รู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง จึงใกล้เคียงกับการปกครองของประชาชนมากที่สุด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้ อปท. เป็นนิติบุคคลที่เกิดจากรัฐ (Creation by State) ตามกฎหมายมหาชน, ท้องถิ่นปกครองตนเอง ในระบอบประชาธิปไตย (Local democracy), มีอิสระในการบริหาร งาน เงิน และคน (Local Autonomy), และให้บริการสาธารณะ (Public Services) แก่ประชาชน
รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น (รธน. ม. ๗๘)
ในรสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ได้มีการปฏิรูปการปกครองทั้งส่วนกลางภูมิภาคและท้องถิ่นโดยการยกเลิกกรม หัวเมือง เอก โท ตรี และ จัตวา โดยมีการตั้งกระทรวง และ มณฑล ขึ้นมาแทน แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างไรก็ตาม รัฐในสมัย ร.๕ ยังไม่ได้เป็น รัฐสมัยใหม่ (Modern State) ถึงแม่จะมีการตั้งสุขาภิบาล แต่ยังไม่ถือเป็นการปกครองท้องถิ่น เพราะการตั้ง รัฐบาลท้องถิ่น (Local government) รัฐต้องมีกฎหมายรองรับความเป็นนิตบุคคล มีความเป็นประชาธิปไตย มีอิสระในระดับหนึ่ง (Autonomy) ในการปกครองตนเอง และ ให้บริการสารณะ
ข้อดีของการปกครองท้องถิ่นคือ เป็นการกระจายเศรษฐกิจและความเจริญแบบกระจุก (Concentrate) ไปยังท้องถิ่น/ชุมชน เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นการกระจายอำนาจ (Decentralization) ไปสู่ท้องถิ่น รัฐมีขนาดเล็กลงและมีอำนาจจำกัดเป็นการกำกับดูแลมากกว่าควบคุมดูแล ประชาชนมีอิสระในการเลือกความต้องการของชุมชนเองโดยผ่านการเลือกตั้ง ทั้งถิ่นและสภาท้องถิ่น เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น และตรวจสอบการทำงาน ตลอดนการรรับรู้ข้อมูลข่าวสารของการบริหารงานและนโยบายของท้องถิ่น ทำเป็นการปกครองของประชาชนมากขึ้น ท้องถิ่นสามารถเลือกรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นได้


ข้อสอบประมวลวิชา ปีการศึกษา 2547
การเมืองการปกครองของไทยภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จงอภิปราย และยกตัวอย่างประกอบด้วยตามสมควร (ดูคำตอบข้อ 8)
1. การกระจายอำนาจ คืออะไร มีความแตกต่างกับการแบ่งอำนาจ หรือไม่ อย่างไร และการกระจายอำนาจมีความสำคัญต่อการจัดการปกครองท้องถิ่น จงอธิบาย โดยยกตัวอย่างการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยในปัจจุบันประกอบให้ชัดเจน
ตอบ
การกระจายอำนาจ (Decentralization) คือ การเพิ่มมิติเชิงพื้นที่ให้แก่การแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญ โดยการโอนงาน เงิน และ คน ไปให้ท้องถิ่นบริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 และ 2550 มีบทบัญญัติเพื่อให้ท้องท้องถิ่นสามารถมีอิสระในระดับหนึ่ง (Autonomy) ในการเลือกผู้นำท้องถิ่น การบริหาร การเสนอบทบัญญัติข้อกฎหมาย การถอดถอน ฯลฯ การกระจายอำนาจ จะทำให้ผู้รับอำนาจมีกฎหมายรองรับความเป็นนิติบุคคลที่ กำกับดูแลโดยส่วนกลางแทนการควบคุมดูแล การกำหับดูแลคือท้องถิ่นที่ได้รับการกระจายอำนาจ สามารถดำเนินการภายใต้กฎหมายที่กำหนดเท่านั้นไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจหรือความเหมาะสม เช่น การการปครองท้องถิ่นของ พิษณุโลก ให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการบริการสาธารณะเก็บขยะเองและทำได้ดีมาก หรือ การปกครองท้องถิ่นพิเศษ กรุงเทพฯ ควรรับผิดชอบในการทำรถไฟไฟฟ้าแทนรัฐบาลหรือส่วนกล่างและใช้งบประมาณของ กทม.
การแบ่งอำนาจ (De-concentration) เป็นการแบ่งอำนาจจากส่วนกลางให้ทำแทนแต่ยังอยู่ในการควบคุมและดุลพินิจของส่วนกลาง เพื่อเป็นการประหยัดในการบริหาร
2. การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างไร การมีรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเพียงพอหรือไม่ที่จะกล่าวว่าระบอบการเมืองนั้นชั้นๆ เป็นประชาธิปไตย และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์ 48) สามารถแสดงหรือบ่งชี้ “พัฒนาการ” ของการเมืองไทยได้หรือไม่ ในลักษณะใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
การเลือกตั้งเป็น องค์ประกอบหลักใน 4 องค์ประกอบหลักของประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม การปกครองที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ สิทธิเสรีภาพของพลเมืองและทางการเมือง และสังคมที่เป็นประชาธิปไตย
การเลือกตั้งเป็นกลไกของการแข่งขันเพื่อเลือกผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะต่างๆ เช่น ส.ส. อยู่ในสภาพที่ถูกตรวจสอบและควบคุมได้โดยสาธารณชน และ เป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญเพื่อให้ความมั่นใจได้ว่ามีความเท่าเทียมกันในทางการเมืองระหว่างพลเมือง
การมีรัฐสภาและรัฐบาล นั้นเพียงพอหรือไม่ที่จะบอกว่าเป็นประชาธิปไตย คงไม่สามารถตอบได้แบบลักษณะคำถามปิด เพราะ รัฐธรรมนูญจะเป็นปทัสถาน (Norm) เบื้องต้นที่จะบอกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ คือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งกลไกในการจำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจ (ผู้ปกครอง หรือ รัฐบาล) กลไกในการสร้างดุลอำนาจ ทางการบริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ รวมทั้งองกรค์อิสระตามรัฐธรรมนูญว่ามีความเป็นอิสระที่ไม่ถูกครอบงำจากอำนาจ บริหาร ตุลาการและ นิติบัญญัติด้วย (ต้องไปดูการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 เพิ่ม)
3. ประชาสังคมคืออะไร ประชาสังคมมีบทบาทหรือสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างไร และขอให้วิเคราะห์ภาคประชาสังคมของไทยว่ามีสภาพบทบาทและความสามารถในการช่วยเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร ทั้งจุดแข็งขุดอ่อนพร้อมยกตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจน
ตอบ
ประชาสังคม (Civil Society) หรือสังคมประชา แล้วแต่จะเรียก ถือว่าเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญหนึ่งของประชาธิปไตยในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ที่มีทั้งระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ และ คอมมิวนิสต์เกิดขึ้น ซึ่งต้องการดึงเอาสถาบันทางสังคมทั้งหมดเข้าสู่การควบคุมของรัฐ แนวคิดประชาสังคมมองได้ ๒ มุมมองคือ
๑. ขอบเขตของอำนาจรัฐควรมีจำกัดเพื่อที่จะป้องกันมิให้รัฐเข้าควบคุมกิจการทางสังคมทั้งหมด หรือเข้าแทรกแซงในทุกส่วนของชีวิต หรือ ดูดซับการริเริ่ม และความสามารถทั้งหมดของสังคม
๒. เป็นการสนับสนุนให้มีศูนย์การจัดองค์กรกันเองอย่างเป็นอิสระหลายๆ ศูนย์สังคมเพื่อที่ผู้คนจะได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนในการแก้ปัญหาต่างๆของตนเอง
ประชาสังคมเป็นช่องทางในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของปวงชนและในการผลักดันรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นผูป้องกันการแทรกแซงเข้ามาของรัฐในกิจการของสังคมด้วย เช่น การเดินขบวนของกลุ่มพันธมิตรในการขับไล่ รัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลต่อๆมาของพรรคเพลังประชาชน และ การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงต่อการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก็ล้วนเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของปวงชนในแต่ละกลุ่ม
การแสดงออกของประชาสังคมแม้จะสร้างปัญหาให้กับประเทศในแง่ภาพพจน์ สร้างปัญหาเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อต่างชาติ เช่น กรณีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และ สนามบินนานาชาติสุวรรภูมิ แต่ก็เป็นเรื่องของประชาสังคม หรือ การเมืองภาคประชาชน ที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ในสภาก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการผลักดันรัฐบาลนอกสภา ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่ผิดกฎหมายและละเมิดบ้าง ก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่ก็เป็นการแสดงให้ทั้งทหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์อธิปัตย์ได้เห็นการพัฒนาของการเมืองภาคประชาชน และประชาสังคมของทั้งสองฝ่ายว่าประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง เสียงข้างมาก หรือการถกเถียงกันในรัฐสภาเท่านั้น มิติของพื้นที่ประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชนเริ่มเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นและพยายามจำกัดอำนาจรัฐ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลของการดำเนินการบริหารของรัฐบาลต่อสาธารณะมากขึ้น คือประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะมี Extra-legality แทรกซ้อนเข้ามาก็ต้องย่อมรับว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยแบบไทยจากระบบตัวแทนไปเป็นระบบตัวแทนที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็เป็นการพัฒนาประชาธิปไตย ตราบเท่าที่เรายังสามารถควบคุมความรุนแรงไม่ให้ขยายวงเกินไปแบบ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และ พฤษภาทมิฬ 2535
ข้อดีของประชาสังคมคือ ความเป็นอิสระของระบบเศรษฐกิจ สื่อสารมวลชนที่เป็นอิสระ เครือข่ายสาธารณะต่างๆ ทำให้อาณาบริเวณ หรือพื้นที่ของประชาสังคมมีนัยสำคัญในการปกป้องและเกื้อหนุนประชาธิปไตย การปกป้องสิทธิและเสรีภาพของกลุ่ม เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมวิชาชีพ กลุ่มสตรี องค์กรสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ข้อเสียเนื่องจากแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน และวิธีการที่แตกต่างกันถ้าผู้นำไม่สามารถควบคุมขบวนการ[1](Movement) ได้ดีอาจจะเกิดความสูญเสียที่คาดไม่ถึง หรือนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในขณะหนึ่ง รวมทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นต้นทุน (cost) ตัวหนึ่งของการลงทุนในระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่ผลลัพธ์หรือ Outcome ที่เป็นอนาคตทางอุดมการณ์ที่เป็นอุดมคติ

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน (ครั้งที่ 1)
วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547


1. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาสังคมเป็นส่วนเสริมหรือขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร
ตอบ (อ่านข้อ 3 หน้า 11)

2. บริบท[2]ทางเศรษฐกิจมีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร
ตอบ (อ่านข้อ 4 หน้า 5)

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน (ครั้งที่ 2)
วันเสาร์ที่ 18 กันยายน 2547

1.***การที่นักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งวิจารณ์ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันใช้นโยบายประชานิยม (populism) ซึ่งนำความหายนะมาสู่ประเทศไทยในระยะยาว ท่านเห็นด้วยหรือไม่ โปรดแสดงความคิดเห็น
แนวการตอบ
การที่นักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งวิจารณ์ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันใช้นโยบายประชานิยม (Populism) ซึ่งนำความหายนะมาสู่ประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาล ที่มี ดร.ทักษิณ ชินวัตรและตามด้วยรัฐบาล ประชาธิปัติย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น การที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นอยู่ที่ประเด็นสำคัญคือจุดประสงค์และเป้าหมายของการกระทำคืออยู่ที่เนื้อหาสาระ(Contents) มากว่าเจตจำนง ประเด็นสำคัญคือ ประชานิยมที่รัฐนำมาใช้นั้นด้วยเหตุผลใด เพราะสหรัฐอเมริกาเองก็เคยนำมาใช้ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ (หาข้อมูลว่าสหรัฐนำมาช่วงไหน โดยใคร) เพราะการเมืองและเศรษฐกิจเป็นสองด้านของเหรียญที่ส่งผลกระทบต่อกัน ในสภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปัจจุบัน เนื่องจากวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ที่ลามไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงอยู่กับเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ การส่งออกของประเทศไทยที่มีขนาด โตถึงกว่า 60% ของ GDP[3] ทำให้โรงงานหรือบริษัทส่งออกต้องกระทบ (X-M) มีการลดคนงาน การบริโภคภายในประเทศ (C) ลดลง ทำให้การผลิตภายในประเทศ (I) ลดลงด้วย ทางเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือภาครัฐ (G) รัฐจึงจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภคภายใน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนก็คือทำอย่างไรที่จะให้การบริโภคภายในมีความเชื่อมั่นโดยเฉพาะระดับรากหญ้าและระดับกลาง ให้มีกำลังซื้อ และไม่เกิดภาวะเงินฝืด เมื่อมีการบริโภค (C) การลงทุนภายในก็มีความเชื่อมั่นว่ามี อุปสงค์ (Demand) ก็เกิดการผลิต เกิดการจ้างงาน แม้การส่งออกจะกระทบ ก็ชดเชยโดยเน้นการบริโภคภายใน และการผลิตที่ใช้ วัตถุดิบ หรือ Contents ภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้า การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจไม่ว่ากรณีใดๆก็มักจะถูกมองว่าเป็นประชานิยม (Populism) ประเด็นอยู่ที่ว่าขั้นตอนต่อไปหลังจากอัดฉีกเม็ดเงินเข้าสู่ระบบแล้ว รัฐบาลมีมาตรการหรือแผนงานรองรับต่อไปอย่างไรหลังจากนั้นอีก 3-6 เดือนหรือ 1 ปี จึงจะสามารถตอบคำถามได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาดังกล่าวข้างต้น ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นมาทำความเข้าใจกับประชานิยมก่อน
ประชานิยม (Populism) หมายถึง นโยบายที่รัฐใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าหรือชนชั้นล่าง เป็นนโยบายที่เน้นไปที่การอัดฉีดเงิน และการบริการต่างๆลงตรงสู่ รากหญ้าโดยตรงเลย Tax cut หรือ Tax refund จะสามารถ เพิ่ม disposable income ของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็น การใช้จ่ายในสินค้า และ บริการ เป็นการกระตุ้น ภาคส่วนการผลิต (production sector) นอกจากนี้เป็นการกระตุ้น economy’s aggregate supply เป็นการทำให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยปราศจาก trade-off against price stability. สรุป ระบบ แพคเก็จ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการหักภาษี และ นโยบายทุนนิยม พอรับได้ แตไม่สุดยอด ผู้เขียนเสนอว่า ในช่วงสั้น รัฐบาล ยังคงประกาศนโยบายต่อเนื่อง และ ผลของมัน ทำให้ได้รับความเชื่อมั่น จากทั้ง Household และ business units ซึ่งจำเป็นสำหรับ การจัดการ เศรษศาสตร์จุลภาค รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ และ การดำเนินการของระบบ negative tax ซึงเป็นผลต่อการกระตุ้นผลทางเศรษศาสตร์


สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเฝ้ามองคือ Macroeconomic goals ว่ายังคงเจริญเติบโตหรือเปล่า การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเป็นการลดภาษีรัฐบาล และ ให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
นอกจากนี้รัฐบาล ต้องเตรียมมาตรการขั้นสองคือ การกระตุ้น Grassroots economy เช่น SMLs, mega project investment เพื่อให้ economic growth
อย่างไรก็ตามประชานิยม เม็ดเงินหรือผลประโยชน์ มักจะถึงประชาชนได้โดยตรง อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไปของการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบบยั่งยืนคือความร่วมมือในภูมิภาคมีการตกลงเรื่องการผลิตสินค้าและการส่งออกในภูมิภาค ซึ่งจะเห็นว่า สหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างที่ดีที่การส่งออกอยู่ในกลุ่มถึง 70% ส่วน NAFTA ประมาณ 40% และภูมิภาคเอเซียกว่า 50% การผลิตภายในก็ควรเน้นธุรกิจที่มี Contents หรือสร้างวัถุดิบในประเทศ ดังนั้นการจะเห็นด้วยหรือไม่กับรัฐบาลต้องมองเป็น 2 ช่วงคือช่วงที่เรียกว่าประชานิยม และช่วงหลักจากประชานิยมว่ามีรูปแบบเศรษฐกิจรองรับแบบยั้งยืนหรือไม่
3. กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย (Democratization) ของประเทศไทย ในปัจจุบันได้พัฒนาไปถึงขั้นตอนไหน และมีอุปสรรคอะไรบ้าง ที่จะขัดขวางกระบวนการดังกล่าว โปรดวิเคราะห์โดยใช้แนวความคิด และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์
ตอบ
การพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พอแบ่งช่วงของการพัฒนาออกได้เป็น ซึ่งประชาธิปไตยของไทยถูกเรียกว่าเป็น Mixed Regime
๑. ระบอบประชาธิปไตยเริ่มแรก พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นประชาธิปไตยที่เริ่มต้นของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้ทางการเมืองการปกครองจากต่างประเทศ ทั้งพลเรือน และทหาร เป็นจุดเริ่มต้นที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของไทยเสื่อมลงพร้อมกระแสประชาธิปไตยจากยุโรป และไทยมี
· พระราบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราวเมื่อ 27 มิถุนายน 2475 และ มีรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกเมื่อ 10 ธันวาคม 2475 ใช้มาจนถึง 9 พ.ค. 2489 (ล้าสมัยไม่เหมาะสม)
· รธน. ฉบับถาวร 2489 (10 พ.ค. 2489 – 8 พ.ย. 2490) รัฐประหาร 2490
· รธน.ฉบับชั่วคราว 2490 (ใต้ตุ่ม) 9 พ.ย. 2490 – 23 มี.ค. 2492
๒. ระบอบประชาธิปไตยแบบชาตินิยม สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม
· รธน.ฉบับ 2492 (23 พ.ย. 2492 – 29 พ.ย. 2494) รัฐประหาร 2494
· รธน.ฉบับ 2495 (8 มี.ค. 2495 – 20 ต.ค. 2001) รัฐประหาร 16 ก.ย. 2500
๓. ระบอบประชาธิปไตยอำมาตยาธิปไตยสมบูรณ์แบบ (พ.ศ. 2500 -2516) เป็นเผด็จการที่สมบูรณ์แบบคือไม่มีรัฐธรรมนูญ ในสมัย จอมพลถนอม กิติขจร และจอมพลประพาส จารุเสถียร
· ธรรมนูญการปกครองประเทศชั่วคราว2502 (28 ม.ค. 2502 – 20 มิ.ย. 2511)
· รธน. 2511 (20 มิ.ย. 2511 – 17 พ.ย. 2514) รัฐประหาร 17 พ.ย. 2514
· ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 2515 (15 ธ.ค. 2515 – 7 ธ.ค. 2517) 14 ตุลาคม 2516
๔. ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (2517- 2540) ประชาธิปไตยแบบแบ่งปันอำนาจ
· รธน. 2517 (7 ต.ค. 2517 – 6 ต.ค. 2519) รัฐประหาร 6 ต.ค. 2519
· รธน. 2519 (22 ต.ค. 2519 – 20 ต.ค. 2520) รัฐประหาร 6 ต.ค. 2520
· รธน. ชั่วคราว 2520 (9 พ.ย. 2520 – 22 ธ.ค. 2521) นำฉบับถาวรมาใช้
· รธน. 2521 (22 ธ.ค. 2521 – 23 ก.พ. 2534) รัฐประหาร 23 ก.พ. 2534
· ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 2534 (1 มี.ค. 2534 – 9 ธ.ค. 2534) ชั่วคราว
· รธน. 2534 (9 ธ.ค. 2534 – 10 ธ.ค. 2540) ยกเลิกเพื่อนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้
๕. ระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 -2549
· รธน. 2540 (11 ต.ค. 2540 – 19 ก.ย. 2549) รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549
๖. ระบอบประชาธิปไตยแบบอำมาตยาธิปไตยช่วงสั้น (19 กันยายน 2549 -2550)
· ธรรมนูญการปกครอง 2549
๗. ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นประชาธิปไตยภายใต้ตุลาการภิวัฒน์
· รธน. 2550
พอสรุปได้ว่าประชาธิปไตยของไทยพัฒนาเกือบ 77 ปี แล้วนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยแบบ ชาตินิยม เผด็จการทหาร แบบครึ่งใบ และได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นคือ 2540 ใช้มาได้เกือบ 9 ปีก่อนถูกฉีกจากการรัฐประหารครั้งล่าสุด 19 กันยายน 2549 (ถ้าเทียบกับอังกฤษที่มีรัฐธรรมนูญ แมกนา กาต้า (Magna Carta)ในปี ค.ศ. ๑๒๑๕ ได้เจริญเติบโตมาเป็นเวลา 794 ปี) ก็นับได้ว่าไทยก็มีการพัฒนาขึ้นพอสมควรแม้จะถูกเรียกจากชาวต่างชาติว่าเป็น ระบอบการปกครองแบบผสม (Mixed Regime System) ก็ตาม เพราะปัจจัยหรือองค์ประกอบในการเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยไทยจะแตกต่างกับประเทศประชาธิปไตยอื่นๆโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นประเทศแม่แบบอย่างอังกฤษ สหรัฐ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือ ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะของอังกฤษทั้งระบบและคนได้รับการพัฒนาจากจุดเริ่มต้นที่พร้อมทั้งคนและระบบ ส่วนของประเทศไทยเรารับเอาระบบเข้ามาก่อนและค่อยๆพัฒนาคนตามที่หลัง ซึ่งก็ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชน หรือ ประชาสังคมที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกทางแนวทางเศรษฐกิจและการเมืองของตนเอง รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 น่าจะถือได้ว่ามีส่วนช่วยพัฒนาประชาธิปไตยได้มากจากการกระจายอำนาจบริหารไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ก็ถูกฉีกทิ้งจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. พ.ศ. 2549 จากการที่อำนาจในรัฐธรรมนูญถูกแทรกแซงจากอำนาจบริหารซึ่งกลไกของรัฐไม่สามารถทำงานได้ตามหน้าที่ ของมัน จึงทำให้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ซึ่งถ้ามองตามแนวคิด ของ Kelsen แล้วก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะอย่างไร ที่มาของมันก็ขึ้นอยู่กับปทัสถานเบื้องต้นของสังคมขณะนั้น แต่บางฝ่ายก็ไม่สามารถยอมรับที่มาได้ว่ามาจากการรัฐประหาร อย่างไรก็ตามถ้ามองที่เนื้อหา ก็จะเห็นว่ามีข้อดีบางส่วนในเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้ว่าในส่วนกลไกของรัฐในการสร้างสมดลอาจจะมีปัญหาเนื่องจากไปให้น้ำหนักที่อำนาจตุลาการ และองค์กรอิสระมากเกินไปโดยเฉพาะเรื่ององค์กรอิสระหลายเรื่องตราไว้ในรัฐธรรมนูญเลย ซึ่งในระยะยาวองค์กรกลางเองจะกลายเป็นตัวปัญหาที่สร้างอำนาจที่กลไกของรัฐธรรมนูญไม่สามารถควบคุมได้ จากตุลาการภิวัฒน์ก็อาจจะเป็นวิกฤตตุลาการที่ในอตีดเคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ดังนั้นคงต้องมีการทดองใช้และวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียที่เป็นประโยชนต่อสาธาณะและปฏิบัติได้จริงไม่ละเมิดสิทธิของปัจเจกจนมากเกินไปของรัฐธรรมนูญ 2550
สรุปพัฒนการของประชาธิปไตยของไทย
ระยะที่ ๑. เปลี่ยนแปงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ ถือเป็นการเริ่มต้นประชาธิปไตยของไทย
ระยะที่ ๒ การแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายทหารและกลุ่มพลเรือนในกลุ่มคณะราษฎ์ จนอำนาจตกอยู่ในมือของกลุ่มทหาร แม้ทหารจะล้มเหลวบ้างเป็นช่วงๆแตก็อาศัยอำนาจเผด็จการแย่งชิงอำนาจกลับมาได้ ด้วยข้อกล่าวหา ภัยคอมมิวนิสต์ การคอรัปชั่น เป็นภัยต่อระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ระยะที่ ๓ ช่วง 14 ตุลาเป็นต้นมาที่ทหารล้มเหลวในประชาธิปไตย ฝ่ายพลเรือนเข้าปกครองและเปิดกว้างด้านประชาธิปไตยมากขึ้น
ระยะที่ ๔ ฝ่ายพลเรือนเสียอำนาจให้แก่เผด็จการทหาร กระบวนการประชิปไตยหยุดชะงัก พลังประชาชนถูกปราบปราจากอำนาจและกลไกของรัฐ
ระยะที่ ๕ ระยะการประนีประนอมระหว่างทหารและพลเรือนเป็นประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการทหาร
ระยะที่ ๖ การปฏิรูปการเมืองตามการเรียกร้องตามขบวนการประชาธิปไตยภาคประชาชน (รธน.2540)
ระยะที่ ๗ การแย่งชิงอำนาจระหว่างทุนเก่า และทุนใหม่ในรูปแบบที่ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารในรูปแบบใหม่ในการประนีประนอมผลประโยชน์กับกลุ่มทุนเก่าและเหล่าอำมาตยาธิปไตยรุ่นเก่า เพื่อโค่นอำนาจทุนใหม่โลกาภิวัตน์

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน (ครั้งที่ 2)
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2547

1. “ความล่าช้าของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยมาจากความอ่อนแอของการปกครองส่วนท้องถิ่น” ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อธิบาย และท่านคิดว่าสภาพการเมืองท้องถิ่นในปัจจุบัน (2547) เป็นไปในทิศทางของการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเหตุใด ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมประกอบ
ตอบ
คงไม่ได้มาจากความอ่อนแอของการปกครองท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว น่าจะมาจากหลายปัจจัย ถ้าจะมองในมิติความล่าช้าในการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เพราะปัจจัยอื่นๆไม่ว่าการครอบงำของทหารจากการรัฐประหาร การแบ่งอำนาจของกลุ่มต่างๆ ไทยอยู่ใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานจากรรัฐประมาณมายาวนาน รวมทั้งอำมาตยาธิปไตยกลับไปกลับมา แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 พยายามจะกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นมากขึ้นตาม พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎหมายอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญที่เป็นกรอบกติกาขององค์กรทางการเมืองและเป็นปัจจัยเร่งเร้าใก้เกิดการปกครองของท้องถิ่นเอง เพราะท้องถิ่น/ชุมชน รู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง จึงใกล้เคียงกับการปกครองของประชาชนมากที่สุด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้ อปท. เป็นนิติบุคคลที่เกิดจากรัฐ (Creation by State) ตามกฎหมายมหาชน, ท้องถิ่นปกครองตนเอง ในระบอบประชาธิปไตย (Local democracy), มีอิสระในการบริหาร งาน เงิน และคน (Local Autonomy), และให้บริการสาธารณะ (Public Services) แก่ประชาชน
การปกครองท้องถิ่นไทยที่นับว่ามีการตราไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือ รธน.ปี พ.ศ. 2540 ก็มีอายุเพียง 12 ปีในปี 2552 นี้ ถ้าเทียบกับฝรั่งเศส อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ที่มีโครงสร้างภายนอกเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State System) เหมือนกัน ประเทศแม่แบบเหล่านั้นเริ่มต้นและพัฒนามาก่อนเรามาก สำหรับประเทศไทยถ้าจะมองที่มิติของความล่าช้าของการกระจายอำนาจก็คงมาจากปัจัยต่างๆดังนี้คือ
· ปัจจัยความพร้อมด้านบุคลากร
· ปัจจัยความต้องการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง
· ปัจจัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น/ชุมชน
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน อันหนึ่งคือการกระจายอำนาจด้านการคลัง ซึ่งความรู้ความสามารถด้านบุคลากร การสร้างกลไกและระบบที่สามารถตรวจสอบความโปร่งใส ด้านการเงินการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อกระจายอำนาจลงไปแล้วส่วนกลางสามารถกำกับดูแลได้เท่านั้นไม่สามารถบังคับบัญชาหรือควบคุมได้ต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของการปกครองส่วนท้องถิ่น

2. การกล่าวว่า“ปัจจัยการเมืองมีบทบาทอย่างมากต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการปฏิรูประบบราชการ” ท่านเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้นหรือไม่ โปรดให้เหตุผลประกอบความคิดเห็นของท่านและยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
ตอบ
ตามหลักแล้วการเมืองเป็นเรื่องของ รัฐสภาในการใช้อำนาจนิติบัญญัติ และคณะรัฐมนตรีในการใช้อำนาจบริหาร และมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกรอบในการให้อำนาจและปฏิบัติตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ เรียกว่าเป็นการบริหารแท้เพราะเป็นผู้วางหรือกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศให้เป็นไปตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน
ส่วนราชการเป็นการปกครองทีใช้อำนาจตาม กฏหมายปกครอง ไม่ว่าจะเป็น พรบ. กฏกระทรวง ฯลฯ
การที่การปฏิรูประบบราชการถือได้ว่าการเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย จากออกกฏหมายรัฐธรรมนูญ เช่น การปฏิรูปการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในการกระจายอำนาจ (Decentralization) จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น หรือการแบ่งอำนาจ (De concentration) จากส่วนกลางไปยังภูมิภาค ถ้าการเมืองมีความจริงใจในการปฏิรูปราชการ การเมืองควรกำหนดทิศทางและวางยุทธศาสตร์ในการดำเนิการให้ชัดเจนเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้ยุทธศาสตร์มีการนำไปปฏิรูปอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผล เช่น การยกเลิกการเป็นนิติบุคคลของกระทรวง ทบวง กรม โดยให้รัฐเป็นนิติบุคคล เพื่อให้การปกครองมีการปรับเปลี่ยนที่คล่องตัวมากขึ้น หรือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยราชการเองมีการปฏิบบัติที่มี ตรรกมากขึ้น เช่น กรณีคดีการเรียกร้องความเสียหายระหว่างหน่วยงานราชการซึ่งต่างก็ใช้งบประมาณจากกระทรวงการคลังและในฐานะที่ต่างก็เป็นนิติบุคคลด้วยกันในทางกฎหมายจึงจำเป็นต้องดำเนินการกันจนถึงที่สุด ทำให้เสียทั้งเวลา และงบประมาณ และทรัพยากรของชาติโดยไม่จำเป็น
การปฏิรูประบบราชการ การเมืองต้องย่อมให้อำนาจจากส่วนกลางมีเท่าที่จำเป็นและปฏิรูปและพัฒนาราชการส่วนท้องถิ่นให้รับงานที่ท้องถิ่นทำได้ไปทำเองโดยต้องให้การสนับสนุนทั้งการโอนงาน การโอนคน และการโอนงบประมาณไปให้ท้องถิ่นตัดสินใจเองโดยส่วนกลางทำหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน (ครั้งที่ 2)
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2548
1. การเมืองการปกครองของไทยภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร จงอภิปรายและยกตัวอย่างประกอบด้วยตามสมควร
ตอบ
การเมืองการปกครองของไทยภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมาจนถึงการรรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้น ก่อนอื่นต้องทราบถึงเจตจำนงของ รธน. 2540 ก่อนเพื่อการอภิปรายต่อไป รธน.ปี 2540 อย่างน้อยสุดก็เจตจำนงหลักๆ ในด้านการสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพของรัฐบาลเพื่อให้การบริหารราชการการเมืองอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล ป้องกันการขายตัวของ ส.ส.โดยการสังกัดพรรคการเมืองและกลการสังกัดพรรคการเมือง และ การกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่การปกครองท้องถิ่น การมีองค์กรอิสระในการตรวจสอบการบริหารงานของฝ่ายบริหารของรัฐบาล (เจตนารมของรัฐธรรมนูญ 2540 หน้า 6)
อย่างไรก็นามเกือบ 12 ปีที่การบริหารงานการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้น การกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นแม้ยังไปได้ไม่ไกลก็มีจุดเริ่มต้นตามบทบัญญัติของรัฐธธรมนูญ การมีส่วนร่วมของการเมืองภาคสังคม หรือ สังคมพลเมือง ระยะการเดินทางแม้จะล่วงเข้าปีที่ 12 ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นลักษณะที่สังคมไทยไม่คุ้นเคย เพราะถูกครอบงำด้วยปทัสถานทางศีลธรรมและจริยธรม หลักศาสนา ในการสร้างสามัคคี การประนีประนอม ทำให้แนวคิดข้องสังคมไทยยังยอมรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมหรือความเป็นจริงไม่ได้ กลุ่มบุคคล/คณะบุคคล ในระดับที่มีอำนาจหรืออยู่ใกล้องค์อธิปัตย์ในสังคม จึงทำการตัดสินใจแทนประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยการทำรัฐประหาร เป็นองอธิปัตย์แทนรัฐธรรมนูญหรือคณะรัฐบาล ประชาธิปไตยของไทยก็หยุดชะงักลงอีกช่วงหนึ่ง
ถามว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ประเทศไทยมีการพัฒนาประชาธิปไตยไปมากน้อยเพียงใด ต้องยอมรับว่าการมีรัฐธรรม แมกนากาต้า (Magna Carta)ของอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1215 เป็นเวลาเกือบ 800 ปีที่ประเทศอังกฤษได้พัฒนาประชาธิปไตยมาถึงทุกวันนี้ และ จุดเริ่มต้นก็แตกต่างกันคือความพร้อมของคนและระบบที่สอดคล้องกัน ซึ่งต่างกับประเทศไทยที่รับเอาระบบเข้ามาใช้ในขณะที่คนยังไม่มีความสอดคล้องกับระบบที่นำมาใช้ จึงต้องการทั้งเวลา การเรียนรู้ของสังคมโดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชน การเปิดโอกาสให้กลุ่มสังคมมีการถกเถียงปัญหาและความต้องการสาธารณะของเขาเอง ในลักษณะประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) ซึ่งเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่นอกเหนือไปจากการใช้สิทธิในการเลือกตั้งผู้ทำหน้าที่แทนประชาชน และน่าจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้งเท่านั้น
แม้ข้อเสียที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงของอำนาจบริหารทางการเมือง ที่ทำให้กลไกของการจำกัดอำนาจรัฐไม่สามารถทำงานได้องค์กรอิสระถูกครอบงำ ข้ออ้างในการทำรัฐประหารจึงเกิดขึ้นซึ่งแม้จะมีนักวิชาการและประชาชนจำนวนมากเห็นด้วย แสดงให้เห็นถึงแนวคิด (Concept) ของคนไทยบนปทัสถานหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อทางเดินของเสรีประชาธิปไตยที่แม้เป็นอุดมคติแต่ท้าทายความมีเสรีภาพของมนุษย์ ปัญหาทางประชาธิปไตยไม่ได้เป็นปัญหาง่ายเพียงมิติเดียวที่ประกอบด้วยปัจจัยที่มีปฏิสัมพันธ์ไม่กี่ตัว แต่ปัญหาและข้อขัดแย้งมีปฏิสัมพันธ์กับหลายมิติและหลายปัจจัย การแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เดินทางมาเกือบ 10 น่า เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการแก้ไขในแนวทางของมัน ทำให้เกิดคำถามว่าองค์ความรู้ของนักวิชาการ ประชาชน และฝ่ายปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถสร้างสรรหรือแก้ปัญหาที่ยุ่งยากได้นอกจากปัญหาและหลักการง่ายๆตามตำราที่เรียนมาเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามต่อไปว่าแนวคิด ในการนำทฤษฎีหรือการประยุกต์ใช้งานทางการเมืองของไทยมีการพัฒนาไปในทิศทางใดหรือไม่อย่างไร หรือเพียงแต่มีขีดความสามรถในการรับเข้ามาผลิตให้เหมือน เหมือนสินค้า OEM แต่ไม่สามารถสร้าง Brand ของตัวเองทีมีคุณค่า (Value) ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม จึงเห็นพ้องกับการรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นไม้ตายหรือวิชาก้นหีบของ ก๋วยเจ๋ง ในการแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยในภาวะวิกฤตที่ทำให้ทุกคนอับจนปัญญา
กาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของพรรคการเมืองที่มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ การควบรวมและการซื้อ(พรรค) ทางการเมือง (Political Merging and Acquisition) หรือกรณีปัญหาอื่นๆ ในเมื่อทราบว่าปัญหาคืออะไร ก็ควรนำปัญหาเป็นตัวตั้ง และแก้ปัญหาในแนวทางของเสรีประชิปไตย อาจต้องใช้เวลาแต่ประชาชนได้เห็น ได้เรียนรู้ มีประสบการณ์ และจดจำเพื่อไม่ผิดพลาดหรือทำซ้ำ การแก้ปัญหาถ้ากลไกของรัฐไม่ทำงาน กลไกภาคประชาชนก็สามารถเข้าแก้ไขได้ด้วยแนวทางประชาธิปไตยในหลายๆรูปแบบ ที่จะทวงอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาให้ประชาชนได้ตัดสินใหม่ ในขณะเดียวกันโครงสร้างไหนที่เป็นปัญหาก็ต้องได้รับการแก้ไข คงไม่จำเป็นต้องรื้อทิ้ง สร้างใหม่ที่คล้ายเดิมอีก ประชาธิปไตยของไทยก็จะล้มลุกคุกคลานไปเรื่อยๆแทนที่จะหาแนวทางแก้ไขตามระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ทั้งเสียงส่วนใหญ่และส่วนน้อยที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะต้องเข้าไปค้ำจุนประชาธิปไตยแทนการใช้อำนาจจากปากกระบอกปืนเข้าไปค้ำยันความเป็นประชาธิปไตย เพราะที่มาก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญก็เริ่มต้นจาก ปทัสถานเบื้องต้น (basic norm) ที่ไม่บริสุทธ์แต่เริ่มแรก ปทัสถาน (norm) อื่นๆที่ตามมาย่อมไม่สามารถบริสุทธิได้เช่นกัน (ตามแนวคิดของ Kelsen)

2. การกระจายอำนาจคืออะไร มีความแตกต่างจากการแบ่งอำนาจหรือไม่ อย่างไร และการกระจายอำนาจมีความสำคัญอย่างไรต่อการจัดการปกครองท้องถิ่น จงอธิบาย โดยยกตัวอย่างการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันประกอบให้เห็นชัดเจน
ตอบ
การกระจายอำนาจ หรือที่เรียกว่า Decentralization เป็นการกระจายอำนาจของรัฐจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ในหมวดการปกครองท้องถิ่น รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ท้องถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได้ ย่อมมีสิทธิได้รับจัดตั้งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องทำเท่าที่จำเป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ต้องเป็นไปเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชนฺ์ของประเทศเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ จะกระทบถึงสาระสำคัญแห่งหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มิได้
สรุปการกระจายอำนาจ เป็นการโอนทั้งงาน เงิน และ คนเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการบริหารเองภายใต้ พรบ.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และส่วนกลางสามารถกำกับดูแลได้ภายในกรอบที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นไม่สามารถใช้ดุลพินิจหรือความเหมาะสมมาควบคุมการบริหารงานของท้องถิ่นได้การแบ่งอำนาจหรือที่เรียกว่า De-concentration เป็นการแบ่งอำนาจจากส่วนกลางเพื่อให้ส่วนภูมิภาคทำงานได้สะดวกและรวดเร็วประหยัดเวลาและตรงตามความต้องการส่วนภูมิภาคหรือท้องถิ่นนั้น โดยส่วนกลางยังคงมีหน้าที่ควบคุมดูแลหรือบัคับบัญชาตามกฎกระทรวง พรบ.หรือกฎหมายปกครองอื่นๆฯลฯ (ขยายความต่อเอา สรุปแต่ความแตกต่าง)

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2548

1. การเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างไร การมีรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจาการเลือกตั้งเพียงพอหรือไม่ที่จะกล่าวว่าระบอบการเมืองนั้นเป็นประชาธิปไตยและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์ 48) สามารถแสดงหรือบ่งชี้ “พัฒนาการ” ของการเมืองไทยได้หรือไม่ ในลักษณะใด จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ (ดูแนวต่อข้อ 2 หน้า 9 ข้อสอบปี 2547)
2. ประชาสังคมคืออะไร ประชาสังคมมีบทบาทหรือสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยอย่างไร และขอให้วิเคราะห์ภาคประชาสังคมของไทยว่ามีสถานภาพ บทบาท และความสามารถในการช่วยเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร ทั้งจุดแข็งจะอ่อน พร้อมยกตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจน
ตอบ (ดูแนวตอบข้อ 3 หน้า 10 ข้อสอบปี 2547)
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2548

1. การเมืองการปกครองของไทยภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จงอภิปราย และยกตัวอย่างประกอบตามสมควร
ตอบ (ดูแนวตอบข้อ1 หน้า 19 ข้อสอบปี 2548)
2. การกระจายอำนาจ คือ อะไร มีความแตกต่างจากการแบ่งอำนาจหรือไม่อย่างไร และการกระจายอำนาจมีความสำคัญอย่างไรต่อการจัดการปกครองท้องถิ่น จงอธิบาย โดยยกตัวอย่างการปกครองท้องถิ่นของไทยปัจจุบันประกอบให้เห็นชัดเจน
ตอบ (ดูแนวตอบข้อ 2 หน้า 21 ข้อสอบปี 2548)

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน (ครั้งที่ 1)
วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2548

1. รัฐธรรมนูญกับระบอบประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ในความเห็นของท่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองบ้าง มีส่วนส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย หรือไม่ ลักษณะใด จงอภิปราย และ ยกตัวอย่างประกอบให้เป็นที่เข้าใจ
ตอบ
รัฐธรรมนูญเป็นปทัสฐานทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีกลไกการควบคุมการจำกัดอำนาจรัฐ และการแบ่งแยกอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการอย่างชัดเจน
ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ใช้การตัดสินเรื่องของสาธารณะ หรือประโยชน์ของสาธารณะด้วยเสียงข้างมากเช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใครได้รับคะแนนเสียงมากก็เป็นผู้ชนะ การออกเสียงลงคะแนนในการรับรองกฎหมายในสภา การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ล้วนอาศัยการใช้หลักการเสียงข้างมาก
ระบบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องมีกติกาในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยมีกฎหมายเบื้องต้นหรือรัฐธรรมนูญ ที่มีปฏิสัมพันธ์ในการรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนและให้รัฐบาลบริหารงานได้ภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้รัฐบาลมีอำนาจที่จำกัดเท่าทีจำเป็นมีการถ่วงดุลอำนาจเพื่อไม่ให้รัฐไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นับได้ว่ามีส่วนส่งเสริมประชาธิปไตยของไทยอย่างมากตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ดูเจตนารมของ รธน. หน้า 6) คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎหมายอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญที่เป็นกรอบกติกาขององค์กรทางการเมืองและเป็นปัจจัยเร่งเร้าใก้เกิดการปกครองของท้องถิ่นเอง เพราะท้องถิ่น/ชุมชน รู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง จึงใกล้เคียงกับการปกครองของประชาชนมากที่สุด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้ อปท. เป็นนิติบุคคลที่เกิดจากรัฐ (Creation by State) ตามกฎหมายมหาชน, ท้องถิ่นปกครองตนเอง ในระบอบประชาธิปไตย (Local democracy), มีอิสระในการบริหาร งาน เงิน และคน (Local Autonomy), และให้บริการสาธารณะ (Public Services) แก่ประชาชน ตัวอย่างของการมีการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น อบต. หรือ อบจ. และ สภาบริหาร ทำใท้องถิ่น/ชุมชน สามารถเลือกคนที่มีแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นของตนได้ตามที่ต้องการมากกว่าการเลือก ส.ส. เพราะ ส.ส. มีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่บริหารทำให้ประชาชนมีและใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้อย่างอิสระ
ในความคิดของ นศ. เห็นว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของไทย ที่ยังไม่สมารถกระจายอำนาจอื่นๆ เช่น นิติบัญญัติ การคลัง ลงไปได้ หรืออย่างเต็มรูปแบบเนื่องจากความพร้อมของบุคคลากร และกลไกในการกำกับดูแลที่โปร่งใส ดังนั้นการกระจายอำนาจ จึงต้องมีการพัฒนาบุคคลกรอย่างจริงจังให้พร้อมที่จะมีรูปแบบการบริหารได้หลายรูปแบบเมือนในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น ระบบผู้จัดการ ระบบคณะกรรมการ หรืออื่นๆที่ท้องถิ่นนั้นๆเห็นว่าเหมาะสม ต.ย.การให้การศึกษา โดยส่งเสริมให้โรงเรียนมีการจัดรูปแบบการเลือกตั้งภายในโรงเรียน ในรุปแบบเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งทั่วไปโดยมีอาสาสมัครขององค์กรท้องถิ่นหรือ อปท.ช่วยสนับสนุน และประเมินผลเป็นระยะมีการเชิญ คณะนักเรียนไปเข้าร่วมฟังการประชุมจริงของสภาบริหารเป็นต้น ซึ่งในท้องถิ่นหลายแห่งในประเทศอังกฤษได้จัดทำและสามารถเรียนรู้ได้จาก Websites ต่างๆ เป็นต้น
อุปสรรค สำคัญ คือ การพัฒนา และ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในท้องถิ่นเอง เพราะผู้นำท้องถิ่นเองก็ยังขาดความรู้ความสามารถ และ ความเข้าใจ และ วิสัยทรรศน์ ในการบริหารจัดการท้องถิ่น และ การ บริการสาธารณะ รวมทั้งประชาชนท้องถิ่นเองก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจใน ระบอบ ประชาธิไตย ตลอดจนพัฒนาการ และ พลวัตร ของประชาธิปไตยสมัยใหม่
ข้อเสนอแนะ ในการให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ เพื่อสร้งการมีส่วนร่วมของประชาชน ในระดับท้องถิ่น ต้องให้ท้องถิ่นมีการเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และ การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการปลูกฝังระบอบการปกครองประชาธิปไตย และ การมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นของตนเอง ผ่านระบบการศึกษา ในระดับ มัธยม ต้นและ ปลาย รวมทั้ง ให้มีส่วนใน การทำงานของ สภา
ต.ย. การให้ความรู้ และ การศึกษาของ รัฐบาลท้องถิ่น ของ England และ Wales โดย สภาแขวง ( District Council) ของ East Hampshire ได้ ช่วย สภาเขต(County Council) ในการให้ความรู้แก่ประชาชนท้องถิ่นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยจัดให้มีการ สอนใน โรงเรียน มัธยมตอนต้น และ ตอนปลาย เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยจัดสอน หลักการ ออกเสียงลงคะแนน(voting), การจัดการเลือกตั้ง (running a ballot), การจัดหากล่องเลือกตั้ง (supply box) ตลอดจน เครื่องมือประทับตรา บทบาทภารกิจของการเลือกตั้ง (electoral role) และ กล่องเลือกตั้ง (ballot box) เป็นต้น
อีก ตัวอย่างหนึ่งคือ การจัดตั้งสภารุ่นเยาว์ หรือ Youth Parliament ของ West Sussex County โดยให้ คณะของ Adults Cabinet ไปเยี่ยม และ มีการ ประชุมกับ Youth Cabinet เดือนละครั้ง ขณะเดียว กันก็มีตารางให้ Youth member ไปร่วมวางแผน และ แสดงความคิดเห็น โดยการประชุมร่วมกัน กับ Adults member เป็นต้น
2. ขอให้ท่านอธิบายแนวความคิดเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปในนานาอารยประเทศพอสังเขป หลังจากนั้นขอให้ท่านวิเคราะห์และวิจารณ์แนวความคิดดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติอยู่ในประเทศไทยสมัยปัจจุบันนี้ว่ามีลักษณะอย่างไรและการกระจายอำนาจในลักษณะดังกล่าวมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย หรือไม่ ขอให้อภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยยกตัวอย่างประกอบให้เป็นที่เข้าใจด้วย
ตอบ
การกระจายอำนาจสูท้องถิ่นเป็นการส่งเสริมประชาธิไตยในด้านสิทธิเสรีภาพและการมอบอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถจัดการดูแลท้องถิ่นเองตามบทบัญญัติของกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งอาจมีโครงสร้างภายนอกที่แต่งต่างกันไป ที่เป็นระบบรัฐเดี่ยว (Unitary state system) เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศและไทยเป็นต้น ที่เป็นสหพันธรัฐ (Federal state system) เช่นสหรัฐฯ โครงสร้างภายในก็อาจแตกต่างกัน รวมทั้งความสัมพันธ์กับชุมชนที่มีพื้นฐานต่างกัน เช่น ฝรั่งเศสมีพื้นบษนชุมชนจากศาสนา การยุบรวมองค์กรปกครองท้องถิ่นเข้าด้วยกันจึงทำได้อยาก ส่วนญี่ปุ่นแม้มีการปกครองท้องถิ่นที่แข็งแรงแต่ญี่ปุ่นก็มีการยุบรวมกันได้ง่ายกว่าฝรั่งเศสโดยรัฐบาลมีแรงจูงใจต่างๆๆเช่นในด้านการสนับสนุนงบประมาณ
ประเทศไทย ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น และ เกาหลี(ใต้) แม้เป็นประเทศที่มีการปกครองในระบบประชาธิปไตย แต่มีรูปแบบการปกครองแบบรัฐเดี่ยว (Unitary system) คือ คือรัฐที่รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง หรือมีผู้ใช้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งเดิมเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) ต้องปรับไปเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory democracy) รวมทั้งการนำแนวความคิดของประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) มาปรับใช้กับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ เช่น ปรับใช้กับระบบการถอดถอนผู้แทน ระบบเสนอกฎหมายโดยประชาชน การลงมติ ฯลฯ นอกจากนี้อิทธิพลของกระแสความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neo -liberalism) ซึ่งเป็นกระแสที่มีเป้าหมายต้องการละทอนบทบาทของรัฐ ลดขนาดกำลังคนของภาครัฐ รวมทั้งต้องการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของระบบราชการ โดยส่งเสริมให้ภาคสังคม ภาคประชาชน องค์กรเอกชน องค์กรมหาชน รวมทั้งองค์กรที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นด้วยกัน เข้ามามีบทบาทและมีอำนาจหน้าที่แทน
ตัวอย่าง การทำ ประชามติ (Referendum) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของประชาธิปไตยทางตรง มาใช้ในการ ออกเสียงลงคะแนน รับรองรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ คือการปรับแนวประชาธิปไตยทางตรง มาใช้ในเรื่องสำคัญๆเช่น การ ออกเสียงลงคะแนน (voting) ของประชาชนในการ รับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใหม่ๆ, รัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไข ก่อนการประกาศใช้จริง
ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่สำคัญอันหนึ่งคือ การลงประชามติ เมื่อ ๖ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๗๘ ในมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย หรือCalifornia's Proposition 13 ( Article 13 A ของรัฐธรรมนูญมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย) เกี่ยวกับ การจำกัดการขึ้น ภาษี สินทรัพย์ที่ดิน (limited property tax) ได้ไม่เกิน ๑% ของมูลค่าสินทรัพย์ จนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญของมลรัฐ ตามคำสั่งของ ศาลสูงของสหรัฐอเมริกา
ส่วนประเทศไทย รัฐธรรมนูญ 2540 การกระจายอำนาจของไทย ที่สำคัญที่ถือเป็นการกระจายอำนาจตามหลักสากล คือ การกระจายอำนาจการปกครองให้แก่ท้องถิ่นประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐-และ การปรับปรุงแก้ไข ในการกระจายอำนาจทางการคลัง การมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น ตลอดจนความมีอิสระในขอบเขต (Autonomy) ในการปกครองตนเองของท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน ครั้งที่ 1
วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2548


1. ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ระดับปริญาโทในโครงการ MPE ทำให้นักศึกษาเข้าใจสถานการณ์ / ปัญหาของสังคมไทยมากขึ้นหรือไม่อย่างไร ขอให้ยกแง่มุมความรู้ที่ชัดเจน 3 เรื่อง พร้อมทั้งยกตัวอย่างประเด็นปัญหาประกอบอย่างเป็นรูปธรรม
ตอบ
จากความรู้ที่ได้เรียนมาในระดับปริญญาโท MPE ในสาขาการเมืองการปกครอง ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าใจสถานการร์/ปัญหาของสังคมไทย มากขึ้นอย่างไรนั้น ขอแยกมุมมองออกเป็น 3 มิติ (Dimensions)
1) มิติทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ พรรคการเมือง และ การเลือกตั้งทั่วไป
2) มิติทางการปกครอง ซึ่งเป็นแนวทางของเสรีประชาธิปไตย โดยเฉพาะในองค์ประกอบหรือปัจจัย (Elements) ทางด้านการกระจายอำนาจ (Decentralization)การปกครองสู่ท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญ 2540 (หมวด 9) หรือ 2550 (หมวด 14) และ การแบ่งอำนาจ (De-concentration) การปกครองจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค เป็นต้น
3) มิติภาคประชาสังคม ( Civil Society) คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบของการเมืองภาคประชาชน การร่วมกลุ่มของ ชุมชน/ท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ แห่งสาธารณะ
ทางด้านการเมือง รัฐธรรมนูญ ถือเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัย (Element) ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญ เป็น ปทัสถานเบื้องต้น (Basic norm) ในการให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จำกัดอำนาจของรัฐให้รัฐมีอำนาจเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ มีกลไกควบคุมอำนาจรัฐให้มีการใช้อำนาจอย่างสมดุล (Check & Balance) ทั้งอำนาจ นิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจทางการเมือง
พรรคการเมือง เป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยทางการเมืองที่เกิดจากกลุ่มคนที่มีแนวคิด (Concept) อุดมการณ์ (Ideology) เดียวกันมารวมกันเพื่อเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชนในการตรากฎหมาย หรือ บริหารงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน การเลือตั้งเป็นปัจจัยสำคัญในด้านการใช้สิทธิเสรีภาพโดยตรงของประชาชนในระบอบเสรีประชาธิปไตยในการเลือกผู้ไปทำหน้าที่แทนประชาชนที่ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องทำมาหากินและประชาชนมีจำนวนมาก
ด้านการปกครอง รัฐในระบอบการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยควรปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพตามความปรารถนาของเขาเองมากที่สุด รัฐไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องเกินความจำเป็น ดังนั้นอำนาจการปกครองจึงควรกระจายลงไปยัง ท้องถิ่น/ชุมชน ให้มากที่สุด ถ้าท้องถิ่น/ชุมชนใดมีความพร้อมความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆภายในท้องถิ่นของตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณะสุข การบริการประชาชนอื่นๆ ฯลฯ ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นตาม พระราชบัญญัติกำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 รวมทั้งกฎหมายอื่นๆเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญที่เป็นกรอบกติกาขององค์กรทางการเมืองและเป็นปัจจัยเร่งเร้าใก้เกิดการปกครองของท้องถิ่นเอง เพราะท้องถิ่น/ชุมชน รู้ปัญหาของตัวเองดีกว่าส่วนกลาง จึงใกล้เคียงกับการปกครองของประชาชนมากที่สุด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทำให้ อปท. เป็นนิติบุคคลที่เกิดจากรัฐ (Creation by State) ตามกฎหมายมหาชน, ท้องถิ่นปกครองตนเอง ในระบอบประชาธิปไตย (Local democracy), มีอิสระในการบริหาร งาน เงิน และคน (Local Autonomy), และให้บริการสาธารณะ (Public Services) แก่ประชาชน ตัวอย่างของการมีการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่น อบต. หรือ อบจ. และ สภาบริหาร ทำใท้องถิ่น/ชุมชน สามารถเลือกคนที่มีแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นของตนได้ตามที่ต้องการ
ด้านประชาสังคม (Civil Society) เป็นการรวมกลุ่มของชุมชนในท้องที่หรือข้ามกลุ่มเพื่อการสาธารณะหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมสาธารณะ
ประชาสังคม (Civil Society) หรือสังคมประชา แล้วแต่จะเรียก ถือว่าเป็นองค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญหนึ่งของประชาธิปไตยในช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ที่มีทั้งระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ และ คอมมิวนิสต์เกิดขึ้น ซึ่งต้องการดึงเอาสถาบันทางสังคมทั้หมดเข้าสู่การควบคุมของรัฐ แนวคิดประชาสังคมมองได้ ๒ มุมมองคือ
๓. ขอบเขตของอำนาจรัฐควรมีจำกัดเพื่อที่จะป้องกันมิให้รัฐเข้าควบคุมกิจการทางสังคมทั้งหมด หรือเข้าแทรกแซงในทุกส่วนของชีวิต หรือ ดูดซับการริเริ่ม และความสามารถทั้งหมดของสังคม
๔. เป็นการสนับสนุนให้มีศูนย์การจัดองค์กรกันเองอย่างเป็นอิสระหลายๆ ศูนย์สังคมเพื่อที่ผู้คนจะได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนในการแก้ปัญหาต่างๆของตนเอง
ประชาสังคมเป็นช่องทางในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของปวงชนและในการผลักดันรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งยังเป็นผู้ป้องกันการแทรกแซงเข้ามาของรัฐในกิจการของสังคมด้วย เช่น การเดินขบวนของกลุ่มพันธมิตรในการขับไล่ รัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลต่อๆมาของพรรคเพลังประชาชน และ การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงต่อการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก็ล้วนเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละกลุ่ม ตามความปรารถนา และเหตุผลของกลุ่มตน
การแสดงออกของประชาสังคมแม้จะสร้างปัญหาให้กับประเทศในแง่ภาพพจน์ สร้างปัญหาเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อต่างชาติ เช่น กรณีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และ สนามบินนานาชาติสุวรรภูมิ แต่ก็เป็นเรื่องของประชาสังคม หรือ การเมืองภาคประชาชน ที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ในสภาก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการผลักดันรัฐบาลนอกสภา ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่ผิดกฎหมายและละเมิดบ้าง ก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่ก็เป็นการแสดงให้ทั้งทหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์อธิปัตย์ได้เห็นการพัฒนาของการเมืองภาคประชาชน และประชาสังคมของทั้งสองฝ่ายว่าประชาธิปไตยของไทยปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง เสียงข้างมาก หรือการถกเถียงกันในรัฐสภาเท่านั้น มิติของพื้นที่ประชาสังคมและการเมืองภาคประชาชนเริ่มเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นและพยายามจำกัดอำนาจรัฐ ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลของการดำเนินการบริหารของรัฐบาลต่อสาธารณะมากขึ้น คือประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะมี Extra-legality แทรกซ้อนเข้ามาก็ต้องย่อมรับว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยแบบไทยจากระบบตัวแทนไปเป็นระบบตัวแทนที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็เป็นการพัฒนาประชาธิปไตยในรูปแบบหนึ่ง ตราบเท่าที่เรายังสามารถควบคุมความรุนแรงไม่ให้ขยายวงเกินไปแบบ 14 ตุลาคม 2516 , 6 ตุลาคม 2519และ พฤษภาทมิฬ 2535
ข้อดีของประชาสังคมคือ ความเป็นอิสระของระบบเศรษฐกิจ สื่อสารมวลชนที่เป็นอิสระ เครือข่ายสาธารณะต่างๆ ทำให้อาณาบริเวณ หรือพื้นที่ของประชาสังคมมีนัยสำคัญในการปกป้องและเกื้อหนุนประชาธิปไตย การปกป้องสิทธิและเสรีภาพของกลุ่ม เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมวิชาชีพ กลุ่มสตรี องค์กรสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
ข้อเสียเนื่องจากแต่ละกลุ่มมีความต้องการที่แตกต่างกัน และวิธีการที่แตกต่างกันถ้าผู้นำไม่สามารถควบคุมขบวนการ[4](Movement) ได้ดีอาจจะเกิดความสูญเสียที่คาดไม่ถึง หรือนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในขณะหนึ่ง รวมทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นต้นทุน (cost) ตัวหนึ่งของการลงทุนในระบอบเสรีประชาธิปไตย ที่ผลลัพธ์หรือ Outcome ที่เป็นอนาคตทางอุดมการณ์ที่เป็นอุดมคติ (ตอนสอบไปขยายความต่อ หรือปรับให้เข้ากับประเด็นคำถาม)

2. จินตภาพของการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมการเมืองในรูปแบบรัฐประชาชาติ (Nation – state) ถูกตั้งข้อสังเกตุและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามันดูจะทันสมัยในบริบทปัจจุบัน ท่านคิดว่ามีปัจจัยหรือกระแสอะไรบ้างที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามเช่นนี้
ตอบ (ไม่ได้ทำคิดว่าไม่น่าออก)
การสอบประมวลวิชาข้อเขียน ครั้งที่ 2/2548
วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549

1. ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ระดับปริญาโทในโครงการ MPE โดยเฉพาะแนวคิดและทฤษฎีมาอธิบายปรากฎการณ์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่าย และปรากฏการณ์ทางการเมืองดังกล่าวมีบทบาท และผลกระทบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร อธิบายและยกตัวอย่างอย่างเป็นรูปธรรม
ตอบ ตามแนวข้อ 1 หน้า 26-29 และ เน้นประเด็นพันธมิตร และปฏิสัมพันธ์ของรัฐบาล ดร.ทักษิณ กับภาคประชาชน กลุ่มเสื้อเหลือง)
2. การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง เหตุผลสำคัญคือ ประเด็นจริยธรรมและความชอบธรรม ขอให้ท่านอธิบายว่าจริยธรรมคืออะไร มีความสำคัญทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไร และการให้นายกลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลทางจริยธรรมท่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ให้เหตุผลและตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ตอบ (ด้านจริยธรรม ไม่ดู ตัดทิ้งเลือกทำข้ออื่น เป็นนามธรรม (Abstract) เกินไป)

การสอบประมวลวิชาข้อเขียน ครั้งที่ 2/2548
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2549

1. *****สภาวะวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้น ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ นักศึกษาคิดว่าเป็นเพราะข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และควรแก้ปัญหาด้วยการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ควรแก้ไขประเด็นใดบ้าง ถ้าปัญหานี้ไม่เกี่ยวหรือไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ นักศึกษาคิดว่าควรแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีใด โปรดแสดงควมคิดเห็น
ตอบ
แนวตอบในสภสวะวิกฤตทางการเมือง ของประเทศไทย คงต้องมองหลายมิติ
1) มิติของรัฐธรรมนูญเอง กลไกการควบคุมอำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจ (Check & Balance) นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
2) มิติประชาสังคม (Civic Society) การมีส่วนร่วมของประชาชน
(ไปขยายความเอา พูดมามากแล้วในมิติพวกนี้ ไปหาปัจจัยและองค์ประกอบอื่นเพิ่มเติ่ม) ที่ผ่านมาวิกฤตของประเทศไทยจากมิติของรัฐธรรมนูญเกิดจาก การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of powers) ตามแนวคิดของ มองเตสกิเออร์ (Montesquieu) (นักปรัชญา ชาวฝรั่งเศส ศตวรรษที่18th) ถูกอำนาจบริหารครอบงำต่ออำนาจอื่น จึงทำให้กลไกการทำงานของตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามหน้าที่ของมัน คือขาดประสิทธิภาพจนถึงขนาดไม่ สามารถทำหน้าที่ (Function) ได้
การแก้รัฐธรรมนูญก็คงต้องดูที่ปัญหาเป็นตั้ง เช่น อำนจาจบริหารครอบงำอำนาจอื่นๆ ระบบการตรวจสอบก็ถูกครอบงำ เราต้องการแก้ปัญหาอะไร อะไรคือตัวปัญหา คุณทักษิณหรือ? หรือปรากฎการณ์ที่เกิดจากคุณทักษิณ ถ้าเป็นคนอื่นละ? โครงสร้างการเลือตั้งมีส่วนที่ทำให้เกิดวิกฤตหรือไม่ หรือมีช่องว่างหรือส่งเสริมให้กลไกอำนาจถูกแทรกแซงได้ง่ายหรือไม่ ประชาสังคม แข็งแรงพอที่จะเลือกแนวทางของตัวเองตามเหตุผลของท้องถิ่น/ชุมชน หรือไม่ ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ควรได้รับการศึกษา วิเคราะห์
ในแนวคิดของ นศ. เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ด้านหมวด สิทธิเสรีภาพของ ประชาชน น่าจะไม่มีปัญหาต้องแก้ไขอะไร เพียงแต่ถ้าจะทำให้ดีขึ้นก็คือการเขียนให้ชัดเจนมากขึ้น ใหมวดของการกระจายอำนาจก็ไม่ใช่ตัวปัญหาของวิกฤต เพียงแต่เขียนให้ชัดเจนและเพิ่มการกระจายอำนาจบางเรื่องที่ท้องถิ่นมีความพร้อมให้มากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจการคลัง
ประเด็นที่น่าจะมีปัญหามากคือประเด็นการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญจะมาจากระบบเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบอบเสรีประชาธิปไตย ตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป การลงคะแนนเสียงในสภา และกิจ กรรมอื่นๆทางการเมือง ระบบการเลือกตั้งควรจะเป็นแบบ ออสเตรเลีย หรือฝรั่งเศส เพราะระบบเสียงข้างมากแบบง่าย เป็นการละเลยเสียงข้างน้อยส่วนมากได้ ตัวอย่าง พรรค ก ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนเสียง 40% พรรค ข 30% พรรค ค 20% พรรค ง 10% พรรค ข ค และ ง แพ้การเลือกตั้งเป็นเสียงข้างน้อยแต่รวมแล้วเป็นส่วนมาก 60% ถึงแม้จะมีระบบสัดส่วน (Proportion) ในปัจจุบัน แต่นักศึกษายังมองว่าไม่เป็นเสียงข้างมากที่แท้จริง อย่าคิดว่าประชาชนโง่ จะสับสนกับรูปแบบของการเลือกตั้ง อย่าตัดสินแทนประชาชน ประชาชนไม่ได้โง่และไม่เคยโง่ เพียงแต่ไม่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ผู้ที่คิดว่าฉลาดต้องคิดขบวนการที่ทำให้ประชาชนเขาใจเรื่องยากด้วยวิธีการอธิบายที่เข้าใจง่าย อย่าคิดแก้ปัญหาอะไรแบบง่ายๆเพราะเราก็จะได้สิ่งง่ายที่เป็นปัญหาใหม่ต่อไป
ประเด็นต่อมาคือการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อให้ทำหน้าที่ประมุขของฝ่ายบริหารของรัฐบาล โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ เช่นเดิม เพื่อแยกอำนาจ บริหารออกจาก นิติบัญญัติอย่างเด็ดขาด
สุดท้ายให้มีการ เพิกถอน (Recall) นัการเมืองโดยตรงได้เหมือนการเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนในเขตนั้นๆสามารถเข้าชื่อเพิกถอน นักการเมืองในเขตเลือกตั้งของเขาได้ นักการเมืองจะเกรงใจประชาชนเจ้าของเสียงมากกว่า และทำให้ประชาชนควบคุมนักการเมืองได้
สรุปว่าถ้าเราไม่แก้ปัญหา จากต้นเหตุของปัญหา และ ไม่อยู่บนพื้นฐานว่าเสีรีประชาธิปไตยคืออะไร ถ้าการแก้ไขไม่อยู่ในกรอบของมัน เช่นในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีข้อดีในแง่ของสิทธิและเสรีภาพที่เพิ่มและชัดเจนมาขึ้น แต่การเพิ่มกลไกและอำนาจอื่นๆในรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นให้กับองค์กรอื่นๆในรัฐธรรมนูญ เมื่อมุ่งแก้ไขเฉพาะอำนาจบริหารที่ครอบงำอำนาจ นิติบัญญัติ และ ตุลาการ แต่อำนาจใหม่ที่เพิ่มให้แก่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะกลายเป็นอำนาจที่คุมไม่ได้ในอนาคต เพราะที่มา และสถานที่อยู่ ไม่ควรจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ จึงมีความคิดเห็นว่ากลไกอำนาจในรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นปัญหาด้านการพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต และ จะกลายเป็นทรราชขององค์กรตามรัฐธรรมนูญแทน ทรราชเสียงข้างมาก การคัดเลือกคนโดยใช้หลักคนดีมีจริยธรรมเป็นนามธรรม (Abstract) ที่ไม่ใช้ประชาธิปไตยเป็นปทัสถาน (Norm) คนกลุ่มหนึ่งที่ให้คำจำกัดความว่านี่คือความดีนี่คือจริยธรรมที่นักการเมืองไทยควรมีควรเป็น (นศ.เห็นด้วยกับนักการเมืองที่มีความดีแลจริยธรรม) แต่สิ่งที่สังคมกลุ่มหนึ่งกำหนดขึ้นมา และ ให้ยัดเยียดประชาชนต้องยอมรับคงไม่ใช่เสรีประชิปไตยที่ปัจเจกจะรับได้ แม้ประชาธิปไตยจะยังมาไม่ถึง แต่ประเทศไทยก็ควรคำนึงถึงปทัสถานของเสรีประชาธิปไตย แม้แต่ในสายตาของโลกประชาธิปไตยจะจัดประเทศไทยเป็นเพียงประเทศที่มีการปกครองใน ระบอบการปกครองแบบผสม (Mixed Regime) ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพราะประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตย
2. การกระจายอำนาจมีความสัมพันธ์อย่างไรกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โปรดวิเคราะห์ความก้าวหน้าในการกระจายอำนาจของไทยพร้อมกับความหมายที่มีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ตอบ (ดูแนวการตอบข้อ 8 หน้า 7 และข้อทีถามเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น)
การสอบประมวลวิชาข้อเขียน
ครั้งที่ 1/2549
วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2549

1. รัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญดังกล่าวจะมีส่วนส่งเสริม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศหนึงๆได้หรือไม่ ในลักษณะใดจงอธิบาย
ประเด็นคำถาม : จงอธิบาย
1. รัฐธรรมนูญคืออะไร
2. รัฐธรรมนูญมีส่วนส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งๆได้หรือไม่ และในลักษณะใด
ตอบ (ดูข้อรัฐธรรมนูญ)
2. การปกครองท้องถิ่นคืออะไร การปกครองท้องถิ่นดังกล่าวนั้นจะมีส่วนส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งๆได้หรือไม่ในลักษณะใด จงอธิบาย
ประเด็นคำถาม : จงอธิบาย
1. การปกครองท้องถิ่นคืออะไร
2. การปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนส่งเสริม หรือ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศหนึ่งๆได้หรือไม่ และ ในลักษณะใด
ตอบ (ดูข้อการปกรองท้องถิ่น)
วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2549
1. การเปลี่ยนแปลงททางการเมืองหลายประการที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2006 นี้ อธิบายหรือทำความเข้าใจได้โดยความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตยหรือแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่อย่างไร
2. ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คววรมีการพิจารณาในประเด็นการเมืองภาคประชาชนหรือไม่อย่างไร และควรมีการรับรองแง่มุมที่เกี่ยวกับการดำเนินการทางการเมืองของภาคประชาชานอย่างไร
การสอบวิชาประมวล ข้อเขียน
ข้อสอบครังที่ 2/2549
วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2550
1. การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ทำให้ท่านเข้าใจถึงพัฒนาการของการเมืองไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างไร โปรดอภิปรายเพื่อมุ่งแสดงให้เห็นว่า ท่านมีความสามารถในการวิเคราะห์ และมีความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตย
ประเด็นคำถาม
a. วิเคราะห์ ความเข้าใจ อภิปราย ถึงพัฒนาการของการเมืองไทยภายใต้ระบอบประช่ธิปไตย เนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างไร
ตอบ
การรัฐประหาร 19-กันยายน 2549 ถือว่าเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ คงพอจะพูดได้ว่าทุกการรัฐประหารเป็นการล้มล้าง รัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นปทัสถานเบื้องต้น (Basic norm) ของกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและจำกัดอำนาจรัฐโดยใช้กลไกให้อำนาจทั้งสามคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการสมดุลกัน
การรัฐประหารเป็นการหยุดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนลงตราบเท่าที่ยังไม่ได้รัฐธรรมนูญคืนมา กล่าวคือการพัฒนาการของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็หยุดลง การรัฐประหารก็ทำให้ภาคประชาชนได้เรียนรู้แม้จะมีบางส่วนที่ชื่นชม แต่ก็ได้เรียนรู้ผลกระทบของเศรษฐกิจ การไม่ยอมรับของต่างประเทศในโลกประชาธิปไตย (เหมือนข้ออื่นที่ตอบมาแล้ว)
2. *****อะไรคือบทบาทของภาคสังคม ท่านคิดว่าในปัจจุบันภาคประชาสังคมมีบทบาทในการเมืองไทยมากน้อยเพียงใด และท่านคิดว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องสงเสริมบทบาทภาคประชาสังคมให้มากยิ่งขึ้น หากจำเป็นท่านจะส่งเสริมอย่างไร
a. อะไรคือบทบาทของภาคสังคม
b. บทบาทของภาคประชาสังคมในการเมืองไทย มีมากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน
c. มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องส่งเสริมบทบาทภาคประชาสังคมให้มากขึ้น
d. หากจำเป็นในข้อ c. จะส่งเสริมอย่างไร
ตอบ (แนวตามข้อ 3 หน้า 10)
แต่สรุปว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน หรือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนแบบหนึ่งในระบอบการปกครองเสรประชาธิปไตย
เริ่มมีมากขึ้นหลังรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ทั้งสองส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในการชุมนุม การรวมกลุ่ม การแสดงออกที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
มีความจำเป็นอย่างมากในการส่งเสริมบทบาทภาคสังคม เพราะสังคมเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นมาจากปัจเจกที่มีความต้องการ และ รู้ในความต้องการ และ เหตุผลของตนเองและรวมกันเป็นความต้องการร่วมกันของ ท้องถิ่น/ชุมชน และสังคมนั้นๆ เพื่อสะท้อนให้ภาครัฐได้รับทราบ และส่งเสริมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพโดยรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น
ตัวอย่างเช่น การชุมนุมของเสื้อเหลือง และ เสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมอื่นๆ เป็นความขัดแย้งจริงของสังคมที่ต้องยอมรับ และให้เกิดขึ้นได้ เพราะในระบอบเสรีประชาธิปไตย ปัจเจกและกลุ่มสังคมย่อมมีความปรารถนา แตกต่างกันไปตามเหตุผลของปัเจกหรือกลุ่มสังคมนั้นๆ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเหตุผลของกลุ่มนั้นๆจะถูกต้อง) และประโยชน์สาธารณะจะเป็นตัวตัดสินได้ในภายหลัง เมื่อความจริงปรากฎ และประชาชนได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง รัฐมีหน้าที่เพียงใช้กลไกของรัฐในการสนับสนุนส่งเสริม และกำกับ ควบคุม ไม่ให้เกิดการละเมิด หรือทำร้ายกัน
ในความเห็นของ นศ. ควรส่งเสริมภาคประชาสังคม (Civil Society) ให้มากขึ้นในรูปแบบต่างๆ เช่นชุมชนแท็กซี่ พันธมิตรเสื้อเหลือง นปก. ฯลฯ มีพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกแม้หลายกลุ่มมีแนวคิด (concept) และปทัสถาน (Norm) ที่แตกต่างกัน แต่อยู่ในกรอบของเสรีประชาธิปไตยเดียวกัน เมื่อประชาชนได้เรียนรู้ เห็นตัวอย่าง ประชาธิปไตยจะสามารถเดินได้ด้วยตัวของมันเองจากภาคประชาชน เพราะเสรีประชาธิปไตย ที่ใช้ระบบตัวแทนจากการเลือกตั้งเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของหลายปัจัยในหลายๆมิติของระบอบประชาธิปไตย
เริ่มเวลา 09:30 -12:30 น.
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550
1. รัฐธรรมนูญกับระบอบประชาธิปไตย มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร ในความคิดเป็นของท่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ถูกยกเลิกไปมีประเด็นหลักอะไรบ้างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคค์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และขอให้ท่านมีข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขประเด็นเหล่านั้นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จงอธิบาย และ อภิปรายให้เห็นเหตุผล รวมยกตัวอย่างประกอบอย่างชัดเจน
ประเด็นคำถาม
a. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรมนูญ กับ ระบอบประชาธิปไตย
b. ประเด็นหลักของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย
c. ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาในข้อ b. ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
d. ให้ นศ. อธิบาย และ อภิปราย ให้เหตุผล และยกตัวอย่าง ประกอบ ให้ชัดเจน
ตอบ
๑. ก่อนที่จะทราบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยควรทำความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยคืออะไร โดยเฉพาะในแนวคิดของไทย
รัฐธรรมนูญ คือ/เป็นปทัสถานเบื้องต้น (Basic Norm) ของกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และจำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจ เช่นผู้ปกครอง หรือ รัฐบาล จึงมักถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ที่มาจากความต้องการของประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก และสร้างกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจมาละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งการกระจายอำนาจลงไปสู่ประชาชนให้มากที่สุด
ระบอบประชาธิปไตย หรือเสรีประชาธิปไตย คือ/เป็น ระบอบการปกครองที่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อต้องตัดสินใจผลประโยชน์ร่วม ปัญหา ข้อขัดแย้ง สาธารณะจะใช้เสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ อาจเป็นการลงคะแนนโดยตรง หรือโดยอ้อมโดยผ่านตัวแทน ขึ้นอยู่กับประเภทของผลประโยชน์ ปัญหาและความถี่ของการตัดสินใจ เช่น การเลือกตั้งทั่วไป 4-ปีครั้งประชาชนต้องใช้สิทธิโดยตรง การบริหารตามนโยบาย และการออกกฎหมาย ต้องผ่านระบบ ตัวแทน เพราะบางอย่างเป็นเรื่องเทคนิค ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ และใช้เวลามากที่ประชาชนต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ
จะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตราบเท่าที่ไม่มีการละเมิด หรือทำร้ายปัจเจกบุคคลหรือประชาชนด้วยกัน ปัจเจกชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพ ในความปรารถนาหรือความต้องการที่แตกต่างกัน และตัดสินปัญหาด้วยเหตุและผลของตนเองอย่างเสรี แต่การตัดสินหรือเหตุผลเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป จึงจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นปทัสถานที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในกรอบของสังคมนั้นๆ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการตัดสินปัญหาข้อขัดแย้งด้วยเสียงข้างมาก เพื่อป้องกันเผด็จการเสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญจึงต้องมีกลไกในการ ถ่วงดุลอำนาจ ตามหลัการของ มองเตสกิเออร์ (Montesquieu) เรื่องการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) คือ อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ และรัฐธรรมนูญต้องควบคุมให้รัฐมีอำนาจเท่าที่จำเป็น ต้องมีกลไกและองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
สรุปว่ารัฐธรรมนูญเป็น ซอพท์แวร์ ที่ออกแบบ ให้ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาธิปไตยก็เหมือนคอมพิวเตอร์จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ซอพท์แวร์ และผู้ใช้ ซอฟแวร์คือรัฐธรรมนูญและผู้ใช้คือประชาชน(ทำแทนโดยรัฐาล)
๒. รัฐธรรนูญฉบับที่ 16 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 เป็นนัยของการใช้ รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการแยกกลไกให้เป็นอิสระแยกจากกันระหว่างกลไกฝ่ายที่ใช้อำนาจ ฝ่ายที่ตรวจสอบอำนาจ และฝ่ายที่กำกับอำนาจและเรียกร้องสิทธิ
อย่างไรก็ตามการนำใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ผ่านมาเกือบ 9 ปี (ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ก็พบว่าฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นความเข้มแข็งบนความอ่อนแอของอำนาจอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ เช่นองค์กรตามรัฐธรรรมนูญ อำนาจนิติบัญญัติ และ ตุลาการ ประชาธิปไตยในช่วงหลังของรัฐธรรมนูญ 2540 จึงเป็นช่วงที่กลไกอำนาจรัฐไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และ ฝ่ายบริหารครอบงำอำนาจอื่นได้ (Dominance) ซึ่งทำให้เกิดเป็นทรราชเสียงข้างมากขึ้นในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนไทย การอ้างเสียงข้างมากอย่างเดียวอาจไม่ใช่ความเป็นเสรีประชาธิปไตย ประการแรกการเลือกตั้งของไทยเป็นการเลือกตั้งแบบง่าย ผู้ได้เสียงข้างมากคือผู้ชนะ แต่อาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากร จึงไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นเสียงข้างมากที่แท้จริง
แนวคิดในการแก้ปัญหารัฐธรรมนูญ 2540 คือต้องกลับมาที่ปัญหา และตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้อำนาจบริหารเข้าสู่สมดุล อำนาจอื่นๆไม่ถูกแทรกแซง และสามารถสร้างดุลอำนาจได้ ไม่ใช่ทำให้อำนาจบริหารอ่อนแอ หรือเพิ่มอำนาจใหม่ที่ไม่ได้มาจากประชาชนเข้าไป เพื่อถ่วงดุลกับอำนาจบริหารที่คิดว่ามีปัญหา ถ้าเรามีความเชื่อในแนวคิดเสรีประชาธิปไตย เพราะจะทำให้ประชาธิปไตยบิดเบี้ยว (Distortion) ไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของมัน ที่อำนาจไม่ได้มาจากประชาชน ตัวรัฐธรรมนูญเองมันมีความแปดเปื้อนอยู่มากแล้ว (ตามแนวคิดของ Schmitt) การแก้ปัญหาซึ่งนักศึกษามีความเห็นจากการมองปัญหา และ การแก้ปัญหา ส่วนวิธีการว่าจะทำอย่างไรคงไม่ใช่ข้อเสนอแนะในที่นี้
ดังนั้นการข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาคือ
1) เปลี่ยนวีธีการเลือกตั้งใหม่ อาจใช้แบบออสเตรเลีย หรือ ฝรั่งเศส อย่ามองว่าประชาชนในระบบประชาธิปไตยไทย “โง่” จะสับสน ประชาชนเรียนรู้ได้ เพียงแต่ผู้ที่คิดว่าฉลาดจะทำอย่างไรให้ประชาชนธรรมดาเข้าใจได้ง่าย
2) โดยใช้ระบบการ เพิกถอน (Recall) น่าจะเป็นแนวทางประชาธิปไตยหนึ่ง ให้ประชาชนมีสิทธิในการ เพิกถอน ก็เหมือนการเข้าเรียน MPE ธรรมศาสตร์ก่อนเข้าเรียนได้คะแนนเท่าไร ขณะเรียนหรือ ก่อนออกก็น่าจะมีการตรวจสอบอีกครั้ง ในเมื่อหลักการคืออำนาจเป็นของประชาชน เมื่อเลือกไปแล้ว โดยประชาชนก็ถอดถอนโดยประชาชน ส่วนการให้หน่วยงานที่มาจากการแต่งตั้ง มีหน้าที่ถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้เสรีประชาธิปไตยผิดเพี้ยนทั้งทางแนวคิด (Concept) และปทัสถาน (Norm) เพราะแนวคิดที่ว่าการคัดเลือกคนดีมีจริยธรรรม มาถอดถอดคนไม่ดี มันเป็นนามธรรม (abstract) บนแนวคิดและปทัสถานของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และขัดต่อหลักเสรีประชาธิปไตย ความดีเลวและจริยธรรมของแต่ละสังคมแตกต่างกัน ศาสนา ความดี เป็นเรื่องของปัจเจก ไม่ใช่เรื่องของสาธารณะ
3) ให้ประชาชนได้เรียนรู้ประชาธิปไตย ไม่ใช่การยัดเยียดประชาธิปไตย เรียนเพื่อรู้ ไม่ใช่เรียนพอรู้ว่านี่คือประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญไทยเพิ่ง 77 ปี แมกนากาต้า (Magna Carta) ของ อังกกฤษ กว่า 790 ปี (ค.ศ. 1215) ไทยยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ต้องยอมรับโลกเขามองเราอย่างนั้น เราเป็นเพียง ระบบผสม (Mixed Regime) เหมือนสิงคโปร์ แต่เป็นดอกบัวที่พ้นน้ำ มีดวงตาเห็นธรรมที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ ถ้าเราเชื่อในระบอบเสรีประชาธิปไตยก็ต้องเชื่อประเทศประชาธิปไตยที่มองเรา เราเพียงแต่พยายามจะเป็นเสรีประชาธิปไตย แต่ยังไม่เป็น เราเป็นระบบการปกครองแบบผสม อย่าเพิ่งดีใจหรือเข้าใจผิด ประชาธิปไตยของไทยยังมาไม่ถึงครับ
ถ้าเราถือว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็น ซอฟท์แวร์ (Software) ที่ดีตัวหนึ่งที่รัฐธรรมนูญไทยเคยมมาแต่มี จุดบกพร่อง (Bug) ก็ควรกำจัด จุดบกพร่องนั้น ออกจาก ซอพแวร์ ไม่จำเป็นต้องทำลายเพื่อสร้าง ซอฟแวร์ตัวใหม่ กำจัด Bug เพิ่มความสามารถอื่นๆ (Features) ออกเป็น Version 2540/1 ก็ได้
2. แนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอให้แก้ จุดบกพร่องดังกล่าว โดยต้องไม่ลืมว่าเป็นการแก้เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่ใช่แก้ไปแล้วเป็นการทำลายประชาธิปไตย โดยอ้างว่าประชาชนยังโง่อยู่ ประชาชนไม่เคย โง่ แต่ขาดโอกาสและมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แม้จะได้รับโอกาสแล้ว การไปถึงเส้นชัยย่อมไม่เท่ากัน ช้า เร็ว ต่างกัน เพียงแต่ต้องพยายามให้ได้ค่าเฉลี่ย ที่สูงขึ้นเรื่อยๆในความเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตยของไทยก็จะมาถึง แม้ประชาธิปไตยของไทยจะยังมาไม่ถึง

2. การกระจายอำนาจสู่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญต่อการปกครองประชาธิปไตยอย่างไร จงอธิบายให้ชัดเจน หลังจากนั้นขอให้ท่านประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองท้องถิ่นไทยหลังรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 ว่าเป็นไปในลักษณะใด สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นหรือไม่อย่างไร และท่านมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบการปกครองท้องถิ่นอย่างไร อภิปรายให้เหตุผล ยกตัวอย่างชัดเจน
ประเด็นคำถาม
1. อธิบายให้ชัดเจนถึง ความสำคัญต่อการปกครองประชาธิปไตย เนื่องจากการกระจายอำนาจสู่ อปท.
2. ประเมินการเปลี่ยนแปลง อปท. หลัง รธน. 2540 ว่า
a. เป็นไปในลักษณะใด
b. สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจหรือไม่ อย่างไร
c. ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบการปกครองท้องถิ่น
d. ให้ น.ศ. อภิปราย ให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ
ก่อนที่จะเข้าใจว่าการกระจายอำนาจสู่องค์การปกครองท้องถิ่นมีความสำคัญต่อการปกครองระบอบปะชาธิปไตยอย่างไร ต้องเข้าใจก่อนว่าการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตยหรือเรียกสั้นๆว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยประชาชน ดังนั้นสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐควรมีอำนาจที่จำกัดและมีกลไกควบคุมการใช้อำนาจเท่าที่จำเป็นและไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นปทัสถานเบื้องต้นในการกำหนดกรอบกติกาดังกล่าว ในรัฐธรรมที่ผ่านมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนก่อนการมีรัฐธรรมนูญ 2540 ประเทศไทยอยู่ภายใต้การการปกครองของอำมาตยาธิปไตย อำนาจนิยมจากเผด็จการทหาร และ กึ่งประชาธิปไตย สมัย พลเอกเปรม เป็นเวลานานและละเลยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นนัยของการใช้ รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้สามารถเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการแยกกลไกให้เป็นอิสระแยกจากกันระหว่างกลไกฝ่ายที่ใช้อำนาจ ฝ่ายที่ตรวจสอบอำนาจ และฝ่ายที่กำกับอำนาจและเรียกร้องสิทธิ และการกระจายอำนาย การปกครองส่วนท้องถิ่น .นหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญ
เจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกแนวทางของท้องถิ่น/ชุมชน ในการพัฒนาชุมชนตามที่ต้องการ เพราะชุมชน หรือท้องถิ่นจะรู้ความต้องการของเขาเองบนเหตุและผลของชุมชนเอง การกระจายอำนาจจึงเป็นสิ่งสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นให้ท้องถิ่นทำงานของเขาเอง ที่เคยเป็นของสวนกลางหรือภูมิภาค ให้บุคลากร และเงิน สนับสนุนให้การกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริงและมีประสิทธิภาพ รัฐก็จะมีขนาดเล็กลงท้องถิ่นก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถดูแลผลประโยชน์สาธารณะของเขาเองได้
รัฐธรรมนูญ 2540 มีบทบัญญัติและส่งเสริมการกระจายอำนาจได้เหมาะสมกว่ารัฐธรรมนูญอื่นๆเพียงแต่ยังไม่สารถกระจาย อำนาจทางการคลังให้ได้ เนื่องจากความไม่พร้อมของการบริหาร และบุคคลากรของท้องถิ่นเองด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา 10 กว่าปีการกระจายอำนาจสู้ท้องถิ่นก็ถือเป็นการพัฒนาการกระจายอำนาจในแนวทางที่ถูกต้อง



เริ่ม 09:30 น. สิ้นสุดเวลา 12:30
[1] กระบวนการ คือ กระบวน, ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบและค่อยเป็นค่อยไปสู่ผลอีกอย่างหนึ่ง ขบวนการ คือกลุ่มบุคคลที่รวมการะทำการใดการหนึ่ง
[2] บริบท (Context) คำแวดล้อมเพื่อช่วยให้เข้าใจความหมาย คำอรรถาธิบาย 1) the words that come just before and after a word, phrase or statement and help you to understand its meaning. 2) the situation in which sth happens and that helps you to understand it.
[3] GDP = C+I+G+ (X-M)
[4] กระบวนการ คือ กระบวน, ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบและค่อยเป็นค่อยไปสู่ผลอีกอย่างหนึ่ง ขบวนการ คือกลุ่มบุคคลที่รวมการะทำการใดการหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น