อุดมการณ์ทางการเมือง- เสรีนิยม
1. อุดมการณ์ทางการเมือง
ตามพจนานุกรม อุดมการณ์ หมายถึง อุดมคติอันสูงส่ง ที่มนุษย์ตั้งไว้ เพื่อปฏิบบัติการไปสู่จดมุ่งหมายนั้น ในทางการเมืองจึงเป็นความเชื่อ ทางอุดมคติว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ เช่น อุดมการณ์ประชาธปไตย, อุดมการณ์เสรีนิยม, อุดมการณ์สังคมนิยม
2. อุดมการณ์ประชาธิปไตย
เป็นอุดมการณ์ที่เคารพการตัดสินใจของหมู่คณะ โดยยึดถือว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีผลกระทบต่อกลุ่มในฐานองค์รวม และสมาชิกเหล่านั้นมีสิทธิเท่าเทียมกันในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ คือเป็อุดมการณ์ที่ประกอบด้วย 2 หลักการคือ การตัดสินใจของหมู่คณะภายใต้การควบคุมของปวงประชา และ หลักการของสิทธิเสมอภาคในการดำเนินการควบคุม การวัดความเป็นประชาธิปไตยจึงขึ้นอยู่กับว่าหลักการทั้งสองได้รับการเคารพยึดถือเพียวใดในการตัดสินใจของกลุ่มหรือสมคมนั้น (ดร. วีระ สมบูรณ์)
รัฐเป็นสมาคมที่ครอบคุมผู้คนมากที่สุด ดำรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะกำกับกิจการต่างๆ ของสังคม ประชาธิปไตยในระดับรัฐจึงมีความสำคัญมาก
อุดมการณ์ทางงการเมืองของประชาธิปไตย
· ความเสมอภาคในความเป็นพลเมือง ประชาธิปไตยมุ่งสู่การปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน “แต่ละคนถูกนับเป็นหนึ่ง และไม่มีใครถูกนับให้เป็นมากกว่าหนึ่ง”
· การสนองความต้องการของมวลชน ระบอบประชาธิปไตยมีโอกาสมากกว่าการปกครองแบบอื่นๆ ในอันที่จะสนองความต้องการของประชาชนคนธรรมดา
· พหุนิยมและการประนีประนอม คือมีการอภิปรายโต้ตอบที่เปิดเผย ประชาธิปไตยตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าสังคมมีความหลากหลายและความเป็นพหุ อีกทั้งพลเมืองมีความเท่าเทียมกัน
· การประกันเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การปรึกษาหารืออย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลได้พัฒนาตนเอง
· การฟื้นฟูสังคม คือสามารถเลิกล้มนโยบาย ถอดถอนนักการเมืองที่ล้มเหลวกรือเมื่อพ้นสมัย
ประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยแบบเธนส์ พลเมืองเข้าร่วมด้วยตนเองในข้อตัดสินใจที่สำคัญของสังคม (ประชาธิปไตยทางตรง) เนื่องจากประชาชนมีจำนวนน้อยและมีเวลาว่างจากความรับผิดชอบอื่นๆ ในขณะที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนในปัจจุบันเป็นไปโดยอ้อม กล่าวคือ พลเมืองถูกแยกออกจากกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและรัฐสภาไปอย่างน้อยหนึ่งขั้น ในปัจจุบันเนื่องจากประชาชนมีจำนวนมากและไม่มีเวลา จึงทกำได้เพียงเข้าไปมีส่วนทำการตัดสินใจโดยตรงในระดับชาติในการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ และการตดสินใจในระดับท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
3. องค์ประกอบหลักๆของระบอบประชาธิปไตยทีสำคัญมี 4 องค์ประกอบ
1) การเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม
2) การปกครองที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ และสนองต่อการปรึกษาหารือ และรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
3) สิทธิเสรีภาพของพลเมืองและทางการเมือง-สิทธิในการแสดงออก การรวมตัวกันทางการเมือง สังคมประชา (Civil Society) หรือปัจเจกบุคคลต้องได้รับการประกันสิทธิ
4) สังคมประชาธิปไตย
4. อุดมการณ์เสรีนิยม
เป็นอุดมการณ์ที่มีความเชื่อเรื่อง ความเป็นปัจเจก[1] (Individual) ซึ่งเป็นหน่วยหลักของสังคมที่มีเสรีภาพ/อิสระ มีเหตุผล (reason) ในการตัดสินใจของตัวเอง (ไม่ได้หมาความว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง) มีเสรีภาพ (Liberty) ที่จะเลือกแนวทางหรือความคิดของตัวเอง อย่างอิสระ (Freedom) แต่เสรีภาพก็ต้องมีขีดจำกัดที่ต้องไม่ละเมิดผู้อื่น หรือเป็นอันอันตรายต่อผู้อื่น เชื่อว่าอุดมการณ์เสรีนิยม สังคมจะได้ประโยน์ จากผลผลิตและความคิดที่ดีของแต่ละปัจเจกบุคคล เสรนิยมต้องการความเสมอภาค (Equality) ในด้านสิทธิทางการเมืองและความเป็นพลเมือง (Equal Political and Civil Rights), ความเสมอภาคเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย (Equal before[2] the Law), ความเสมอภาคในเรื่องโอกาส (Equal of[3] Opportunity) คือสมาชิกของสังคมหรือประชาชนของรัฐ ต้องได้รับโอกาสหรือการพัฒนาศักยภาพที่เท่าเทียมกัน (แต่ขึ้นอยู่กับ ความสามารถ ความขยันและปัจจัยประกอบของปัจเจกชน ในจุดเริ่มต้น) นอกจากสิ่งที่ปัจเจกในอุดมการณ์เสีรีนิยมต้องการแล้ว อุดมการณ์เสรีนิยม ต้องการ ความอดทน ความอดกลั้น (Toleration) ของปัจเจก ในการยอมรับความแตกต่าง และหลากหลายในทางวัฒนธรรม ศีลธรรม และการเมือง, เปิดให้คนได้ใช้ความคิดอย่างเสรี แม้จะไม่เห็นด้วย, อย่าตัดสินทางด้านศีลธรรม (Moral neutrality) ต้องเป็นกลาง, อดทนอดกลั้นต่อความเห็น การกระทำของผู้อื่น ตราบที่ไม่มีการละเมิ และเป็นอันตรายต่อผู้อื่น
5. เสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นการเชื่อมโยงอุดมการณ์ประชาธิปไตย กับ อุดมการณ์เสรีนิยม หรือเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยในปัจจุบัน
รัฐตะวันตกหลายรัฐมีความเป็นเสรีนิยมมาก่อนที่จะเป็นประชาธิปไตย กล่าวคือระบอบการปกครองแบบมีรัฐธรรมนูญเสรีนิยมก่อนที่จะยอมให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ใหญ่ทุกคนโดยทั่วไป
ประชาธิปไตย (เสรีนิยม) มีอุดมการณ์หรือเชื่อว่า
· อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน (People Sovereignty) คือ อำนาจเกิดจากปัจเจก ขึ้นไปหาผู้ปกครอง
· รัฐมีหน้าที่ อำนวยความสะดวกให้ ประชาชน (Liberal State) ไม่ให้ปัเจกละเมิดซึ่งกันและกัน คือรัฐต้องเป็นกลาง
· รัฐไม่น่าไว้วางใจ รัฐอาจละเมิดเสรีภาพของปัจเจกเอง ดังนั้นเสรีประชาธิปไตย ต้องการจำกัดอำนาจรัฐ ด้วยกรอบกติกา หรือ กฎหมาย (Constitutional Government) เพื่อจำกัด รัฐบาล (Limited Government)
เพื่อให้เป็นไปตามอุดมการณ์ของเสรีประชาธิปไตย จึงต้องมีการออกแบบระบบการเมือง โดยมีกรอบใหญ่คือ รัฐธรรมนูญ เป็นตัวกำหนด ขอบข่ายอำนาจของรัฐและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยอาศัยหลักการแบ่งแยกอำนาจของ มองเตสกิเออร์ ออกเป็น 3 ฝ่ายคือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ เพื่อถ่วงดูลอำนาจกันเอง และ รัฐควรมีอำนาน้อยที่สุดตามความจำเป็น
· ประชาชน หรือปัจเจกบุคคล สามารถใช้อำนาจของตนเองได้ โดยผ่านรูปแบบประชาธิปไตยทางอ้อมและ ระบบตัวแทน (Indirect and Representative form of Democracy) โดยตัวแทนต้องมาจากการเลือกตั้ง และ การรแข่งขัน (Competition and Electoral Choice)
นักคิดในศตวรรษที่ 18 หลายคนก็ไม่ไว้วางใจ ประชาธิปไตย ว่ามันมีอันตรายในตัวมันเอง เพราะหลักการประชาธิปไตย อาศัยเสียงข้างมากเป็นที่ตั้ง แต่เสียงข้างมากไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป เสียงข้างน้อยอาจเป็นเสียงที่ถูกต้องกว่า ดังนั้นเสียงข้างมากจะกลายเป็นการใช้กฎหมู่ไป เสรีประชาธิปไตยจึงต้องคำนึงถึงเสียงข้างน้อย
· เสรีปธิปไตย ประชาชนต้องเป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเครื่องมือของระบบนายทุน เพราะถ้าไม่มีอิสระก็อาจไม่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่ปัจเจกปรารถนาได้ ต้องพึ่งพานายทุนและถ้าเป็นผู้นำที่เฉียวฉลาดก็สามารถดึงดูด คนยากจน โดยการให้ทรัพย์สิน และความช่วยเหลือ
6. เสรีนิยมกับประชาธิปไตย
ความพยายามที่จะสร้างประชาธิปไตย โดยปราศจากเสรีนิยมจะนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นวิธีการในการประกันว่าประชาชนจะมีอิทธิพลต่อรัฐบาลและควบคุมรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการปกครองโดยหลักนิติธรรมและการแบ่งแยกอำนาจก็เป็นหลักประกัน มีเงื่อนไขในเชิงขั้นตอนการปฏิบัติที่จำเป็นไว้ตีกรอบรัฐบาลเพื่อที่ประชาชนจะควบคุมรัฐบาลได้อย่างเป็นผล
7. ระเศรษฐกิจการตลาดเสรีกับประชาธิปไตย
ระบบตลาดถือหลักว่าบุคคลเป็นผู้ที่รู้ถึงผลประโยชน์ของเขาดีที่สุด จึงสามารถรับผิดชอบเลือกเองได้ ไม่จำเป็นต้องได้รับความอุปถัมภ์ค้ำจุนจากผู้อื่น นอกจากนี้ระบบตลาดยังตีกรอบจำกัดอำนาจของรัฐโดยการกระจายอำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ ข้อเสียของระบบตลาดเสรีคือจะมีช่วงการเติบโตและวิกฤต ในช่วงวกฤตประชาชนประสบภาวะบาก นอกจากนี้ระบบตลาดยังปฏิบบัติต่อแรงงานเหมือนเป็นเพียงสินค้า เพราะขึ้นกับกลไกอุปสงค์อุปทาน นับเป็นแนวปฏิบัติที่ขัดกับคุณค่าซึ่งสถานภาพการเป็นพลเมืองมอบให้แก่ปัจเจกบุคคล การดำเนินเศรษฐกิจการค้าแบบเสรี ได้ทำให้เห็นความจำเป็นทีจะมีรัฐบาลอำนาจนิยมเพื่อควบคุมอาการไม่พอใจของมหาชน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ได้พยายามทำให้ประชาธิปไตยเข้ากับระบบเศรษฐกิจการตลาดมากขึ้นโดยรัฐเข้ากำกับและแทรกแซงในระบบเศราฐกิจในระบบที่มากทีเดียว ด้วยวิธีการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและการสร้างระบบสวัสดิการเพื่อที่จะปกป้องผู้ที่ถูกกระทบมากทีสุดจากความผันแปรของระบบตลาด
[1] เฉพาะตน เฉพาะผู้เดียว เฉพาะข้อหนึ่งๆ
[2] Before ในที่นี้แปลว่า ภายใต้อิทธิพลของ หรือ ภายใต้ กฎหมาย
[3] Of แปลว่า ในเรื่อง โดยเกี่ยวกับ โอกาส
สรุปย่อ นักปรัชญาทางการเมือง เบื้องต้น
นักปรัชญาทางการเมือง (Political Philosophers) จะตั้งคำถามเกี่ยวกับ ปัจเจก (individual), ชุมชน (communities), สังคม (society), กฎหมาย (law), อำนาจทางการเมือง (Political Power), รัฐ (State) และ ความสัมพันธ์ทั้งหมดของมัน ( how they are relate)[1] เช่น
· เป็นไปได้หรือไม่ หรือ เราปราถนาให้ มนุษย์ ทุกคนเหมือนกัน “really like”
· สังคม (society) คือ อะไร? มันมีอะไรที่มากว่าการอยู่รวมกันของ คน (people) ?
· รัฐ คืออะไร? รัฐ คือสิ่งที่ สร้างขึ้นมา (artificial construct) หรือ เกิดและวิวัฒนาการเองตามธรรมชาติ (naturally evolved)
· รัฐ ควรให้อิสระ กับพลเมืองแต่ละคนได้ ไหม และ อย่างไร ? มีเหตุผลทางศีลธรรม (moral reasons) อะไรที่ดี ที่จะทำให้ พลเมืองของ รัฐ ยินดีเชื่อฟังคำสั่งของ รัฐ? นอกจากนี้ รัฐต้องมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ อย่างไร รัฐจึงจะมีสิทธิในการถลงโทษ พลเมืองที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของรัฐ ได้ ?
· ประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่ รัฐบาล มอบให้ พลเมือง หรือไม่ ?
· รัฐควรจะส่งเสริม ให้ ประชาชนมีความเท่าเทียกันทางเศรษฐกิจ หรือ ไม่ และ อย่างไร ? ถ้าควร รัฐสามารถ ก้าวก่าย (interfere) กับ ทรัพย์สิน ส่วนตัวของ ประชาชน ได้ หรือ ไม่ และ อย่างไร ?
ซึ่งเป็นคำถาม เบื้อง ต้น ตั้งแต่ เรื่องของ ปัจเจก สังคม กฎหมาย อำนาจของรัฐ รัฐ และ ความสัมพันธ์ของมัน[2]
๑. สมัยกรีก
ก. โสเครติส เชื่อว่า การปกครองแบบอภิชนาธิปไตย เป็นการปกครองที่ดีที่สุด เพราะการปกครองโดยมีปัญญา และ คุณธรรม และ ถูกประหารชีวิตจากคำสอนของเขาเอง
ข. เพลโต (Plato) เกิดที่นครเอเธนส์ ถือว่าเป็นทั้ง เพื่อน และ ลูกศิษย์ ของ โสเครติส คือมีอายุต่างกัน ๔๐ ปี และตั้งสำนักศึกษาปรัชญาชื่อว่า Academy เชื่อว่ารัฐที่ปกครองโดยคนๆเดียวและกฎหมาย เป็นรัฐที่ดีทีสุด
ค. อริสโตเติล (Aristotle) เป็นชาวกรีก และ ไปศึกษาต่อที่ เธนส์ เป็นลูกศิษย์ของ เพลโต และ อริสโตเติลได้ตั้งสำนักปรัชญา ขึ้นที่ เอเธนส์ ชื่อ ลิ เชี่ยม (Lycium) อริสโตเติล เชื่อว่า รัฐที่ดีทีสุดต้องมีการผสมผสานกัน ระหว่ง ประชาธิปไตย และ คณาธิปไตย ที่เรียกว่า มัชฌิมาธปไตย หรือ ประชาธิปไตยสายกลาง
๒. สมัยศตวรรษที่ ๑๗-๑๘
ก. โธมัส ฮ็อบบส์ (Thomas Hobbes, 1588-1679)[3]
เป็นชาวอังกฤษ มีชีวิตอยู่ในช่วงแรกของประวัติศาสตร์อังกฤษสมัยใหม่และเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุด ๒ เหตุการณ์ คือเกิดสงครามกลางเมืองในอังกฤษ (1642-1648) และ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนิยมกษัตริย์ (Monarchism) (และ กษัตริย์) กับ ฝ่ายสภา (Parliament) โดยฝ่ายแรกต้องการคงอำนาจกษัตริย์แบบดังเดิมไว้ ส่วนฝ่ายหลังต้องการเพิ่มอำนาจให้แก่รัฐสภา
แนวคิด
แนวคิดของ ฮ็อบบส์ อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย กล่าวคือ ปฏิเสธ เทวสิทธิ์ของกษัตริย์ และ ปฏิเสธทฤษีประชาธิปไตยยุคแรก
ฮ็อบบส์ เชื่อว่าอำนาจและการเชื่อฟังทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนตัวของสมาชิกในสังคม ที่เท่าเทียมกัน ไม่มีใครสามารถมีอำนาจควบคุมใคร ดังนั้นทฤษฎีทางการเมืองของฮ็อบบส์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานเรื่องภาวะธรรมชาติ (State of Nature) แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ เกี่ยวกับ อัตตา (Ego) ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจของมนุษย์ และ ส่วนของทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract)[ แต่ขณะเดียวกัน ฮ็อบบส์ เห็นว่า กษัตริย์ ซึ่ง ฮ็อบบส์ เรียกว่า องค์อธิปัติย์ (Sovereign) ต้องมีอำนาจสัมบูรณ์ (absolute power) หากจะให้สังคมอยู่รอด][4]
ฮ็อบบส์มองว่าโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จำเป็นต้องเห็นแก่ตัว มนุษย์ทุกคนไขว่คว้าแต่สิงที่ตนเห็นว่าดีที่สุดสำหรับตน ดังนั้นมนุษย์จึงถูกดึงเข้าสิ่งที่ปราถนา (Desire) คือ อำนาจและฐานะ ความปราถนา เป็นตัวขับ (driver) ที่จะทำให้มนุษย์มี อำนาจ และ ฐานะ มากขึ้น ฮ็อบบส์ มองว่า แม้แต่ผู้ใหญ่ดูแลเด็ก ก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะผู้ใหญ่ต้องการการเชื่อฟัง ฮ็อบบส์ เชื่อว่า มนุษย์ เห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติ แต่มนุษย์มีเหตุผล เพื่อให้ตัวเองได้สิ่งที่ต้องการ จากสมมุติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติ ฮ็อบบส์ สรุปว่ามนุษย์ จึงเลือกยอมจำนนต่ออำนาจของผู้มีอำนาจสูงสุดเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ในประชาสังคม (Civil Social) ซึ่งจะนำไปสู่ผลประโยชน์แห่งตน[5] เนื่องจากทรัพยากรทางธรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด และ ทุกคนก็มีความปราถนา เช่นกัน การแย่งชิง และ สงครามย่อม ย่อมเกิดขึ้นได้ จากแรงขับเคลื่อน ที่เป็นความปราถนา ดังนั้นภาวะสงครามจึงเป็นภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นภาวะทีสิ้นหวัง แต่ ฮ็อบบส์มองว่ามนุษย์มีเหตุผล (ในการหารประโยชน์ใส่ตัว) จึงมองทางออกคือต้องหนีธรรมชาติ และ สร้างประชาสังคม ขึ้น โดยอาศัยกฎแห่งธรรมชาติตามความเชื่อของฮ็อบบส์ คือ มนุษย์ทุกคนเต็มใจที่จะแสวงหาสันติเมื่อเห็นว่าคนอื่นยินดีทำเช่นเดียวกัน ขณะ เดียวกันก็คงสิทธิที่จะทำสงคราม เมื่อคนอื่นไม่แสวงหาสันติ ด้วยมนุษย์มีเหตุผล จึงคาดหวังที่จะสร้างสัญญาประชาคม เพื่อให้เกิดภาวะที่ดีกว่าภาวะธรรมชาติ โดยทุกคนต้องยินดีสละสิทธิ ในภาวะธรรมชาติ และ มอบอำนาจให้คนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งในการบังคับให้ทุกคนปฏิบัติตามสัญญา คือทุกคนตกลงที่จะอยู่ร่วมกันภายใต้กฎเดียวกัน โดยมีการสร้างกลไก ขึ้นมาบังคับใช้กับสัญญาประชาคม ซึ่งก็คือ คือองคอธิปัตย์[6] เมื่อมนุษย์ทำสัญญากัน สังคมก็อยู่รอด จึงขึ้นอยู่กับว่ามนุษยืจะเลือปฏิบัติตามสัญญา หรือ คืนไปสู่ธรรมชาติ ซึ่งฮ็อบบส์ เชื่อว่าไม่มีใครต้องการกลับสู่ภาวะธรรมชาต
ผลงาน
ผลงานการค้นคว้าทฤษฎีทางธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งก่อให้เกิดทัศนะเฉพาะ เกี่ยวกับศีลธรรมและการเมือง ซึ่งตีพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1651 คือ เลเวียธาน (Leviathan)
ข. จอห์น ล็อก (John Locke, 1632-1704)
จอห์น ล็อก เป็นนักปรัชญาชาว ในช่วง ศตวรรษที่ 17-18 ทีมีแนวคิดเรื่อง สัญญาประชาคม และ ใช้เครื่องมือภาวะธรรมชาติเช่นเดียวกับ ฮ็อบบส์ แต่ ใช้ด้วยเป้าหมายที่แตกต่างกันโดย สิ้นเชิง[7]
แนวคิด
ล็อก มองว่า ภาวะธรรมชาติเป็นสภาพโดยธรรมชาติของมนุษย์ เป็นภาวะที่สมบูรณ์ และ มนุษย์ มีเสรีภาพเต็มที่ที่จะดำเนินชีวิตตามที่ตนเห็นว่าเหมาะที่สุดสำหรับตน ดังนัน ล็อกเห็นว่ากฎแห่งธรรมชาติเป็นพื้นฐานของศีลธรรมทั้งปวง เป็นความเชื่อในพระเจ้าว่า ทุกคนล้วนเป็นประชากรของพระเจ้า เราไม่มีสิทธิเอาสิ่งของที่เป็นของพระองค์ไป เราถูกห้ามทำลายซึ่งกันและกัน ล็อก มองเรื่องทรัพย์สินว่า เป็นสิ่งที่เอกชนสร้างขึ้นมาโดยผสมแรงงานของตนเข้ากับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ชาวนา ไถดิน ปลูกข้าว ได้ข้าวมาเป็น อาหาร เขามีสิทธิในที่ดิน และ อาหารที่ผลิตได้ และ ในธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่มวลมนุษย์ แต่ละคนจึงเอาเกินกว่าส่วนที่ใช้ได้จนคนอื่นเกิดความไม่พอใจ
ผลงาน
“Two Treatises of Government – สองเรื่องของรัฐบาล” โดยเรื่องแรกเป็นการโต้แย้งในข้อเขียนของ นักทฤษฎีการเมืองของอังกฤษ (Robert Filmer: โรเบิร์ต ฟิลเมอร์) ที่สนับสนุนอำนาจสัมบูรณ์ของกษัตริย์ในเรื่อง “The Natural Power of Kings – อำนาจโดยธรรมชาติของราชา” ซึ่งกล่าวว่าอิทธพลทางการเมืองมาจากอิทธิพลทางศาสนา ซึ่งรู้จักกันในนามเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ ซึ่ง ล็อก เห็นว่าเป็นทฤษฎีที่ครอบงำในสมัยศตวรรษที่ สิบเจ็ด[8] และ เรื่องที่ สอง คือ Civil Government ซึ่งเป็นทัศนะของล็อกเอง ในเรื่อง รัฐบาลพลเรือน
ข้อเสนอเรื่องสัญญาประชาคมและสิทธิของพลเมืองที่จะขบถต่อกษัตริย์ ของ ล็อค มีผลต่อการปฏิวัติประชาธิปไตยในเวลาถัดมา โดยเฉพาะต่อ โธมัส เจฟเฟอสัน ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐ และ เหล่าผู้สร้างชาติสหรัฐ[9]
ค. ฌอง-ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau, 1712-1778)
เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศส ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) และ สุดท้ายต้องหนีไปอยู่ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นพลเมืองแห่ง เจนีวา หลังจากงาน ๒ ชิ้น (วาทะกรรมว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานของความไม่เสมอภาคในหมู่มวลมนษย์: Discourse on the Origin and Foundations of Inequality among Men) และ สัญญาประชาคม: The Social Contract) เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และ ถูกแบนในปารีส
แนวคิด
รูสโซ มีความเห็นต่อภาวะธรรมชาติต่างจาก ฮ็อบบส์ อย่างสิ้นเชิง
ผลงาน
๑. วาทะกรรมว่าด้วยวิทยาศาสตร์ และ ศิลปะ (Discourse on the Sciences and Arts) เป็นบทความที่ได้รับรางวัล สาระสำคัยของบทความชิ้นนี้คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และ ศิลปะนั้นไม่เป็นคุณต่อมนุษย์ชาติ แต่ก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางจริยะธรรม และ ศีลธรรม เพราะ ความก้าวหน้านั้นทำให้รัฐบาลทรงอำนาจมากขึ้น แต่ทำลายเสรีภาพของ ปัจเจกชน รูสโซ เห็นว่า ความก้าวหน้าทางวัตถุ บั่นทอนความจริงใจของมิตรภาพ แทนที่มิตรภาพด้วยความอิจฉาริษยา ความหวาดกลัว และ ความระแวงสงสัย ซึ่งบทความชิ้นนี้เป็นพื้นฐานของงานชิ้นที่สอง คือ “วาทะกรรมว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานของความไม่เสมอภาคในหมู่มวลมนุษย์ “ ในวาระต่อมา
๒. วาทะกรรมว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานของความไม่เสมอภาคในหมู่มวลมนุษย์ (Discourse on the Origin and Foundations of Inequality among Men) ไม่ได้รับรางวัล แต่มีผู้อ่านมากมาย และ ทำให้ รูสโซ ได้รับการยอมรับอย่างมาก สาระสำคัญของบทความชิ้นนี้ คือ มนุษย์ดีโดยธรรมชาติ แต่เสื่อมทรามเพราะสังคม อารยะ
๓. สัญญาประชาคม (The Social Contract) เป็นทฤษฎีการเมืองที่มีมานาน ที่มองว่า ศีลธรรม และ การเชื่อฟังทางการเมืองของบุคคลนั้นขึ้นกับสัญญาหรือข้อตกลง ระหว่างผู้ที่มาร่วมสร้างสังคมขึ้น คือมีมาแต่ สมัย โสเครตีส นักปรัชญา กรีก แต่ รูสโซได้เสนอให้สังคมมีทางเลือก[10] กล่าวคือ สังคมที่เกิดจากการจัดตั้งของพลเมืองและ ควบคุมโดยเจตจำนงค์ (General Will) รูสโซ มองว่าสัญญาประชาคม ประชาชนเป็น รัฐฐาธิปัตย์[11] โดย รูสโซ พิจารณาจาก ปัญา พลังทางสังคม เสรีภาพของบุคคล และการเชื่อฟังต่ออำนาจในสังคม
๓. สมัยศตวรรษที่ ๑๙
ก. Hans Kelsen ข. Carl Schmitt
[1] Robinson & Groves, Introductions: Political Philosophy. Icon Books Ltd. UK. Page 3
[2] ผู้สรุปย่อ เห็นว่าควรจะฝึกตั้งคำถาม และ ตอบ หรือ ถกเถียง กัน ระหว่างกลุ่ม นักศึกษา หลังจากได้ศึกษา แนว คิดของ นัก ปรัชญา หลายๆ ท่าน เช่น การวิพากษ์ “การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ด้วยปรัชญาการเมือง.” (นำ แนวคิด และ ปรัชญาการเมืองที่เรียนหรือศึกษามา มาประยุกต์ใช้) “ทำไมรัฐธรรมนูญจึงต้องร่างด้วยผู้มีประ สบการณ์?” “ ประเทศไทย เหมาะสำหรับ การปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย หรือไม่ ? ถ้าใช้ต้องแก้ไขอย่างไร ?ถ้าไม่ ? ควรเป็นประชาธิปไตยรูปแบบไหน ?
[3] วิภาดา กิตติโดวิท, สัญญษประชาคม : หลักแห่งสิทธิทางการเมือง, กรุงเทพฯ แซ็ด ออฟเซ็ท เพรส. น ๑๕-๑๙
[4] ผู้สรุปย่อ มองว่า ฮ้อบบศ์ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เกิดวิกฤต คือสงครามกลางเมืองของอังกฤษ และ วิกฤตการ รัฐสภา แม้จะมีแนวคิดทางภาวะธรรมชาติ แต่สภาวะความวุ่นวายขณะนั้น สังคมอังกฤษจะอยู่รอดได้ กษัตริย์ต้องมี อำนาจ อธิปัติย์ อย่างสัมบูรณ์
[5] ผู้สรุปย่อมองว่า สังคมการเมืองของไทยปัจจุบัน หลัง รัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ว่านักการเมือง และ นักวิชาการ หลายคน อยู่ในข้อสมมุติฐาน เกี่ยวกับธรรมชาติของ ฮ็อบบส์ ที่มี desire เป็น driver เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และ ฐานะ โดยยอมจำนนต่ออำนาจ (อำนาจอธิปัตย์ที่มีอยู่ขณะนั้น) เพื่อประโยชน์ที่ได้จากประชาสังคม (civil social)
[6] ผู้สรุปย่อมองว่า บทสนทนาของ มิลี่ยน เรื่องความยุติธรรม ในการที่ เอเธนส์ บุกมิเลียน ทั้งที่ มิเลียน แสวงหาสันติ ภาพ เช่นกัน เป็น ตัวอย่างตามกฎแห่งธรรมชาติ ของฮ็อบส์ แต่ ไม่ได้ทำตามกฎข้อที่ สอง
[7] วิภาดา กิตติโดวิท, สัญญษประชาคม : หลักแห่งสิทธิทางการเมือง, กรุงเทพฯ แซ็ด ออฟเซ็ท เพรส. น ๑๙-๒๒
[8] เรื่องเดียวกัน
[9] เรื่องเดียวกัน
[10] ในคำถามที่เกิด ในเรื่อง วาทะกรรมว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานของความไม่เสมอภาคระหว่างมวลมนุษย์
[11] เป็นมุมมองสังคมในแง่อุดมคติ
สรุปบรรยาย รุ่น ๑๖ วิชา ๖๒๔ กฎหมายมหาชนกับการเมืองการบริหารราชการ
ผู้ประสานวิชา ศาสตราจารย์ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์
อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (29-03-2008) :
หัวข้อ: กฎหมายมหาชน กับ การเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง และ การบริหารราชการ
ในทางนิติศาสตร์แบ่ง กฎหมายออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเรียกว่า กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับเอกชน และ กลุ่มที่สองเรียกว่ากฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับระหว่างหน่วยงานภาครัฐและ เอกชน ซึ่งวิธีคิด วิธีใช้ และ วิธีการตีความ ระหว่างกฎหมายทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน ต.ย. เช่น บรษัท AIS ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลของบริษัท แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาชนสามารถมาขอข้อมูลได้ตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ อยู่ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชน หรือ นักการเมืองเช่น ส.ส. ส.ว. ต้องแสดงทรัพย์สิน เมื่อเข้ารับตำแหน่ง แต่ผู้บริหารบริษัทไม่ต้องแสดงทรัพย์สิน เพราะใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน คือกฎหมาย มหาชน ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นสำคัญ และ กฎหมายเอกชน
กฎหมายมหาชนที่สำคัญ ๕ ที่ต้องศึกษาในวิชานี้ คือ
1. กฎหมาย วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
2. กฎหมาย ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
3. กฎหมาย ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
4. กฎหมาย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐
5. กฎหมาย จัดตั้งศาลปกครอง และ วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญ (๔) การปกครอง (การบริหารราชการ) คือ กฎหมาย๑,๒,๓, และ ๕ ของไทย ทั้งสิ้น
นักกฎหมาย หรือ ผู้เรียน กฎหมาย มหาชน ต้อง เรียนกฎหมายที่สำคัญ ๓ วิชาหลักๆ คือ
· วิชา รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญจะเกี่ยวข้องกับ สองเรื่องใหญ่คือ ๑. สิทธิและเสรีภาพของประชาชน (หรือ การเมืองของพลเมือง) ๒. กลไกในรัฐธรรมนูญ หรือ การเมืองของนักการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติ (สส.สว.)ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ฝ่ายบริหาร*(ครม. ) ทำหน้าที่บริหารงาน หรือ บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งประกอบด้วยคนสองกลุ่มคือ ฝ่ายการเมือง (กำหนดนโยบาย) และฝ่ายประจำ(ปฏิบัติตามนโยบาย) และ ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัยและชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมาย (ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม ศาลทหาร) องค์กรอิสระ
· วิชา กฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่เรียนเรื่องการปกครอง หรือการบริหารราชการ และ
· วิชา กฎหมาย การคลัง
* ฝ่ายบริหารแยกออกเป็น สองประเภทใหญ่ ฝ่ายการเมือง ซึ่งได้แก่ ครม. นายก รัฐมนตรี และ ฝ่ายประจำ คือ ข้าราชการ ตั้งแต่ ซี๑-ซี๑๑, พนง. รัฐวิสาหกิจ , ลูกจ้าง
ในทางกฎหมาย เรียกฝ่ายบริหาร ทางการเมือง ว่าเป็น การบริหารโดยแท้ การใช้อำนาจเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และ เรียกฝ่ายประจำว่าฝ่ายปกครอง ใช้อำนาจตามกฎหมาย พรบ. พรฎ. กฎกระทรวง เช่น นายกรัฐมนตรี มีอำนาจ แต่งตั้ง รมต.ปลดรัฐมนตรี ยุบสภา ได้ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ นักกฎหมายเรียกการกระทำดังกล่าวว่า การกระทำของรัฐบาล แต่ถ้าเป็นการใช้อำนาจของปลัดกระทรวง อธิบดี เป็นการใช้อำนาจปกครอง การกระทำในเชิงนโยบาย นักการเมืองรับผิดชอบทางการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ถ้าเป็นการกระทำทางปกครอง ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย คือถูกฟ้องได้ เช่น นายกรมต. ปลด รมต. รมต.ฟ้องร้องอะไรไม่ได้เลย เพราะเป็นการตัดสินใจทางการเมือง หรือ เชิงนโยบาย เพราะเป็นการกระทำของรัฐบาล แต่ถ้า ปลัดกระทรวงปลด อธิบดีออกจากตำแหน่ง อธิบดีสามารถฟ้องร้อง ศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งได้ถ้าเห็นว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม เพราะ เป็นการกระทำทางปกครอง ทั้งสองฝ่ายกระทำการอย่างเดียวกันใช้อำนาจต่างกันบนฐานของกฎหมายที่ต่างกัน ผลทางกฎหมายต่างกัน การยุบสภา ของนายกรัฐมนตรี สส.ฟ้องนายกไม่ได้ แต่ ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดยุบสภา อบต. อบต.สามารถฟ้อง ผู้ว่าได้ เพราะผู้ว่าใช้ อำนาจปกครองตาม พรบ.
นักฎหมายจึงมีเส้นแบ่งทางการเมืองและการปกครองที่ชัดเจน คือการเมืองคือเรื่องของฝ่ายบริหารโดยแท้ ส่วนการปกครองเป็นเรื่องของฝ่ายปกครอง (หมายเหตุ ฝ่ายประจำมักจะเป็นฝ่ายประจำตลอด แต่ฝ่ายบริหารโดยแท้ บางครั้งใช้อำนาจทางการเมือง บางครั้งใช้อำนาจทางกฎหมายหรืออำนาจปกครอง) เช่น นายกรมต. สมัคร ปลด รมต. ไชยยาเป็นการใช้อำนาจทางการเมือง แต่ถ้านายกสมัครปลด พล.ต.อ. เสรี เป็น การใช้อำนาจ ทงกฎหมาย หรือำนาจปกครอง ตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน คุณ เสรี มีสิทธิฟ้องคุณสมัคร ได้ ที่ศาลปกครอง หรือกรณีนายก ทักษิณ ย้ายปลัดกระทรวงพาณิชย์ เกริกไกรจีรแพทย์ คุณเกริกไกร สามารถฟ้องนายก ทักษิณ ได้ รมต.ส่วนใหญ่ที่ไปบริหารกระทรวง ส่วนใหญ่ใช้อำนาจ กฎหมาย เพราะ รมต.มีอำนาจทาง รธน. น้อยมาก เช่น รมต. แต่ตั้ง โยกย้าย ปลด ปลัดกระทรวง เป็น กฎหมาย พรบ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งสิ้น มติชนกำลังเล่นงานคุณ จักรภพ เพ็ญแข เรื่องปลด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กับ การปลดคุณ วสันต์ ภัยหลีกลี้ (ระบบกฎหมายไทย นายก ตั้งและปลด รมต. รมต.ตั้งและปลด ปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวง ตั้งและปลด อธิบดีๆ ตั้งและปลด คนในกรม) เป็นการผิด กฎหมายตาม รธน.ฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ห้ามไม่ให้มีการแทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง (ขึ้นกับหลักฐาน) หรือ กรณีปลด คุณ สุนัย (DSI) ถ้ารมต. ไปกระซิบให้ปลัดปลด อธิบดี ก็ไม่ผิดกฎหมาย
การตั้งข้าราชการระดับ ซี๑๐ ขึ้นไปต้องนำเข้า ครม. และ ตาม กฎหมาย คนที่จะเอาเข้า ครม. ได้ ต้องเป็น รมต. ดังนั้น ตอนเสนอ ข้าราชการ ระดับ ซี๑๐ ขึ้นไป เข้า ครม. รมต. จึงมีสิทธิเลือกได้ ตัวอย่าง คุณ อุทัย พิมพ์ใจชน ประธาน สสร.ปี ๒๕๔๐ เคยเป็น รมต. พาณิชย์ โดน คุณ ธนิต (นักกฎหมาย และ ติวเตอร์) เอา ขี้ปา (ลหุโทษ) เบื้องหลังคือ คุณ อุทัย ย้าย ปลัด พชร (คุณ พชร เป็น อาจารย์ นายก ชวน) เพราะ คุณ อุทัย อยากได้คนของตัวเองเป็น รมต. และ บอกให้ปลัด พชร แต่งตั้ง แต่ ปลัดไม่แต่งตั้ง คุณอุทัย ปลด ปลัด พชร และ ตั้งปลัดใหม่ เพื่อให้ตั้ง อธิบดีของตน แต่ ผลสุดท้าย คุณ พชร ก็ฟ้อง กพ.
เนื้อหาของวิชานี้คือ กฎหมายมหาชน กับ การเมือง และ การปกครอง (การบริหารราชการ) ดังนั้น รัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายมหาชน ฉบับหนึ่งของประเทศไทย ก่อให้เกิดผลกระทบ อะไรบ้าง และ กฎหมาย ปกครอง (พรบ.ต่างๆ) ส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารราชการอย่างไรบ้าง
(ข้อสังเกตุ มติครม.ใช้ได้เฉพาะส่วนกลางและภูมิภาคเท่านั้น ใช้บังคับท้องถิ่นไม่ได้ หรือ นายก และ รมต. สั่งท้องถิ่นไม่ได้)
อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ (27-04-2008)
การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทย (ประเด็นของ กฎหมายมหาชน)
ประเทศต่างๆในโลก แบ่งระบบการปกครอง (ไม่ใช่ระบบทางการเมือง: รัฐสภา และ ประธานาธิปดี) แบ่งได้เป็น สองระบบ ใหญ่ๆ คือ
๑) ระบบ ประเทศที่เป็น สหพันธรัฐ[1] ( Federal State) เช่น สหรัฐอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย เยอรมัน เป็นต้น
ก. แบบแผนของการปกครอง แบ่งเป็น สาม ชั้น คือ[2]
๑. ระดับ สหพันธ์ มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง มีสภานิติบัญญัติ รัฐบาล และ ศาล
๒. ระดับ มลรัฐ[3](ประเทศ เล็กๆ) มีรัฐะรรมนูญของตัวเอง สภานิติบัญญัติ รัฐบาล ศาล กล่าวคือ มี อำนาจอธิปไตย ซ้อนอยู่ใน สหพันธรัฐ
๓. ระดับ ท้องถิ่น[4] เหมือน ท้องถิ่นไทย คือไม่มี รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภานิติบัญญัติ ไม่มีรัฐบาล ไม่มีศาล
สภา กทม. อบจ. อบต. ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้แม้ ข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นกฎหมาย ในทาง กฎหมาย ไม่ถือว่าสภาดังกล่าวเป็นสภานิติบัญญัติ เป็นสภาบริหารทางการปกครอง เพราะไม่สามารถออก พระราชบัญญัติได้ หรือแม้แต่ การออกพระราชกำหนด ของนายกรัฐมนตรี หรือ ประกาศกระทรวงโดย รัฐมนตรี ก็ไม่ได้ทำให้สถานะของทั้งสอง เป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ
ข้อสังเกตุ: รูปแบบการปกครองแบบ สหพันธรัฐ จะไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค เหมือน รัฐเดี่ยวบางประเทศ
๒) ระบบ ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) เช่น ไทย ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี เป็นต้น
ก. แบบแผนของการปกครอง มีความหลากหลายกว่าแบบ สหพันธรัฐ คือ
๑. แบ่งเป็น ส่วนกลาง[5] ภูมิภาค[6] และ ท้องถิ่น[7] เช่น ไทย[8] ข้าราชการส่วนภูมิภาคของไทย แบ่งเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด[9] นายอำเภอ กำนัน และ ผู้ใหญ่บ้าน
๒. แบ่งเป็น ส่วนกลาง และ ภูมิภาค
๓. แบ่งเป็น ส่วนกลาง และ ท้องถิ่น
๔. มีเฉพาะ ส่วนกลาง เท่านั้น มักเป็นประเทศ เล็กมากๆ เช่น โมนาโค, เล็กเต็นสไตร์
ข้อสังเกตุ
๑. ถ้ากฎหมาย พรบ.ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ถ้ากฎหมาย ข้อบัญญัติท้องถิ่นขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ต้องฟ้องศาล ปกครอง เพื่อแยกให้เห็นว่า อะไรเป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายปกครอง และ อะไรเป็นกฎหมายที่ออกโดย นิติบัญญัติ สรุป กฎหมายของ ฝ่ายนิติบัญญัติฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนกฎหมายของฝ่ายบริหาร[10]ฟ้องศาลปกครอง
๒. อ.สมคิด ให้ความเห็นถึง เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า บางมาตรา ก็นำมาจากต่างประเทศ บางมาตราก็ร่างขึ้นเอง โดยคิดว่าเหมาะสมกับประเทศไทย ในสถานะการณ์นั้นๆ (แต่จะเหมาะหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละฝ่าย)โดยมีจุดประสงค์ของผู้ร่างต้องการ แก้ปัญหาของสังคมไทยให้ได้ เป็นหลัก ตามมุมมองของคณะผู้ร่าง
๓. ระบบราชการภูมิภาคในสมัย ร.๕ ฐานอำนาจอยู่ที่การแต่งตั้งทั้งหมด เพื่อเป็น แขนขาให้แก่ ส่วนกลาง
ประวัติศาสตร์ การปกครองท้องถิ่นไทย แบ่งได้เป็น ๔ ยุค คือ
๑. ยุคของการกำเนิด ของการปกครองท้องถิ่น ของ ประเทศไทย (พ.ศ. ๒๔๗๖ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๕)
การปกครองท้องถิ่นไทย ถือว่าเกิดขึ้น ใน สมัย อ. ปรีดี พนมงค์ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยการยก ฐานะ สุขาภิบาล ในสมัย ร.๕ ขึ้นเป็นเทศบาล ( สุขาภิบาลสมัย ร.๕ ไม่ถือว่า เป็นการปกครองท้องถิ่น เพราะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด จาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังไม่มีการเลือกตั้งจากประชาชน ) และ เทศบาล ทีมีการเลือกตั้งในปี ๒๔๗๖ ก็ล้มลุกคลุกคลาน พอสมควร
๒.ยุคของการวางรากฐานการปกครองส่วนท้องถิ่น (พ.ศ. ๒๔๙๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๘)
สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผลงานของ ปลัด กระทวงมหาดไทย ชำนาญ ยุวบูรย์ (ทั้งคู่เป็น นักเรียน ฝรั่งเศส คุณ ชำนาญ จบ ดร.จาก ฝรั่งเศส ด้าน การกระจายอำนาจท้องถิ่น)
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จึงเกิด สุขาภิบาลขึ้น จนสิ้นสุดในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ตาม รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ให้ยก ฐานะ สุขาภิบาลขึ้นเป็น เทศบาล ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒
สุขาภิบาล ทั้งหมด จึงถูกยกขึ้นเป็น เทศบาล และ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้มีการออกกฎหมาย เทศบาลใหม่ และ มีการแก้ไข หลายครั้ง ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ เรามี อบจ. ขึ้นเป็นครั้งแรก และ ในปีเดียวกัน นั้น เราก็ ตั้ง สภา อบต. และ อบต. ขึ้น และ กฎหมาย อบจ. พ.ศ. ๒๔๙๘ ดังกล่าวใช้มาจน ถึง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ถูกยกเลิก โดย กฎหมาย อบจ. ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ใช้มาจนถึงปัจจุบัน, ส่วนกฎหมาย สภา อบต. และ อบต. ใช้มาจนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ (ว่างเว้นไปจนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๗ ? ) แล้ว กฎหมายปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับการปรับปรุง ใช้มาจน ถึงปัจจุบัน
๓. รูปแบบ การเกิดการปกครองท้องถิ่น แบบพิเศษ (พ.ศ. ๒๕๑๘ – พ.ศ. ๒๕๔๐)
ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เกิด กทม. ขึ้น และ ใช้มาจนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มีการยกเลิก กฎหมาย พ.ศ. ๒๕๑๘ และ แทน โดย กฎหมาย กทม. พ.ศ. ๒๕๒๘ และ ใช้มาจนถึง ปัจจุบัน
๔. ยุคการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ เกิด เมืองพัทยา และ ถูกยกเลิก โดย กฎหมายปี พ.ศ. ๒๕๔๒ และ ใช้ กฎหมายปี พ.ศ. ๒๕๔๒ มาจนถึงปัจจุบัน
การปกครองแบบ สามชั้น
การปกครองท้องถิ่นที่ต้องการ การปกครองท้องถิ่นไทย
ถ้าต้องการให้การปกครองท้องถิ่นไทยเป็นแบบ ต่างประเทศที่เจริญแล้ว เราต้อง ปฏิรูป
๑. ปฏิรูปราชการส่วนกลาง[11]
๒. ปฏิรูปราชการส่วนภูมิภาค เอา งาน เงิน และ คน ของ ส่วนกลาง มาให้ ภูมิภาค ภาษากฎหมาย เรียกว่า แบ่งอำนาจ (de concentration) ของ ส่วนกลางมาให้ภูมิภาค
การปฏิรูปคือต้องให้ คน งาน และ เงิน มาเป็น ของจังหวัด และ ให้ อิสระในการบริหารงานแก่จังหวัดเอง( นายก ทักษิณ เรียกว่า ผู้ว่า CEO: ๑. เอา งาน เงิน คน ของ กระทรวง และ กรม มาให้ภูมิภาค หรือ จังหวัด และ ๒. หา คน รับผิดชอบ งาน เงิน คน นั้น หรือ บูรณาการ (Integration) งาน เงิน คน เหล่า นั้น จึงเห็นว่า น่าจะให้ผู้ว่า เป็นผู้ดูแล เป็นผู้ว่าแบบ บูรณาการ เพื่อการ พัฒนา)
๓. ปฏิรูปราชการส่วนท้องถิ่น คือ การ เอา งาน เอา เงิน และ คน ของส่วนกลาง และ ภูมิภาคมาให้ ท้องถิ่น เราเรียกว่า การกระจาย อำนาจ (decentralization) การกระจายอำนาจในทางกฎหมาย เป็น คำเฉพาะ หมายถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เท่านั้น
ถ้าต้องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น จะต้องทำอย่างไร ? มีหลายวิธี แต่ในวิชากฎหมายมหาชน เราก็จะใช้วิธีทางกฎหมาย เป็นเคริ่งมือ ในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ต้องการทำ คือ กระจาย งาน คน และเงิน ไปสู่ท้องถิ่น โดยใช้ กฎหมาย เป็นเครื่องมือ ในการกระจายงาน กระจายคน กระจายเงิน ไปสู่ท้องถิ่น เราต้องใช้ รัฐธรรมนูญ พรบ. พรฎ. และ กฎหมาย อื่นๆ
รัฐธรรมนูญ ที่ พูดถึงการปกครองท้องถิ่น แบ่งเป็น สอง กลุ่มด้วยกัน คือ
๑. กลุ่มที่มี หนึ่งหมวดว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น เช่น รธน. ปี ๒๕๑๗ , ๒๕๒๑, ๒๕๓๔, ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐
๒. กลุ่มที่พูดถึงการปกครองท้องถิ่นที่แทรกไปตาม หมวดต่างๆ ไม่อยู่ใน หมวดใดหมวด หนึ่งโดยเฉพาะ
(ข้อสังเกตุ กฎหมายการปกครองท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรม สามารถเขียนเฉพาะเรื่อง การเมือง คือ นิติบัญญัติ บริหารโดยแท้ และ ตุลาการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องปกครอง เพียงแต่ผู้ร่างตั้งใจเขียน ด้วยเหตุผล สองสาเหตุใหญ่ๆ คือ ๑. รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ในต่างประเทศเขียน ๒. การปกครองท้องถิ่น มีลักษณะ พิเศษ ที่แตกต่างจาก การปกครองทั่วไป คือ เป็นการเลือตั้ง ไม่ใช่แต่งตั้ง จึงมีลักษณะคล้ายการเมือง)
เราจะเน้น ที่ รธน.ปี ๔๐ และ ๕๐ เป็นหลัก หรือ เป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางการเมือง
รธน. ปี ๔๐ ร่างจากพื้นฐานของปัญหา
รธน. ปี ๕๐ ร่างจากพื้นฐานของปัญหา ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ เป็นตัวตั้ง และ เขียนกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหา
ถ้าพิจารณา เฉพาะ เรื่องท้องถิ่น ผูร่างกฎหมาย ก็เอาพื้นฐานของปัญหา การปกครองท้องถิ่น เป็นตัวตั้ง และ เขียนกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งปี ๔๐ และ ปี ๕๐ เพื่อให้เกิด การปฏิรูปท้องถิ่นขึ้น แนวคิกว้างๆของผู้ร่าง คือ ทำอย่างไรให้ท้องถิ่นมีงานมากขึ้น มีเงินมากขึ้น และ คนมีคุณภาพมากขึ้น ต.ย. งาน เงิน คน ของท้องถิ่นไทย ปัจจุบัน
ผู้ร่าง รัฐ ธรรมนูญ ปี ๔๐ และ ๕๐ วางเป้าประสงค์ ถึง การ เพิ่มงาน เพิ่มเงิน และ เพิ่ม ประสิทธิภาพของคน ดังนั้น ผู้ร่าง รธน. จึงวางหลัก การการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ดังนี้คือ
หลักการปฏิรูป รธน. ปี ๒๕๔๐ รธน.ปี ๒๕๕๐
๑. ด้านโครงสร้าง ก่อนปี ๔๐ รฐบ.ไม่ไว้ใจการปกครอง รธน. ปี ๕๐ ไม่ต้อง
ส่วนท้องถิ่น ใช้วิธีส่งคนส่วนกลางไปนั่ง ทำอะไรเพราะปี ๔๐
ในท้องถิ่น[12] แก้ไขด้านโครงสร้าง
รธน.๔๐ แก้ไข โดยให้ สมาชิกอปท. แล้ว โดยให้ เป็นการ
ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้ง เลือกตั้ง
และ เอาคนส่วนกลางออกทั้งหมด
ให้คนท้องถิ่นปกครองท้องถิ่นเอง
๒. ด้าน อำนาจ หน้าที่ ๒.๑ ระบุอำนาจหน้าที่บางอย่างของ รธน.ปี ๕๐ (๒๘๔)
ท้องถิ่นลงใน รธน.[13] รธน. ปี ๔๐
(ม.๒๘๓) [14]
๒.๒ ตั้งคณะกรรมการกระจายอำนาจ[15]
๓. ด้าน รายได้ ไม่ได้เขียนอะไรไว้เป็นพิเศษ แต่มอบ
ให้ คณะกรรมการกระจายอำนาจเป็น
ผู้ช่วยดูแลเรื่องรายได้ให้การปกครอง
ท้องถิ่นด้วย[16]
๔. ด้าน บุคคลากร ตั้งคณะกรรมการบริหารงานบุคคล
ท้องถิ่น (ก.ถ.) ขึ้น[17]
๕. ด้าน การมีส่วนร่วม ๕.๑ ให้ประชนในท้องถิ่น ถอดถอนผู้
ของ ประชาชนในท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในท้องถิ่น
ได้ (Recall)[18]
๕.๒ เข้าชื่อ เสนอข้อ บัญญัติ ท้องถิ่น
๖. การกำกับดูแล [19] ๖.๑ คุมท้องถิ่นโดยอาศัยกฎหมาย ห้าม
คุมโดยใช้ระเบียบหรือคำสั่ง กระทรวง
มหาดไทย
๖.๒ ควบคุมตามความชอบด้วย
กฎหมาย ห้ามควบคุมความเหมาะ
สมของการตัดสินใจ[20]
อ. เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล
๑ หัวข้อ ข้อความคิด และ หลัการพื้นฐานของการจัดระเบียบราชการบริหาร
องค์ของรัฐ เพื่อประโยชน์มหาชน
· ระบบราชการ หมายถึง หน่วยงานของรัฐ ซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม และ อปท. รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน เป็น นิติบุคคล
· อำนาจหน้าที่
· กฎหมายมหาชน (ปกครอง) เพื่อควบคุม ประโยชน์ และ การละเมิด ประโยชน์ของมหาชน การใช้อำนาจรัฐ
· โครงสร้างหน่วยงาน รัฐ ภายใต้กรอบฝ่ายบริหาร
ประเด็นที่จะพิจารณาถึงโครงสร้างของ ระบบราชการ
1. อะไรคือ หน่วยงานของรัฐ ที่อยู่ภายใต้กรอบของฝ่ายบริหาร มีข้อคิดพื้นฐานอะไรที่จำเป็น เช่นสถานะทางกฎหมาย ความเป็น และ ไม่เป็น นิติบุคคล ซึ่งเป็นสาระสำคัญ หนึ่ง หน่วยงานไหนจำเป็น หรือไม่จำเป็นต้องเป็นนิติบุคคล และ ความเป็น หรือไม่เป็น นิติบุคคล ส่งผลอะไร
2. หน่วยงานของรัฐดังกล่าวมี ความสัมพันธ์ กันอย่างไร ที่เป็นหลัการพื้นฐานของการจัดระเบียบราชการบริหาร เช่น แนวคิดของการรวมศูนย์อำนาจ และ แนวคิดของการกระจายอำนาจอำนาจ จากความสัมพันธ์ของการรวมอำนาจก็ดี การกระจายอำนาจก็ดี นำไปสู่ประเด็นที่ สาม
3. พื้นฐานของความสัมพันธ์ ดังกล่าวในข้อสอง นำมาสู่อำนาจ การบังคับบัญชา และ การกำกับดูแล ซึ่งท้ายทีสุดมันคืออะไร และถือเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด ของการพิจารณาโครงสร้างของ ระบบราชการ
ดังนั้น ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และ นายอำเภอ ต้องเข้าใจแนวคิดดังกล่าวตรงกันใน การกำกับดูแล เพื่อให้อิสระแก่ท้องถิ่น ไม่ใช่ การบังคับบัญชา การกระจายอำนาจ ของ รัฐ จึงจะเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยเป็น รัฐ ซึ่งในรูปธรรม หรือ ทาง รัฐศาสตร์ ประกอบด้วย ดินแดน ประชาชน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย ส่วนรัฐใน ทางนิติศาสตร์ ที่เป็น นามธรรม มองว่ารัฐประกอบด้วย ประชาชน ดินแดน อำนาจอธิปไตย ไม่รวมรัฐบาล และ ถือว่า รัฐ ต้องเป็น นิติบุคคล ที่ต้องคงอยู่ตลอดไป เพื่อความต่อเนื่องของ รัฐ และ ความเป็นเอกภาพ เพราะรัฐ ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของมหาชน และต้องมีรัฐ เพราะ เอกชนไม่สามารถดูแลกันเองได้ และเอกชนไม่สามารถตอบสนองตนเองได้ เช่น ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ถึงทำได้แต่ผลประโยชน์ไม่คุ้มค่า เอกชนก็ไม่ทำ รัฐจึงต้องเข้ามาทำ เช่น สาธารณะประโยชน์ของมหาชน เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อ รัฐ เป็น นิติบุคค เพื่อเป็นการแยกอำนาจที่ใช้สำหรับประโยชน์ของมหาชน ดังนั้น ผู้แทนที่เข้ามาใช้อำนาจเป็น การใช้อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านองค์กร ๓ องค์กร คือ อำนาจบริหาร อำนาจ นิติบัญญัติ และ อำนาจตุลาการ
องค์กรบริหาร ประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม อปท. รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน
ผู้บริหาร ( ผู้ที่มีอำนาจทำแทน รัฐ คือ พระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม - ปลัด อธิบดี) บุคคลากร (คนที่เป็นองคาพยพขององค์กร)
อำนาจบริหาร หรือการกระทำของรัฐ บาลเกิดขึ้น พระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี และ องค์กรค์อิสระ บางกรณี เป็นการกระทำที่เรียกว่า การกระทำของรัฐบาล (Act of State: การใช้ดุลยพินิจโดยแท้) บางกรณีเป็นการกระทำในฐานะ การปกครอง การแยกทางกฎหมายระหว่างสองการกระทำ ดูแหล่ง ที่มาของกฎหมายที่ให้อำนาจ คือ ถ้าเป็นใช้อำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่าเป็นการกระทำของรัฐบาล หรือ Act of State แต่ถ้าเป็นการใช้อำนาจตาม พรบ. ถือว่าเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นการกระทำของฝ่ายปกครอง ต.ย. เช่น พระราชกฤษฎีกา เป็น กฎหมายที่พระเจ้าอยู่หัวต้องลงพระปรมาภิไทย และ มีกฎหมายรับรอง การออกพระราชกฤษฎีกา โดยดูว่าเรื่องอะไร ที่กฎหมายกำหนดว่าต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เช่น การยุบสภาตามมาตรา ๑๐๘ แห่ง รธน. พ.ศ. ๒๕๕๐(จึงเป็น Act of State) หรือ การกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๑๐๗ แห่ง รธน. ๒๕๕๐ ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็เป็น Act of state เป็นต้น กำหนดเขตสำรวจเพื่อการเวนคืน พรบ.เวนคืน บอกว่าต้องออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสำรวจเพื่อการเวียนคืน เป็นการกระทำของฝ่ายปกครอง แม้พระมหากษัตริย์จะมีอำนาจตาม รธน. แต่เป็นข้อกำหนดตาม พรบ. จึงเป็นการใช้อำนาจปกครอง
หมายเหตุ : พรบ. จะเป็นกฎหมายที่ออก โดย สภานิติบัญญัติ ส่วนการที่กฎหมายอื่นๆ ไม่ว่า พระราช กฤษฎีกา กฎกระทรวง หรือ ประกาศ กฎหมายจะเป็นตัวกำหนด ตามลำดับชั้น ความสำคัญ และ ผลกระทบ
ความแตกต่างของ การใช้อำนาจตาม รธน. และ อำนาจปกครอง ต่างกันตรงที่ อำนาจปกครอง ถูกฟ้องร้องได้ เพราะ การใช้อำนาจตาม รธน. จะถูกควบคุมทางการเมือง ไม่ใช่อำนาจทางตุลาการ เหมือน เหมือน การใช้อำนาจทางการปกครอง ต.ย. เช่น กรณี ทักษิณ ยุบสภา มีคนไปฟ้อง ศาลปกครอง และ ศาลปกครองไม่รับฟ้อง เพราะ ทักษิณ ใช้อำนาจตาม รธน. หรือ Act of State
(ข้อสังเกตุ อำนาจ กกต. เป็น อำนาจตามรัฐธรรมนูญ หรือ อำนาจตาม พรบ. - ยังเป็นข้อถกเถียงต้องดูตามหลักการข้างบน)
ดังนั้นการจัดระเบียบข้าราชการบริหาร จึงเป็นการมองการใช้อำนาจปกครองเป็นหลัก หรือเป็นการใช้ดุลยพินิจ ที่มีการควบคุม ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจโดยแท้
(ข้อสังเกตุ๑. การอกก กฎหมาย ถือเป็นที่สิ้นสุดที่ รัฐสภา ส่วน การใช้อำนาจปกครอง การใช้อำนาจควบคุม ถือเป็นที่สิ้นสุดที่ ศาล
๒. กฎหมายต่ำกว่า พรบ. เช่น พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ซึ่งถือเป็นเพียงรายละเอียดในทางปฎิบัติ เพื่อให้เป็นไปหรือ บรรลุวัตถุประสงค์ตาม พรบ. ไม่สามารถให้อำนาจฝ่ายปกครองได้ เพราะตัวมันเอง อาศัยอำนาจตาม พรบ.
๓. การออกพระราชกำหนด จุดประสงค์เป็นกฎหมายที่ มีความจำเป็นเร่งด่วน จำเป็น (ขึ้นอยู่กับการตีความ) มี ศักดิ์ เทียบเท่า พระราชบัญญัติ เพราะ ออกโดยฝ่ายบริหาร แต่ต้องขอให้สภารับรอง ถ้าสภาไม่รับก็ตกไปเลย เช่น กรณีพระราชกำหนด การถือสัดส่วนของต่างชาติ กรณีการขายหุ้น ของ ทักษิณ แก่ เทมาเส็ก ออกวันศุกร์ ประกาศ วันเสาร์ วันจันทร์ขาย ไม่สามรถอธิบายได้ว่า ประเทศ หรือ มหาชนได้ประโยชน์ อะไร ต่อ พระราชกำหนดฉบับนี้
๔. ข้อแตกต่างระหว่าง พระราชกำหนด กับ พระราชบัญญัติ แม้ต้องผ่าน ความเห็นชอบขอสภาทั้งคู่ แต่ ต่างกันตรง พรบ. ต้องผ่านสภาถึง สาม วาระ แต่ พระราชกำหนด เพียงแต่ให้สภารับ หรือ ไม่รับ เพียง วาระเดียวเท่านั้น ดังนั้น จุดประสงค์ของ พระราชกำหนด คือ เมื่อบ้านเมืองมีเรื่องฉุกเฉินจริงๆ กรณีของ ทักษิณ จึงเป็นการส่อเจตนา)
การรวมอำนาจ (Centralization) ทางปกครอง คือการจัดทำบริการสาธารณะ (Public Services) ทั้งหมดกระทำโดยส่วนกลางหรือ ศูนย์กลางอำนาจ ทั้งหมดคือ รัฐ ดึงทุกอย่างมาเป็นของตัวเองเพื่อให้ รัฐ เกิดความมั่นคงมีเอกภาพ สร้างความเสมอภาคในสาระสำคัญ (เช่น คนพิการ และ คน ธรรมดา) ประหยัด ในการจัดทำบริการสาธารณะ และ ถ้ารัฐไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด ก็จะส่งคนส่วนกลางไปดูแล แต่อำนาจบังคังบัญชา ยังอยู่ที่ส่วนกลาง จึงมีลำดับการบังคับบัญชาที่แตกต่างกันออกไปโดยธรรมชาติ ซึ่งจะเห็นว่าคนที่ถูกส่งออกไปมีหน้าที่เพียง รวบรวมข้อมูล และ ส่งกลับมาให้ส่วนกลางตัดสินใจ (ข้อดี ข้อเสีย ดู เอกสารของ อ.เอกบุญ หน้า๒ และ ลักษณะคัญของการรวมอำนาจ ๔ ข้อ) ซึ่งพื้นที่มักจะเลือกส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองมากกว่าประโยชน์ของพื้นที่จริงๆ จึงทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และ ล้าช้า จึงมีแนวความคิดเรื่องการแบ่งอำนาจ (De concentration) ซึ่งเป็นการไปเสริมหลักการรวมอำนาจที่มีข้อบกพร่อง ดังกล่าว เพราะ nature หรือธรรมชาติของมันคือการรวมอำนาจไม่ใช่การกระจายอำนาจ ผู้ว่า CEO ไม่ใช่การกระจายอำนาจ เพราะเป็นคนของส่วนกลาง เป็นเพียงการโอนอำนาจ การตัดสินใจ (การแบ่งอำนาจ) ในงานสาธารณะบางอย่าง แทนส่วนกลาง แต่งาน และ คนยังเป็นของส่วนกลาง ท้ายที่สุดการตัดสินใจยังอยู่ในสายบังคับบัญชา ของส่วนกลาง การโอนอำนาจตัดสินใจทำได้โดย
· ออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจโดยตรง เช่น พรบ. สถานบริการ กทม. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น), นอก กทม. หรือ ต่างจังหวัดคือผู้ว่าราชการจังหวัด คืองานดูแลสถานบริการเป็นงานของส่วนกลางของ กระทรวงมหาดไทย
· ออกกฎหมายให้มีการมอบอำนาจได้
o ออกกฎหมายมอบอำนาจโดยเฉพาะ เช่น ควบคุมอาคาร, ประมวล รัษฎากร มาตรา ๑๒ วรรค ๒ กำหนดไว้ว่าผู้มีอำนาจคือใคร กรณีนี้คือ อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจสั่งยึด อายัด ขายทอดตลาด ทรัพย์สิน และ อธิบดีสามารถมอบอำนาจเรื่องนี้ให้ รองอธิบดี หรือ สรรพากรเขต (กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้มอบอำนาจได้ และมอบให้ตำแหน่งใด)
o การออกกฎหมายเป็นการทั่วไป เช่นการปฏิบัติราชการแทน ตามพรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับบปี ๒๕๓๔ และ มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาเป็นระยะจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (อ.บอกว่าเดิมดีกว่า การแก้ไขปี ๒๕๕๐)
การมอบอำนาจ คือ การปฏิบัติราชการแทน ผู้ว่า CEO ใช้หลักการมอบอำนาจ โดยให้แต่ละกระทรวงทบวงกรม มอบอำนาจให้ผู้ว่า (แต่ในทางปฏิบัติเมื่อมอบให้ผู้ว่า แล้ว ก็บังคับโดยนัยให้ผู้ว่าไปมอบต่อให้หัวหน้าส่วนจังหวัด ท้ายสุดอำนาจก็ไม่ใช่ของผู้ว่าอยู่ดี เป็นเพียงการส่งอำนาจผ่านผู้ว่า)
ข้อสังเกตุ ผู้ว่าแบ่งอำนาจจากส่วนกลาง หรือ โอนอำนาจตัดสินใจจากส่วนกลาง ดังนั้น ผู้ว่าควรทำงานแทนทุกกระทรวงจากส่วนกลาง หน่วยงานดูแลผู้ว่าจึงควรขึ้นกับ สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย จึงทำงานให้ส่วนกลางได้เพียงกระทรวงมหาดไทย จึงทำให้ไม่เกิดประสิทธิ ภาพต่อ จังหวัดเท่าที่ควร
การแบ่งอำนาจ (De concentration) จึงไปเฉพาะอำนาจตัดสินใจ งานยังคงเป็นของส่วนกลาง ส่วนการกระจายอำนาจ (decentralization) ทั้งอำนาจตัดสินใจและงานและเงินได้รับการมอบหมายและจัดสรรให้สามารถทำงานได้อย่างอิสระภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายนั้นๆ และ เมื่อพูดถึงการกระจายอำนาจ มักนึกถึงท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจตาม อณาเขต โดยใช้เขตพื้นที่เป็นตัวแบ่ง มีความหลากหลายในการให้บริการสาธารณะ แต่ยังมีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีการกระจายอำนาจ ที่รัฐจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีความอิสระในการทำงาน เป็นการกระจายอำนาจตามกิจการ หรือ ตามเทคนิค เป็นการกระจายอำนาจเพื่อกิจการเดียว และ อาจต้องการ เทคนิคเฉพาะ เช่น การกระจายอำนาจให้เฉพาะการผลิตไฟฟ้า[21] น้ำประปา เป็นต้น
(ข้อสังเกตุ หลัการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of power) ตามหลักการของ มองเตสกิเออร์ อย่าสับสนกับการแบ่งอำนาจ (de concentration) เพราะเป็นคนละความหมายกัน)
อ.เอกบุญ ๓ (ต่อ)
รัฐเป็น สถาบัน จึงต้องมีสถานะของมันเอง ส่วนสถานะจะเป็นอะไร เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างไร คงต้องพิจารณา ซึ่งปกติจะมีฐานะเป็นนิติบุคคล เพียงแต่ระบุไว้ในกฎหมายหรือไม่
สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็น สถาบัน จึงมีสถานะของมันเอง
รัฐวิสาหกิจ และ องค์การมหาชน
รัฐวิสาหกิจคือ กิจการทางการค้า และ อุตสาหกรรม ที่ไดรับการกระจายอำนาจจาก รัฐ รัฐวิสาหกิจมี ๓ รูปแบบ
๑. รัฐวิสาหกิจตามหลัก กฎหมายหมาชน คือรัฐวิสาหกิจ ตาม พรบ. ที่จัดตั้งมันขึ้นมาโดยเฉพาะ
หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง ซึ่งก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งตาม พรบ. ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล โดย พรบ.ระบุว่าถ้าจะตั้ง รัฐวิสาหกิจที่ไหนก็แล้วแต่ก็ให้ออกพระราช กฤษฎีกา สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ (รัฐวิสาหกิจมี พรบ.เฉพาะ แต่ละวิสาหกิจ เช่น องค์การโทรศัพท์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การสื่อสารแห่ง ประเทศ)
๒. รัฐวิสาหกิจ ที่เป็นไปตามกฎหมาย เอกชน เพราะแปรรูปไปแล้ว หรือ ตั้งมาแบบนี้แต่ต้น เพราะมีเรื่องของผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน เช่น การบินไทย ธนาคารกรุงไทย
๓. รัฐวิสาหกิจตามมติ ครม. ไม่ได้เป็น นิติบุคคล ไม่มีสถานะเป็นของตัวเอง งบประมาณไปซ้อนอยู่ในกระทรวง เช่นโรงงานยาสูบ ดังนั้น รัฐวิสาหกิจขึ้นกับกระทรวงไหนงบประมาณก็จะไปซ้อนอยู่ที่กระทรวงนั้น
การบังคับบัญาชา และ การกำกับดูแล ความแตกแต่งของทั้งสองคือ
· แหล่งที่มาแห่งอำนาจ เพราะ การบังคับบัญชาเกิดขึ้นจากองค์การภายในของมันเองโดยธรรมชาติ เช่น นิติบุคคล ก็มีทั้ง บังคับบัญชา และ กับกำกับดูแล อยู่ด้วยกัน ซึ่งบังคับบัญชาเป็นเรื่องภายในองค์การ ไม่ต้องมีกฎหมายกำหนด แต่ในส่วนความสัมพันธ์แห่งรัฐ ถ้าเป็นนิติบุคคลจะเป็นเรื่องการกำกับดูแล และ การกำกับดูแลจะเกิดจากการที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นสำหรับการกระจายอำนาจ
· ขอบเขตของอำนาจในการกำกับดูและ การบังคับบัญชาต่างกัน คือ การบังคัฐบัญชา มีอำนาจทั้งทางกฎหมาย และ ความเหมาะสม ส่วนการกำกับดูแล มีอำนาจเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นหรือตามความชอบของกฎหมาย ควบคุมความเหมาะสมของการกระทำไม่ได้
องค์การมหาชน คือ กิจการด้านบริการสาธาณะ หรือ บริการ เป็นหลัก เช่น องค์กรทางการศึกษา มหาวิทยาลัยในกำกับ คือมหาวิทยาลัยที่เป็นองค์การมหาชน อิสระจากรัฐก็คือว่า มีรายได้ของตัวเอง มีเงินอุดหนุนจากรัฐ ใช้หลักเดียวกันกับ อปท. โดยปกติกฎหมายจะกำหนดว่าให้เงินสนับสนุนเท่าไร เว้นแต่ในบางกรณี เป็นการกำกับดูแล
สำหรับองค์การมหาชน และ รัฐวิสาหกิจ ค่อนข้างชัดเจนเพราะเป็นงานบริการสาธารณะ
สำหรับท้องถิ่นต้องกำหนดให้ชัดเจนก่อนว่าอะไรเป็นงานของส่วนกลางระดับชาติ อะไรเป็นงานระดับท้องถิ่น ภาระกิจอะไร ที่ใครควรจะทำ มีหลายทฤฎีและแนวความคิด แล้วแต่ความเมหาะสม โดยมีคณะกรรมการ กระจายอำนาจ
(ข้อสังเกตุ ตัวชี้วัดความพึงพอใจสาธารณะ เป็นสิ่งที่อยาก เพราะตัวชี้วัดอาจมาจากผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการจัดการสาธารณะ เช่น การตัดถนน เพื่อ สาธารณะ แต่ประชาชนที่ถูกเวนคืนที่ดินย่อมไม่พอใจแน่นอน แม้จะได้รับเงินชดเชย)
DEMOCRATIC PRIMARIES (May 5, 2008)
OBAMA CLINTON
· Pledged[22] delegates: 1,491 1,338
· Super delegates: 251 269
· Total: 1,742 1,607
· No. of states won: 27 15
· Nationwide approval:
o Gallop poll: 47% 47%
o Pew Research: 47% 45%
· Recent wins: Guam Pennsylvania
· Total delegates needed: 2,025
· Remaining states:
West Virginia, Oregon, Kentucky, Puerto Rico, Montana, South Dakota.
DEMOCRATIC PRIMARIES (May 7, 2008)
Indiana : Hillary Clinton wins primary(Journey) 52% : 48%
North Carolina : Barack Obama wins primary ( CHANGE We can believe in) 56%:42%
West Virginia next Tuesday 13rd
[1] ลักษณะของ สหพันธรัฐ คือ รัฐซ้อนรัฐ มลรัฐถือเป็นประเทศหนึ่งถ้าเทียบกับรัฐเดี่ยว ในทางกฎหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา มี ๕๐ ประเทศ (รัฐ) เล็กๆ ซ้อยอยู่ใน ประเทศ อเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงมี รัฐธรรมนูญ ๕๑ ฉบับ
[2] ในทางกฎหมาย นักกฎหมายเรียกว่า สหพันธรัฐ กระจายอำนาจ (decentralize) ให้ มลรัฐ และ เป็น การกระจายอำนาจทางการเมือง (คือ กระจาย อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และ ตุลาการ)
[3] ผู้ว่าการ มลรัฐ เที่ยบเท่ากับ นายกรัฐมนตรีของไทย
[4] การที่มลรัฐ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นการกระจายอำนาจปกครอง คือ อำนาจส่วนหนึ่งของอำนาจบริหารเท่านั้น ไม่กระจายอำนาจนิติบัญญัติ ไม่กระจายอำนาจตุลาการ
[5] การปกครองส่วนกลางของทุกประเทศ ถือว่า เกิดพร้อม ประเทศ เช่น ประเทศไทย ถ้าเราถือว่ามีมาแต่ สุโขทัย เราก็มีการปกครองส่วนกลางมาแต่สมัยสุโขทัย
[6] ราชการส่วนภูมิภาค คือ การที่ราชการส่วนกลาง ส่งคนของส่วนกลางไปปกครองภูมิภาคนั้น โดยแบ่งอำนาจ (de concentration) บางส่วนจากส่วนกลางไปให้ เส้นแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาค คือ สมัย ร.๕ ซึ่งก่อนหน้า ร.๕ เป็น แบบ จตุสดมภ์ - เมืองหลวง (เวียง วัง คลัง และ นา), เมือง ลูกหลวง (กษัตริย์ส่งคนที่ว้างใจไปปกครอง เช่นลูก พี่ น้อง) และ หัวเมืองประเทศราช และ ขีดเส้นแบ่ง เหนือ และ ใต้ เมือง หลวง และ ให้ สมุหกลาโหม และ สมุหนายก เป็นผู้ปกครอง แต่ยังไม่ถือเป็นราชการภูมิภาค มาเป็น มลฑล ในสมัย ร.๕ โดยยกเลิก เมืองลูกหลวง และ เมืองประเทศราช และ ส่งคนของ ร.๕ ไปปกครองเอง (ร.๕ ทำหลาย วิธี เช่น ขอลูกมาเป็นเมีย เจรจาให้เป็นเงินรายเดือน-รายปี และ ประหารชีวิตบ้างถ้าไม่ยอม ร.๕ จึงเป็น พระมหากษัตริย์ที่เป็น สมบูรณาญาสิทธิราช ที่แท้จริง) และ การ เลิกทาส เพื่อลดกำลังของ ขุนนางให้ อ่อนแอลง
[7] ในทางรัฐศาสตร์ถือว่า เกิดใน สมัย ร.๕ แต่ในทาง นิติศาสตร์ ถือว่ามีความพยายามตั้ง การปกครองท้องถิ่น สุขาภิบาล ท่าฉลอมขึ้นในสมัย ร.๕ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในทาง นิติศาสตร์ ถือว่า เกิด หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ (๒๔๗๖ โดย อ. ปรีดี พนมยงค์)
[8] เป็น รัฐเดี่ยว แบ่งแยกไม่ได้ มาแต่บรรพบุรุษ
[9] สมัย ร.๕ ผู้ว่า และ นาย อำเภอ ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ส่วน กำนัน และ ผู้ใหญ่ บ้าน ใช้ระบบเลือก (ไม่มีคำว่าตั้งต่อท้าย) ตาม พรบ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ (หมายเหตุ: ร.๕ ครองราช อายุ ๑๕ ปี แต่ อยู่ใต้ อำนาจ ขุนนาง ตระกูล บุนนาค และ วังหน้า แต่มีอำนาจจริงๆ เมื่อ อายุ ๒๐ ปี หลัง จากพวกนี้ ตายแล้ว) ดังนั้น การเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ อำนาจมาอยู่ที่พระองค์เอง
[10] ฝ่ายบริหารแบ่งเป็น สอง ประเภท คือ ฝ่ายบริหารโดยแท้ คือฝ่ายการเมืองและ ใช้ อำนาจตามรัฐธรรมนูญ กับ ฝ่ายปกครอง คือฝ่ายประจำ ใช้อำนาจตาม พรบ. พรฎ. เช่น ผู้ว่ากทม. อยจ. และ อบต. ใช้อำนาจตาม พรบ. พรฎ. เพราะเป็นฝ่ายปกครอง
[11] อ. อเนก กล่าวว่า ราชการของไทย ส่วนกลาง คือ กรม ส่งคน งาน และ เงิน ของกรม มายังภูมิภาค มาทำงานใน พื้นที่ แต่ งาน เงิน และ คน เป็น ของ กรม ทั้งสิ้น ไม่ใช่ของจังหวัด เรียกว่า การปกครอง แบบกรมาธิปไตย ของ กรม โดยกรม และ เพื่อ กรม
[12] ส่งผู้ว่าไปนั่งใน อบจ. ส่ง นายอำเภอ ไปนั่งใน สุขาภิบาล ส่งคนไปนั่งในสภาเมือง พัทยา
[13] เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม ให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ศิปวัฒนธรรม จารีตประเพณี แต่ไม่ได้เขียนไว้ทุกอำนาจหน้าที่เพราะจำทำให้ รัฐธรรมนูญยาวมาก และ บางเรื่องไปใช้หลักการ หรือ เทคนิค ในข้อ ๒.๒
[14] การกระจายอำนาจ ปี๒๕๕๐ ไม่จำเป็นต้องกระจายอำนาจให้ทุกท้องถิ่นเหมือนกัน แปรผันไปตามความพร้อม ของแต่ละท้องถิ่น ไม่จำแป็นต้องกระจายอำนาจให้เหมือนๆกันทั้งหมด
[15] เป็นผู้จัดสรร อำนาจหน้าที่ว่า งาน อะไรควรเป็นของท้องถิ่น โดย คณะกรรมการต้อง ศึกษา งานต่างๆ และ จัดสรรตามความเหมาะสม
[16] รายได้ไหนเป็นของรัฐ รายได้ไหนเป็นของท้องถิ่น ให้จัดสรรใหม่ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
[17] เพื่อปลด ล็อค จาก รัฐบาลโดยให้หน่วยงาน ก.ถ. ดูแลแทน
[18] .ให้ประชาชนในท้องถิ่น ลงชื่อถอดถอด นักการเมืองท้องถิ่นได้
[19] ประเทศไทย รัฐบาลคุมท้องถิ่นมากเกินไป ควรแค่กำกับดูแล
[20] ต.ย. การ ลาของผู้ว่า กทม. อภิรักษ์ สามสิบวัน ถามว่าคุณสมัครมี สิทธิไม่ให้ลาได้หรือไม่ ? กรณีผู้ว่า อภิรักษ์ เซ็นต์ เปิด แอลซี เนื่องจากถูก เร่งรัดจาก รมต. มหาดไทย โภคิน หนังสือของ รมต.มหาดไทย ถือเป็นคำสั่งหรือไม่ ? ตอนนี้ ค.ต.ส. กำลังสอบสวนอยู่ โภคินอ้างว่าไม่ได้เป็นคำสั่ง เป็นหนังสือของทางราชการ อำนาจสั่งไม่มี เพียงแต่แนะนำให้ทำ อภิรักษ์ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ตามกฎหมาย เพียงแต่กำกับดูแล ไม่ได้เป็นคำสั่ง
[21] เป็นรัฐวิสาหกิจ
[22] คำสัญญา หลักประกัน
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น