Key Words:
รัฐ (State) – เป็น/คือ ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบ ๑) ด้วยดินแดนที่มีขอบเขตแน่นอน (Territory) ๒) มีประชากร (Population) อาศัยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม ๓) โดยมีรัฐบาล (Government) ปกครองและ ๔) มีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ของตัวเองรัฐบาล
รัฐประชาชาติ (Nation-State) รัฐประชาชาติมีความแตกต่างไปจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช (absolutist state) ถึงแม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชอาจจะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ (modern state) แต่ก็ไม่ใช่รัฐประชา ชาติ เพราะในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ในขณะที่รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ ชาติคือประชาชน และอำนาจประชาธิปไตยอยู่ที่หรือเป็นของ “ประชาชน”
ชาติ (Nation) – เป็น/คือ ชุมชนทางสังคม (Social community) ที่มารวมกันโดยมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม และมีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกัน เช่นคำว่า “ชาติไทย”ประเทศ (Country) - เป็นคือชุมชนทางภูมิศาสตร์ บ่งบอกถึงที่ตั้ง มีความหมายกว้าง หมายรวมถึงดินแดนที่มีฐานะเป็นรัฐหรือไม่มีฐานะเป็นรัฐ แต่โดยสรุปแล้ว คำว่า “ประเทศ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง ดินแดน อาณาเขต และสภาพภูมิศาสตร์ เป็นต้นว่า ความอุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศแม่น้ำภูเขา ทะเล ป่าไม้ ฯลฯ เช่น ประเทศไทย
ประชาชน (People) อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (ประชาชน)
ประชากร (Population) เป็นจำนวนนับแบบพลวัตรของ รัฐ
ประชาชน หรือพลเมือง (Civil) เหมือน people
ประชาธิปไตย (Democracy) – เป็น/คือ กรอบแนวคิด หรืออุดมการณ์ (Ideology) ที่คำนึงถึงความเสมอภาค ความเป็นอิสระในการเลือกทางเดินของตัวเอง มีสิทธิและเสรีภาพ และตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งด้วยเสียงข้างมาก อาจจะโดยทางตรง (Direct) หรือ การใช้ผู้แทน (Representative) แต่คุ้มครองและยอมรับเสียงข้างน้อย (อ.ชลิดาภรณ์)
เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจก (Individual) ปัจเจกแต่ละคนต่างก็พยายามจะสนองความต้องการและผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการอิสระ และพึ่งตนเอง มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล (Reason) เพื่อนิยามความต้องการของตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต มีเสรีภาพ (Freedom) การเลือกเพื่อสนองความต้องการของปัจเจก แต่ข้อจำกัดของเสรีภาพคือต้องไม่ละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น และ ความอดกลั้น (Toleration) ที่จะยอมรับความแตกต่าง ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศีลธรรม และ การเมือง และคำนึงถึงความเท่เทียมกัน (Equality)ภายใต้สิทธิทางความเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ชลิดาภรณ์)
เสรีประชาธิปไตย (Liberal democracy) เป็นการผสมกันระหว่าง เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ซึ่ง Francis Fukuyama ถือว่าเป็นชัยชนะของเสรีนิยมต่ออุดมการณ์ทางการเมืองอื่น โดยใช้ระบบการเมืองแบบตัวแทนและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งเสรีนิยมไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการล่มสลายของระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธราช และคอมมิวนิสต์ การเติบโตของทุนนิยมในยุโรป (อ.ชลิดาภรณ์)
ระบบทุนนิยม (Capitalism System) ระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจที่เปิดให้เอกชนมีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี มีกำไรเป็นเป้าหมาย มีกลไกราคาเป็นตัวกำหนด ส่วนรัฐจะมีหน้าที่ดูแลเรื่องส่วนรวมของประเทศ เช่นการทหาร การต่างประเทศข้อดี เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ทั้งประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพข้อเสีย เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวยกระจุก จนกระจายระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการสะสมทุน ปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ คนมีเสรีภาพในการเลือกและการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ทางการผลิตหลักในระบบทุนนิยมคือความสัมพันธ์แบบขายแรงงานแลกเงิน (wage-labor relationship) นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ขณะที่แรงงานขายพลังแรงงานของตัวเอง ในอัตราค่าจ้างคงที่ ในกระบวนการผลิตสินค้า มีมูลค่าส่วนเกินเกิดขึ้น และตกเป็นของนายทุน นายทุนใช้มูลค่าส่วนเกินในการสะสมทุนต่อเพื่อการผลิตรอบต่อไป
Decisionism[1] - คือมีอำนาจบางอำนาจกำหนดเรื่องบางเรื่องไว้แล้ว เป็นแนวคิด ทฤษฎีที่สำคัญของ ชมิทท์ ที่โจมตี ปทัสถาน (norm) ของ เคลเซน (Kelsen) การประชุมในรัฐสภาการอภิปรายถกเถียงกันจึงมีสถานะไม่แตกต่างไปจากการ “เล่นละครการเมือง” ให้สมกับความเป็นนักการเมือง ดังที่ Carl Schmitt ได้ให้ความเห็นว่าการอภิปรายในรัฐสภาเป็นการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร
Exceptionism – แนวคิดของ ชมิทท์ เกี่ยวกับความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นสถานะทางการเมืองแบบ พิเศษ (มันซุกซ่อนอำนาจพิเศษบางอย่างไว้) เมื่อสังคมเกิดวิกฤต ในการตัดสินใจของกลุ่มคน หรือ ใครขณะนั้น เป็นสถานการณ์ที่เรียกว่า Exceptionist เช่น กรณีบุกอิรัก กรณี 9/11
การปรึกษาหารือสาธารณะ (Public Deliberation) รากฐานของมันวางอยู่บนกรอบคิดที่ว่า ความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การยอมรับในเรื่อง การให้ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ (Public justification) โดยความสมเหตุผลนี้ก็ต้องวางอยู่บน Rationality หรือ Reason ที่ยังสมเหตุสมผลในเชิงศีลธรรมด้วย โดยสาธารณชนเองก็ยินดีที่จะรับฟังหรือยอมรับการนำเสนอความคิดและหลักการทางการเมืองต่างๆ อย่างสมเหตสมผลด้วยเช่นกัน รากฐานทางความคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดว่า “ประชาชนโง่” ในทางตรงข้ามพลเมืองแต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือผลประโยชน์ สิ่งที่ดีงามและทรงคุณค่าสำหรับตัวเอง ความชอบธรรมของระบอบอยู่ที่ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลส่วนตัว (Private justification) ที่ตนเองมีอยู่แต่เพียงผู้เดียวและไม่สามารถที่จะร่วมกันกับคนอื่นๆได้ (อ.ธเนศ)
การอภิปรายสาธารณะ (Public Debate)
ถกเถียงสาธารณะ (Public Discussion หรือ Public Argument)
เจตจำนงทั่วไป (General will) เจตจำนงทั่วไปจะนำไปสู่เสรีภาพ รัฐบาลที่ดี เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิไตยมากขึ้น ที่เป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เราได้ยิน
Grund norm = Basic norm เป็น / คือ ปทัสถาน เบื้องต้น ในแนวคิดของ Kelsen ที่เห็นว่าประชาธิปไตยต้องมาจากรัฐและอาศัยโครงสร้างของรัฐ (ประชาชนต้องผ่นกลไกของรัฐ) เพราะ grund norm ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของปัจเจก
พลวัตร (Dynamic) – ประชากร (Population) มีพลวัตร เกิด ตาย ส่วนประชาชน (People) ไม่มีพลวัตร รัฐต้องการประชากร รัฐไม่ต้องการประชาชน
(Extra-legality) – การยึดหลักกฎหมาย พิเศษ
ในการร่างรัฐธรรมนูญ “คณะบุคคลกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวแทนที่ประชาชน “เลือกขึ้นมา ทำหน้าที่แทน” หรือ “ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทน” ประชาชน ในกรณีแรกคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในกรณีที่สองมาจากอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย (Extra-legality) เช่นการรัฐประหาร อะไรคือมาตรฐานตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ We the people ..เราคือประชาชนของประเทศ (หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕) แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ เป็นอำนาจที่สัมบูรณ์ (absolute) บางครั้ง ผู้ถูกแทน (ประชาชน) กลับมาทีหลังผู้แทน กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผู้ที่มาก่อนผู้ถูกแทน (ประชาชน) ซึ่งตามกรอบคิดจะเป็นลักษณะของฟาสซิสม์มากว่าที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นเรื่องของกลุ่มเผด็จการที่กระทำในนามของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นภายใต้โครงสร้างของรัฐในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี สิทธิ เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการรุกรานจากอำนาจอธิปไตย หรือ การรุรานของ “อำนาจประชาธิปไตย”
บริการสาธารณะ (Public Services) แนวคิดภาคประชาชนเพื่อเกิดบริการสาธารณะ หรือการปรึกษาหาหรือก็เพื่อบริการสาธารณะ
รัฐสมัยใหม่ (Modern State) – รัฐหลังการปกครอง พ.ศ. 2475
การกระจายอำนาจ (Decentralization) – การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น (การกำกับดูแล) เป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การแบ่งอำนาจ (De-concentration) – การแบ่งอำนาจจากส่วนกลาง เป็นการบริหารการปกครองส่วนกลางที่แบ่งอำนาจให้ ส่วนภูมิภาค หรือ ท้องถิ่นในการทำงานแทนส่วนกลาง และอยู่ในความควมคุมของส่วนกลาง
การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) – กลไกในการควบคุมอำนาจรัฐ ให้มีความสมดุล โดยการถ่วงดุลอำนาจ และการตรวสอบกันเองของ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ (Check & Balance) ตามรัฐธรรมนูญ และแนวคิดของ มองเตส กิเออ (Montesquieu)
โลกาภิวัตน์ (Globalization) เป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งรวดเร็วมากเนื่องจากเทคโนโลยี่ IT
อิสระในขอบเขต (Autonomy) เป็นอิสระในขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น ความอิสระในการบริหารราชการการปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างจาก อิสระ (Independent)
ประชาสังคม (Civil Society) ประชาสังคม (Civil society) Civil นั้นแปลว่า พลเมืองหรือประชาชน ส่วน Society นั้นแปลว่า สังคม คือการเข้าหมู่เข้าพวก การที่คนอยู่ร่วมกัน หากแปลแบบชาวบ้านก็คือ สังคมของพลเมืองนั่นแหละการอยู่ตัวคนเดียวนั้นย่อมมีเสรีภาพ 100% คนที่อยากทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองก็สามารถเลือกที่จะปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวได้อีทีนี้การที่คนเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เพราะการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว เช่น สามารถที่จะหาคู่ครอง มีโรงเรียนให้ลูกเรียน มีโรงพยาบาล มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีความสะดวกมากมายกว่าการอยู่ตัวคนเดียว ฯลฯ
ปทัสถาน เบื้องต้น (Basic Norm) หรือ Grund Norm
Grund Norm เป็นเรื่องที่ครรจะเป็น “Ought to” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เป็น อยู่ หรือ คือ “Is” หรือต้องเป็นเช่นนั้น Kelsen มองว่า Heteronomy (ภาวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของผู้อื่น เผด็จจการ) เป็นตัวเสริมสร้างกฎหมาย ในขณะที่ Autonomy (ความอิสระ การปกครองตนเอง ความเป็นปัจเจก) เป็นตัวทำลายกฎหมาย
ของ Kelsen “General Theory of Law and State” สำนักความคิดทางปฏิฐานนิยม positivism โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาสาย ธรรมชาตินิยม (ความจริงคืออะไร) ความจริงเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีอยู่แล้วรอการค้นพบ และแน่นอนตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง
ประชานิยม (Populism) ประชานิยม (Populism) หมายถึง นโยบายที่รัฐใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าหรือชนชั้นล่าง เป็นนโยบายที่เน้นไปที่การอัดฉีดเงิน และการบริการต่างๆลงตรงสู่ รากหญ้าโดยตรงเลย Tax cut หรือ Tax refund จะสามารถ เพิ่ม disposable income ของประชาชน ซึ่งจะกลายเป็น การใช้จ่ายในสินค้า และ บริการ เป็นการกระตุ้น ภาคส่วนการผลิต (production sector) นอกจากนี้เป็นการกระตุ้น economy’s aggregate supply เป็นการทำให้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยปราศจาก trade-off against price stability. สรุป ระบบ แพคเก็จ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งการหักภาษี และ นโยบายทุนนิยม พอรับได้ แตไม่สุดยอด ผู้เขียนเสนอว่า ในช่วงสั้น รัฐบาล ยังคงประกาศนโยบายต่อเนื่อง และ ผลของมัน ทำให้ได้รับความเชื่อมั่น จากทั้ง Household และ business units ซึ่งจำเป็นสำหรับ การจัดการ เศรษศาสตร์จุลภาค รัฐบาลจำเป็นต้องศึกษาความเป็นไปได้ และ การดำเนินการของระบบ negative tax ซึงเป็นผลต่อการกระตุ้นผลทางเศรษศาสตร์ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเฝ้ามองคือ Macroeconomic goals ว่ายังคงเจริญเติบโตหรือเปล่า การกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเป็นการลดภาษีรัฐบาล และ ให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น
ระบบการปกครองแบบผสม (Hybrid Regime System) – เป็นการจัดอันดับประชาธิปไตย ตาม Democracy Index (Full[2] democracy: Sweden (1), US (17); Flawed[3] democracy: Philippine (67), Malaysia (81); Hybrid[4] Regimes: Singapore (84), Thailand (90); Authoritarian[5] Regimes: Myanmar (163) ) จาก 167 ประเทศ (Rank) จาก Economist Intelligence Unit Democracy Index 2006
แมกนา การ์ตา (Magna Carta: ค.ศ. 1215) – เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของ อังกฤษ
Hans Kelsen (1881-1973) – ความหมายรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ Han Kelsen
ความยุติธรรมและกฎหมายเป็นคนละสิ่งกัน ในความคิดของนักทฤษฎีกฎหมายอย่าง Han Kelsen (1881-1973) เห็นว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ในขณะที่กฎหมายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ (Pure law) ทีไม่ต้องพึ่งพากับอะไรหรือมีความเป็นเอกเทศ ด้วยคามพยายามที่จะกำหนดให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากตัวเอง (กฎหมาย)(Han Kelsen, “Science and Politics”,p.365) ไม่ได้เกิดจากผลประโยชน์หรือค่านิยม แต่กฎหมายก็ต้องการ “กฎ”ที่สูงกว่าและมีอำนาจมากกว่าเป็นตัวรองรับ และ Justification คือมีเหตุผลผลสนับสนุนการกระทำหรือให้ความสมเหตุสมผล โดยกระบวนการทั้งหมดในระบอบประชาธิปไตยก็จะไปสิ้นสุดที่รัฐธรรมนูญ
คาร์ล ชมิทท์ Carl Schmitt แนวคิดพื้นฐานของ Schmitt คือการทำลายสมการพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนงทั่วไป (General Will)l จะนำไปสู่เสรีภาพ (Freedom) รัฐบาลที่ดี (Good Government) เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เรามักได้ยิน คือถ้ามีการเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรมแล้วคนเราก็จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เราก็จะมีรัฐบาลที่ดี และได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ Schmitt โจมตีว่ามันไม่เป็นความจริง และ Schmitt ยังโจมตีว่าความคิดของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีส่วนร่วมและถ้าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่จะได้กฎหมายที่ดีสำหรับประชาชน ซึ่ง ชมิทธ์ โจมตีว่าไม่จริง มันเป็นการทำอยู่บน เอกลักษณ์หรือความเหมือนกัน (Identity) บางอย่างที่ทำให้ General Will นำไปสู่ เสรีภาพและรัฐบาลที่ดี อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ ชมิทธิ์ล้มล้างว่าไม่เป็นความจริง คือทฤษฎีการเมืองของ ชมิทธิ์ กล่าวว่ามันมีช่องว่างอยู่มากระหว่าง General will และ เสรีภาพ ระหว่าง General will กับ รัฐบาลที่ดี ระหว่าง general will กับกฎหมาย Schmitt เห็นว่าเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากและถ้าไม่ทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดีเราจะไม่มีทางสร้างการเมืองที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เพราะเราไปเชื่อว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีเจตจำนง ทำการเมืองอย่างเต็มที่แล้ะทุกอย่างก็จะดีไปหมด เป็นแวคิดที่ ชมิทธิ์โจมตีไว้ ชมิทธิ์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย สิ่งที่มีอำนาจทีสุดในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสุดท้ายไม่ใช่ General Will แต่จริงๆมันคือ Decisionism (คือ สิ่งต่างๆทางการเมืองมีการตัดสินใจล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว) ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือของคนในสังคม มีคนบางพวกบางกลุ่ม บางพวกตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำสิ่งที่เขาตัดสินใจอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางบังคับให้คนในสังคมเชื่อหรือยึดถือ โดยมีขบวนการที่ซับซ้อนจนคนในสังคมนั้นคิดว่าตัวเองเชื่อและต้องการสิ่งนั้นๆจริงๆ นับเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีทีสำคัญที่สุดของชมิทธิ์ คือ Decisionism และ ชมิทธ์ ก็โจมตี Norm ของ Kelsen ว่าเป็น Decisionism หนึ่ง คือมีคนบางกลุ่มทึกทักว่าอะไรบางอย่างเป็น Norm (รูปแบบ แบบแผน หรือ มาตรฐาน) ของสังคม แล้วบอกว่าคนในสังคมนั้นต้องยึดถือ Norm นั้นเหมือนๆกัน ชมิทท์ เห็นว่ามันเป็น Decisionism ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant: ค.ศ. 1724 – 1804) อิมมานูเอิล คานท์ (Immanuel Kant) (1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของ เฮเกิล
แมค เวเบอร์ (Max Weber) (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย
แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber นักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป
Thomas Hobbes (ค.ศ. 1588 – 1679) Hobbes มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและโหดร้าย ในสังคม มนุษย์แต่ละคนควรสละเสรีภาพ และทำสัญญาเพื่อมอบอำนาจให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย (จาก Leviathan)
John Lock John Lock มีกรอบคิด เรื่อง “เสรีภาพตามธรรมชาติ” ที่มองมนุษย์ในทางบวกกว่า Hobbes ซึ่งการพัฒนาเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ นำไปสู่แนวคิดเรื่องอำนาจ รัฐ ที่เกิดเป็น ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของ Jean Jacques Rousseau
หลักนิติรัฐ (The Rule of Law) คือการปกครองโดยกฎหมาย ( The Rule of Law) การมีอำนาจเป็นเรื่องยกเว้นคือต้องมีเท่าที่จำเป็น ผู้ปกครองจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายมาจำกัด การจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องยกเว้น คือต้องจำกัดเท่าที่จำเป็น (อ.ปริญญา)
The Rule of Law เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อว่าการปกครองด้วยกฎหมายดีกว่าการปกครองด้วยคน (the rule of man) การปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อต้องการจำกัดอำนาจรัฐ (ตามแนวคิดของ Neo-Liberalism) และปกป้องคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในแง่เสรีประชาประชาธิปไตย The Rule of Law นั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ
· ประชาชนต้องรู้ข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ
· รัฐทำอะไรต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบ
· ต้องมีการบังคับใช้ได้ในอนาคต
· ต้องมีความชัดเจน
· บังคับใช้ได้กับทุกคนทั่วไป
การควบรวมและซื้อ (พรรค) กิจการทางการเมือง (Political Merging & Acquisition) – ในการควบรวมพรรค และซื้อ ส.ส. สมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร
สภาแขวง (District Council)
สภาเขต (County Council)
ระบบรัฐเดี่ยว (Unitary State System) – ประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น เป็นรัฐเดี่ยวเป็นระบบรัฐเดี่ยว
ระบบสหพันธรัฐ (Federal State System) - ประเทศสหรัฐเป็นระบบรัฐแบบสหพันธรัฐ
ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participation Democracy) – ประชาธิปไตยแบบเสรีประชาธิปไตยโดยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม นอกเหนือจากการเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยแบบตรง (Direct Democracy) - ประชาธิปไตยสมัยกรีกโบราณ การลงประชามติ
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) – เป็นการปรึกษาหารือของกลุ่มสังคม/ชุมชน และท้องงถิ่น ในการทำงานด้านประชาธิปไตยนอกสภา เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) - คือประชาธิปไตยที่ประชาชนมอบสิทธิให้ผู้ทำแทน ทำหน้าที่แทนประชาชน โดยการเลือกตั้ง เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. ให้ทำงานใน รัฐสภาเนื่องจากประชาชนไม่มีเวลาเพราะต้องทำมาหากิน และในการออกกฎหมายเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญและเรื่องเทคนิคเฉพาะทาง
ประชามติ (Referendum) – การเสนอปัญหาใฟ้ประชาชนตัดสิน เช่น การรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของไทย
มิติ และปัจจัย (Dimensions & Elements) – มุมมองในหลายๆ มิติและองค์ประกอบของแต่ละมิติในการวิเคราะห์ ปัญหา หรือข้อสนใจศึกษา
ระบบสัดส่วน (Proportion) – ระบบการเลือตั้งแบบ สัดส่วน หรือ Party List
เพิกถอน (Recall) – การลงมติเพิกถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยประชาชน
[1] มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้มาจากการถกเถียงหรือปรึกษาหารือของใคร อ.ศิโรตน์ ยกตัวอย่างว่าในรัฐธรรมนูญไทยว่า ไทยเป็นรัฐเดี่ยว มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว
[2] เต็มไปด้วย
[3] ไม่สมบูรณ์, มีข้อบกพร่อง
[4] ลูกผสม
[5] ที่ปกครองโดยใช้อำนาจสิทธิ์ขาด
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
9. คำแนะนำ อ.ชลิดาภรณ์ (อธิบายเพิ่ม)
อ.ชลิดาพร
การเตรียมตัวสอบ ประมวลวิชา จากที่เรียน ๑๒ วิชา คือ
ข้อเขียน สอบประมาณเดือน มกราคม ๒๐๐๙
๑. Concept หรือแนวคิด ของ เรื่อง “รัฐ”
ทำความเข้าใจว่าเราเรียนอะไรไปบ้างเกี่ยวกับรัฐ
รัฐคืออะไร? รัฐประกอบด้วยอะไรบ้าง? ทำไมต้องมีรัฐ?
1. “รัฐ” หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดนที่มีขอบเขตแน่นอน มีประชากรอาศัยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม โดยมีรัฐบาลปกครองและมีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง“ชาติ” คือชุมชนทางสังคม (Social community) ที่มารวมกันโดยมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม และมีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกัน เช่นคำว่า “ชาติไทย”“ประเทศ” คือชุมชนทางภูมิศาสตร์ บ่งบอกถึงที่ตั้ง มีความหมายกว้าง หมายรวมถึงดินแดนที่มีฐานะเป็นรัฐหรือไม่มีฐานะเป็นรัฐ แต่โดยสรุปแล้ว คำว่า “ประเทศ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง ดินแดน อาณาเขต และสภาพภูมิศาสตร์ เป็นต้นว่า ความอุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศแม่น้ำภูเขา ทะเล ป่าไม้ ฯลฯ เช่น ประเทศไทย
2. รัฐ (state) ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้กล่าวถึงความหมายของรัฐตามทัศนะของ เบนจามินและดูวาล (Roger Benjamin and Raymond Duvall) ซึ่งได้เสนอว่า มีแนวคิดเกี่ยวกับรัฐอยู่ 4 แนวทาง คือ (1) รัฐในฐานะที่เป็นรัฐบาล (The state as government) ซึ่งหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ดำรงตำแหน่งซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจในสังคมการเมือง และ (2) รัฐในฐานะที่เป็นระบบราชการ (The state as public bureaucracy) หรือเครื่องมือทางการบริหารที่เป็นปึกแผ่นและเป็นระเบียบทางกฎหมายที่มีความเป็นสถาบัน ทั้งสองความหมายนี้เป็นการมองรัฐตามแนวคิดของนักสังคมศาสตร์ที่มิใช่มาร์กซิสต์ (3) รัฐในฐานะที่เป็นชนชั้นปกครอง (The state as ruling class) เป็นความหมายในแนวคิดของมาร์กซิสต์ และ (4) รัฐในฐานะที่เป็นโครงสร้างทางอุดมการณ์ (The state as normative order) ซึ่งเป็นแนวคิดของนักมานุษยวิทยา
3. อำนาจรัฐ คือ อำนาจมหาชนอันเป็นอำนาจสาธารณะที่รัฐมีอยู่เหนือดินแดนและบุคคลที่อยู่อาศัยในดินแดนของตน อำนาจรัฐที่กล่าวเป็นออำนาจดั้งเดิมที่รัฐไม่ได้รับมอบหมายมาจากผู้หนึ่งผู้ใด และมีลักษณะเป็นเอกภาพ ซึ่งหมายความว่าแบ่งแยกไม่ได้ สำหรับประทเศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจจักรไทยกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้ทรงหรือถืออำนาจรัฐ และให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐผ่านองค์กรต่างๆของรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาพื้นฐานและเป็นกฎกติกาสูงสุดแห่งรัฐ การใช้อำนจรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆคือกำหนดให้รัฐสภาใช้อำนาจนิติบัญญัติ รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร และ ศาลใช้อำนาจตุลาการ แต่ รธน. 2540 และ 2550 ยังกำหนดให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้อำนาจรัฐเคียงคู่กับองค์กรต่างๆที่มีอยู่เดิม (วรเจตน์)
4. ศาลในประเทศไทยแยกเป็น 4 ประเภทหลักคือ (วรเจตน์)
1) ศาลยุติรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในทางรัฐธรรมนูญ
2) ศาลยุติธรรม เป็นศาลทั่วไป ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งปวงที่ไม่อยงู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีแพ่งและคดีอาญา
3) ศาลปกครอง ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสองความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำขององค์กรของรัฐซึ่งใช้อำนาจปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีพิพารระหว่างองค์กรของรัฐกับเอกชน
4) ศาลทหาร ซึ่งทำหน้าที่พิจารณคดีอาญาทหารและคดีอื่นๆตามกฎหมายบัญญัติ
5. รัฐประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ
1. รัฐบาลปกครอง (government)
2. เขตแดนที่แน่นอน (territory)
3. ประชากร(population)
4. อำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง (sovereignty)
7. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือองค์การที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นโดยกำหนดภาระหน้าที่เบื้องต้นไว้ ประกอบด้วย
1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีก 4 คน ทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม
2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ตรวจการฯ) ทำหน้าที่พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำเรียกร้องกรณีที่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัติหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ราชการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน และมีหน้าที่จัดทำรายงานพร้อมความเห็นและเสนอแนะต่อรัฐสภา นอกจากนี้ยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยกรณีที่ปรากฎว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือการกระทำของบุคคลใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ
3. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกแปดคน มีภารกิจหลังในการทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนและวินิจฉัยความร่ำรวยผิดปกติ การทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ
4. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คนและกรรมการอื่นอีก 6 คน มีภารกิจหลักในการวางนโยบายเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การพิจารณาวินิจฉัยความผิดทางวินัยงบประมาณและการคลัง การเสนอแนะให้หน่วยรับตรวจแก้ไขข้อบกพร่องหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีองค์กรอื่นๆอีก คือ คณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติ, องค์กรอัยการ และ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4. ที่ต้องมีรัฐเพราะประชาชน (people) ต้องการรัฐถ้าไม่มีรัฐ ประชาชนก็จะกลายเป็นฝูงชน(Multitude)ที่ไร้ระเบียบ แต่รัฐไม่ต้องการประชาชนรัฐต้องการประชากร (population) เพราะประชากรมีพลวัตรคือเกิด ตาย
จุดประสงค์ของรัฐ1.สร้างความเป็นระเบียบ2.การส่งเสริมสวัสดิภาพแก่ประชาชน3.การส่งเสริมสวัสดิการแก่ส่วนรวม4.การส่งเสริมคุณธรรม
หน้าที่ของรัฐหน้าที่ของรัฐแล้วมีอยู่ 4 ประการ คือ
1. การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
2. การให้บริการและสวัสดิการทางสังคม
3. การพัฒนาประเทศ
4. การป้องกันการรุกรานจากภายนอก
๒. Concept หรือแนวคิด ของเรื่อง “ประชาธิปไตย” *****
เราเรียนรู้เรื่องประชาธิไตย ไปหลายแง่หลายมุม ที่ต้องเข้าใจ และ แม่นยำโดยเฉพาะเรื่อง Liberal democracy หรือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม เพราะว่าประชาธิปไตยสมัยใหม่ ตั้งอยู่บนฐานของเสรีนิยม และ ในวิชาต่างๆ ก็จะพูดถึงแง่มุมต่างๆ ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม นอกจากนี้ยังมี ประชาธิปไตย รูปแบบ อื่นๆ เช่น derivative democracy หรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (พยายามนำมาเชื่อมโยงกันให้ได้)
ประชาธิปไตยคืออะไร? เสรีประชาธิปไตยคืออะไร? เสรีนิยมคืออะไร? รูปแบบอื่นของประชาธิปไตยมีอะไรบ้าง? ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือคืออะไร?
· ประชาธิปไตย (Democracy) คือ กรอบแนวคิด หรืออุดมการณ์ (Ideology) ที่คำนึงถึงความเสมอภาค ความเป็นอิสระในการเลือกทางเดินของตัวเอง มีสิทธิและเสรีภาพ และตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งด้วยเสียงข้างมาก อาจจะโดยทางตรง (Direct) หรือ การใช้ผู้แทน (Representative) แต่คุ้มครองและยอมรับเสียงข้างน้อย (อ.ชลิดาภรณ์)
· ประชาธิปไตยคืออะไร ประชา+อธิปไตย = การปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และเป็นการปกครองโดยประชาชน (Government by the people) หลักความเสมอภาค หลักสิทธิเสรีภาพ การปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority’s Rule) คุ้มครองเสียงข้างน้อย (Minority’s Rights) (ปริญญา)
· หลักนิติรัฐ คือการปกครองโดยกฎหมาย ( The Rule of Law) การมีอำนาจเป็นเรื่องยกเว้นคือต้องมีเท่าที่จำเป็น ผู้ปกครองจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายมาจำกัด การจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องยกเว้น คือต้องจำกัดเท่าที่จำเป็น (อ.ปริญญา)
· หลักประชาธิปไตย การปกครองโดยประชาชน (Government by the people) ระบอบประชาธิปไตย = กฎหมายต้องมาจากประชาชน(อ.ปริญญา)
· การปกครองโดยกฎหมายกับ การแบ่งแยกอำนาจ
o การปกครองด้วยกฎหมาย (The Rule of Law) แบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) ออกเป็น ฝ่ายบริหาร (ใช้กฎหมาย) ฝ่ายนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) และ ฝ่ายตุลาการ (ตีความกฎหมาย ตรวจสอบกฎหมายที่ตราโดยฝ่าย นิติบัญญัติ)
o ประชาชน เลือกตั้ง เลือกผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมือง ทำหน้าที่ตรากฎหมาย (ฝ่ายนิติบัญญัติ)
o คณะรัฐมนตรี ใช้กฎหมาย ในการบริหารและต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
o ตุลาการ ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ (ตีความกฎหมาย)
· รธน.มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขขทรงใช่อำนาจนั้นทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
· การปกครองในระบบรัฐสภา ประมุขของรัฐ (State) คือกษัตริย์ หรือประธานาธิบดี ประชาชนเลือกสมาชิกสภา สมาชิกสภาเลือก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เลือกคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งรัฐบาล
· การปกครองระบบประธานาธิบดี ประมุขของรัฐคือประธานาธิบดี ประชาชนเลือกประธานาธิบดี และ ประชาชนเลือกสมาชิกสภา ประธานาธิบดีเลือกคณะรัฐมนตรีเพื่อตั้งรัฐบาล
· องค์การตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และ ตุลาการภิวัฒน์
o อำนาจนิติบัญญัติ
วุฒิสภา (76 เลือกตั้ง 74 แต่งตั้ง) - .ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ องค์กรอิสระออกจากตำแหน่ง,
สภาผู้แทนราษฎร (เลือกตั้ง) เป็นกรรมการสรรหา กกต. ผู้ตรวจการฯ คตง. ปปช. ออกพระราชบัญญัติ, พระราชกำหนด
o องค์กรอิสระ – กกต, ผู้ตรวจฯ, คตง และ ปปช เป็นกรรมการสรรหา ส.ว.(๗๔ คน)
o อำนาจตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม เป็นกรรมการสรรหา กกต. (ม.๒๓๑) ผู้ตรวจการฯ (ม.๒๔๓) คตง. (ม.๒๕๒ วรรค ๓) ปปช. (ม.๒๔๖ วรรค ๓)
o พระมหากษัตริย์ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งประธานสภาผู้แทน, ผู้นำฝ่ายค้าน, ประธานวุฒิสภา, นากยกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ผู้พิพากษาและตุลาการ และ องค์กรอิสระทุกองค์กร เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย
o พระมหากษัตริย์ ม.๒๐๐ ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ, ทรงใช้อำนาจแบบ Passive, ม.๑๙๕ ราชการแผ่นดินต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
o อำนาจบริหาร สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรี
o ปวงชนชาวไทย เจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามมาตรา ๓
· เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจก (Individual) ปัจเจกแต่ละคนต่างก็พยายามจะสนองความต้องการและผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการอิสระ และพึ่งตนเอง มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล (Reason) เพื่อนิยามความต้องการของตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต มีเสรีภาพ (Freedom) การเลือกเพื่อสนองความต้องการของปัจเจก แต่ข้อจำกัดของเสรีภาพคือต้องไม่ละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น และ ความอดกลั้น (Toleration) ที่จะยอมรับความแตกต่าง ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศีลธรรม และ การเมือง และคำนึงถึงความเท่เทียมกัน (Equality)ภายใต้สิทธิทางความเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ชลิดาภรณ์)
เสรีประชาธิปไตย(Liberal democracy) เป็นการผสมกันระหว่าง เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ซึ่ง Francis Fukuyama ถือว่าเป็นชัยชนะของเสรีนิยมต่ออุดมการณ์ทางการเมืองอื่น โดยใช้ระบบการเมืองแบบตัวแทนและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งเสรีนิยมไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการล่มสลายของระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธราช และคอมมิวนิสต์ การเติบโตของทุนนิยมในยุโรป (อ.ชลิดาภรณ์)
รูปแบบอื่นๆของประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตย เป็นเรื่องของอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ดำรงอยู่อย่างพอเพียงได้ ประชาธิปไตยย่อมไม่มีวันพอเพียง ความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต เส้นทางของประชาธิปไตย ในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองจึงเป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดจบ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงและดำเนินไปตลอดเวลา ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ กรอบการมีส่วนร่วมทางการเมือง เชื่อว่าจะทำให้ประชาธิปไตยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จากประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) ในสมัยกรีกโบราณ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) เช่นเดียวกับ ประชาธิปไตยแบบราดิคัล (Radical democracy) และประชาธิปไตยแบบประชานิยม (Populist democracy) ซึ่งก็ช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเริ่มเสื่อมคลายความนิยมไปในปลายทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ประชาธิปไตยสายชุมชนนิยม (Communitarianism) ประชาธิปไตยสายเสรีภาพนิยม (Libertarianism) โดยเฉพาะการถกเถียงหรือวิวาทะ (debate) ระหว่าง สายชุมชนนิยม และสายเสรีภาพนิยม ทำให้กรอบคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกัน
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative democracy) รากฐานของมันวางอยู่บนกรอบคิดที่ว่า ความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การยอมรับในเรื่อง การให้ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ (Public justification) โดยความสมเหตุผลนี้ก็ต้องวางอยู่บน Rationality หรือ Reason ที่ยังสมเหตุสมผลในเชิงศีลธรรมด้วย โดยสาธารณชนเองก็ยินดีที่จะรับฟังหรือยอมรับการนำเสนอความคิดและหลักการทางการเมืองต่างๆ อย่างสมเหตสมผลด้วยเช่นกัน รากฐานทางความคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดว่า “ประชาชนโง่” ในทางตรงข้ามพลเมืองแต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือผลประโยชน์ สิ่งที่ดีงามและทรงคุณค่าสำหรับตัวเอง ความชอบธรรมของระบอบอยู่ที่ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลส่วนตัว (Private justification) ที่ตนเองมีอยู่แต่เพียงผู้เดียวและไม่สามารถที่จะร่วมกันกับคนอื่นๆได้ (อ.ธเนศ)
1. ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองตนเองของประชาชน ประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบ เช่นประชาธิปไตยโดยตรง ประชาธิปไตยโดยระบบผู้แทน ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม
2. ประชาธิปไตยมีรากฐานสำคัญ 5 ประการคือ
· อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
· ความมีเสรีภาพ
· หลักความเสมอภาค
· หลักการเสียงข้างมาก (majority rule) ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิและรับฟังเสียงข้างน้อย (minority Rights) โดยเคารพและคุ้มครองสิทธิเสียงข้างน้อยด้วย
3. เสรีประชาธิปไตยคือ
ประชาธิปไตยที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้เป็น ประชาธิไตย-เสรีนิยม หรือ “เสรีประชาธิปไตย” (liberal democracy) ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่าง ความเสมอภาค (ประชาธิปไตย) กับ หลักเสรีภาพ (เสรีนิยม) เพราะมนุษญ์มีสิทธิเสรีภาพอยู่ก่อนแล้วตามธรรมชาติ ดังนั้นในแง่ของเนื้อหาสาระ (contents) ของประชาธิปไตย รัฐจะต้องสงเสริมปกป้อง สวัสดิภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความมั่นคงของมมนุษย์ แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น
เสรีประชาธิปไตยมองที่การก่อตัวของเจตจำนง (Will formation) ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องดูเนื้อหาสาระ (contents) ของมันด้วย คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการจำกัดสิทธิของผู้มีอำนาจในการปกครอง
· อำนาจอธิปไตย ในแต่ละประเทศ ต่างระบบการปกครอง ที่อยู่ของอำนาจอธิปไตยที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศทีมาจากการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยอยู่ที่สภาผู้แทน ประธานาธิบดี หรือระบบเผด็จการทหารก็อยู่ที่ทหาร สมบูรณาญาสิทธิราช ก็อยู่ที่กัตริย์ แต่ ชมิท เชื่อว่าอำนาจอธิปไตย จะเกิดและเห็นได้ก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต ต.ย. กรณี การเมืองของไทยปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของรัฐสภ หรือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต้อยู่ที่ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ
· ประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นตามหลักการเราถือได้ว่าการเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยเมื่อประกอบด้วยลักษณะดังนี้ (ในช่วงแรกหลัง พ.ศ. 2475)
o มีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและมีการแข่งขันระหว่างนักการเมืองหรือพรรคการเมือง
o ยอมรับผการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลจะเปลี่ยนไปตามผลของการเลือกตั้ง
o ส.ส.ได้เป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
๓. โครงสร้างภาคสังคม
เช่น โครงสร้างทางสังคมของระบบศักดินา เกี่ยวข้องกับรัฐ และ ประชาธิปไตยอย่างไร โครงสร้างของรัฐ สะท้อน และ ผลิตซ้ำโครงสร้างทางสังคม หน้าตาของประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร มีองค์ประกอบปลีกย่อย หรือ แง่มุมทีมีลักษณะเฉพาะอย่างไร สะท้อนโครงสร้างทางสังคม (เราต้องเอาองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันให้ได้)
ประชาสังคม (Civil society) Civil นั้นแปลว่า พลเมืองหรือประชาชน ส่วน Society นั้นแปลว่า สังคม คือการเข้าหมู่เข้าพวก การที่คนอยู่ร่วมกัน หากแปลแบบชาวบ้านก็คือ สังคมของพลเมืองนั่นแหละการอยู่ตัวคนเดียวนั้นย่อมมีเสรีภาพ 100% คนที่อยากทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองก็สามารถเลือกที่จะปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวได้อีทีนี้การที่คนเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เพราะการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว เช่น สามารถที่จะหาคู่ครอง มีโรงเรียนให้ลูกเรียน มีโรงพยาบาล มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีความสะดวกมากมายกว่าการอยู่ตัวคนเดียว ฯลฯแต่การที่คนมารวมตัวกันอยู่เป็นสังคมย่อมจำเป็นที่ต้องลดเสรีภาพส่วนตัวลงบ้าง โดยต้องระลึกเสมอว่า สังคมให้ประโยชน์แก่ตัวเรามากกว่าที่เราจะแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวดังนั้น หน้าที่ของพลเมืองหรือคนที่อยู่ในสังคมก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยต้องมีวินัยที่เคร่งครัดในการที่จะทำให้สังคมสงบสุข หากใครละเมิดสิทธิประโยชน์ของคนอื่นหรือส่วนรวม ก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ ขอย้ำว่าสังคมให้ประโยชน์แก่ตัวเรามากกว่าที่เราจะแยกตัวออกไปอยู่แต่เพียงคนเดียวสำหรับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบันเช่นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวีเดน เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ นั้นประชาชนมีวินัยสูง มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้สิทธิประโยชน์ของตนเอง จึงไม่สามารถที่จะเกิดเผด็จการขึ้นมาได้ในสังคมเหล่านี้ได้ และสิ่งนี้เองที่เรียกว่า "Civil Society" หรือนักวิชาการไทยแปลว่า "ประชาสังคม" นั่นเองดังนั้น หัวใจของประชาสังคมก็คือ1.การตระหนักในสิทธิประโยชน์ของตนเอง2.มีความเข้าใจเรื่องการสละเสรีภาพบางประการของตนเพื่อความสันติของสังคม3.มีวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคมคราวนี้ก็ต้องว่ากันถึงเรื่องประเทศไทยของเราว่ามี Civil Society แค่ไหน เพียงใด
๔. ระบบทุนนิยม
ดูปฏิสัมพันธ์ ระหว่างทุนนิยม และ ความเป็นไปในระบบ การเมือง รวมทั้งหน้าตา ของระบบการเมืองด้วย และ ในทางกลับกัน การเมืองความเป็นไปในระบบการเมือง เข้าไปส่งผลต่อเกี่ยวระบบเศรษฐกิจ แบบทุนนิยม อย่างไร ระบบทุนนิยมโลก หน้าตาเป็นอย่างไร
ระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจที่เปิดให้เอกชนมีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี มีกำไรเป็นเป้าหมาย มีกลไกราคาเป็นตัวกำหนด ส่วนรัฐจะมีหน้าที่ดูแลเรื่องส่วนรวมของประเทศ เช่นการทหาร การต่างประเทศข้อดี เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ทั้งประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพข้อเสีย เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวยกระจุก จนกระจายระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการสะสมทุน ปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ คนมีเสรีภาพในการเลือกและการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ทางการผลิตหลักในระบบทุนนิยมคือความสัมพันธ์แบบขายแรงงานแลกเงิน (wage-labor relationship) นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ขณะที่แรงงานขายพลังแรงงานของตัวเอง ในอัตราค่าจ้างคงที่ ในกระบวนการผลิตสินค้า มีมูลค่าส่วนเกินเกิดขึ้น และตกเป็นของนายทุน นายทุนใช้มูลค่าส่วนเกินในการสะสมทุนต่อเพื่อการผลิตรอบต่อไป
จุดบกพร่องของระบบทุนนิยม
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2544 และ 3 กันยายน 2544
ผมได้กล่าวถึงระบบทุนนิยมว่า โดยแก่นแท้แล้ว เป็นปรัชญาที่ให้สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ แก่ประชาชนทุกคนอย่างเต็มที่ เพราะอดัม สมิธ (Adam Smith) สรุปให้เห็นว่า การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคนในสังคมนั้น ส่งผลให้การเกื้อกูลให้สังคมดังกล่าว เจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าอย่างที่ระบบเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ระบบสังคมนิยม ไม่สามารถทาบติดได้
แต่ระบบทุนนิยม ก็มีจุดบกพร่องหลักๆ อยู่ 4 จุดที่ต้องอาศัยการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาล แต่โดยหลักการแล้ว รัฐบาลควรมีบทบาทในการกำกับเศรษฐกิจของประเทศน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีบทบาทในการจัดการกับ
1. การผูกขาด : การผูกขาด คือ การที่ผู้ผลิตรวมตัวกันได้ หรือมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะกำหนดราคาสินค้าได้ ความหมายทางวิชาการ คือผู้ที่มีอำนาจผูกขาด จะตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่กำหนดโดยตลาดเสรี และจะผลิตสินค้าในปริมาณที่ต่ำว่าที่ผลิตภายใต้ระบบตลาดเสรี ดังนั้น ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ เพราะจะซื้อของได้น้อย และในราคาแพง โปรดสังเกตว่า การผูกขาดนั้น ควรวัดจากความสามารถที่จะกำหนดราคาสินค้า เพราะฉะนั้น การป้องกันการผูกขาดจึงมิใช่ การกำหนดส่วนแบ่งตลาดขั้นต่ำของผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะหากผู้ผลิต สามารถคบคิดร่วมกัน (Collusion) ก็จะสามารถผูกขาดได้ เช่น กรณีของโอเปคนั้น มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 31 % แต่สามารถกำหนดราคาตลาดได้อย่างที่เห็นกันอยู่
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการจำกัดอำนาจผูกขาดให้หมดไป ยกเว้นกรณีที่เป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ (เช่น กรุงเทพ คงไม่จำเป็นต้องมีสนามบินนานาชาติเกินกว่า 2 แห่ง) ในกรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมราคาให้ต่ำลง
2. สินค้าสาธารณะ (Public Goods) มีสินค้า และบริการบางชนิดที่ยากต่อการกีดกัน มิให้ผู้อื่นมาร่วมบริโภค เช่น การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ทั่วหน้ากัน แต่หากไปสอบถามแต่ละคนว่า พร้อมจะจ่ายเงิน (ภาษี) เท่าไร เพื่อให้ได้รับบริการดังกล่าว ทุกคนก็พยายามบอกปัดไป เนื่องจากคิดว่าตนควรจ่ายเพียงเล็กน้อย หรือไม่จ่ายเลย เพราะหากคนอื่นยอมจ่าย แต่เราไม่จ่าย เราก็ยังได้ประโยชน์จากความมั่นคงของชาติอยู่ดี กล่าวคือ เป็นปัญหาของคนที่ต้องการของฟรี (Free Rider) ทำให้การใช้จ่ายเพื่อป้องกันประเทศ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากปล่อยให้ผู้บริโภค “ซื้อ” บริการดังกล่าวโดยสมัครใจ หมายความว่า รัฐบาลต้องพยายามประเมินระดับการใช้จ่าย เพื่อป้องกันประเทศที่เหมาะสม แล้วบังคับเก็บภาษีจากประชาชน
ความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) อันเกิดจากสินค้าสาธารณะนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับปัญหาที่ผมจะขอเรียกว่า ผลพลอยได้ทางบวก หรือทางลบ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์สร้างมลภาวะที่กระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทางออกคือ การเก็บภาษีผู้ใช้รถยนต์ แล้วนำรายได้มาชดเชยความเสียหาย ให้แก่ผู้ที่สุขภาพถูกกระทบ ปัญหาที่เกิดขึ้น พูดได้ว่ามักเป็นปัญหาของความไม่ชัดเจน ของการครองสิทธิ เช่น ผู้ขับรถยนต์ไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เสียสุขภาพ เพราะไม่มีใครสามารถอ้างว่าตนเป็นเจ้าของอากาศบริเวณนั้น
ปัญหาอีกอย่างหนี่ง คือ ความยากลำบากในการจัดตั้งตลาด เพื่อให้การซื้อ – ขายเกิดขึ้น เช่น เราต้องการจะเก็บภาษีพิเศษกับรถยนต์ที่เข้ามาสร้างมลภาวะ และสภาวะจราจรติดขัด เแต่ไม่รู้ว่าจะเก็บเงินดังกล่าวอย่างไร เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เทคโนโลยีหาทางออกให้เราได้ เช่น ในประเทศสิงคโปร์ ที่รถยนต์ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเก็บเงินเจ้าของรถได้ทุกครั้ง ที่เขาขับรถเข้าไปในพื้นที่จราจรแออัด เป็นต้น ปัญหาที่ว่านี้ เป็นปัญหาของการสร้างตลาดไม่ได้ เพราะต้นทุนของการธุรกรรมซื้อ – ขาย สูงเกินไป (High Transaction Cost) แต่พัฒนาการของระบบอินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ทำให้สามารถทำธุรกรรมใหม่ๆ ได้ เช่น การประมูลตั๋วเครื่องบินออนไลน์ เป็นต้น
จุดบกพร่องของระบบทุนนิยมนั้น นอกจากการที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อป้องกันการผูกขาด และจัดการกับสินค้าสาธารณะแล้ว รัฐบาลยังมีบทบาทในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และการพัฒนาเศรษฐกิจอีกด้วย
3. เศรษฐกิจมหภาค : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สมัยก่อน ค.ศ.1936 นั้น มิได้คิดว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจมากนัก เว้นแต่การควบคุมนโยบายการเงิน ไม่ให้ปริมาณเงินขยายตัวมากเกินไปจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งประเทศต่างๆ ก็ได้ผูกค่าเงินของตน กับทองคำ (Gold Standard) เป็นหลัก ในส่วนภาคการผลิตจริง ก็จะยึดหลักว่าตลาดเสรี ย่อมปรับราคาเพื่อให้อุปสงค์เท่ากับอุปทน แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีวัฎจักร กล่าวคือ บางครั้งก็เฟื่องฟู บางครั้งก็ตกต่ำ แต่หากปล่อยให้ราคาสินค้า และเงินเดือน (ราคาของแรงงาน) สามารถปรับขึ้น – ลงได้โดยเสรี ก็จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
ต่อมา John Maynard Keynes ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจมหภาค อาจจะตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่องได้ โดยกลไกตลาดเสรี จะไม่ผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยตัวเอง การลดดอกเบี้ย และราคาสินค้า อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับไปสู่ดุลภาพที่มีการจ้างงานเต็มกำลังได้ เพราะเศรษฐกิจนั้น ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนเอกชน ที่อาศัยสัญชาตญาน (Animal Instincts) และความมั่นใจ ซึ่งจะหวังไม่ได้ว่า จะมีความแกร่งกล้าพอที่จะผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ Keynes มองว่าเศรษฐกิจโดยรวมนั้น อุปสงค์มักจะไม่เพียงพอ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายขาดดุลเป็น “หัวเชื้อ” ในการฟื้นเศรษฐกิจ (Pump priming) ให้หลุดออกจากสภาวะชะงักงัน กล่าวคือ Keynes ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นมิให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะกลไกตลาดอาจฟื้นความมั่นใจได้อย่างเชื่องช้า
4. การพัฒนาการเศรษฐกิจ : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มักจะมีสมมติฐานว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการเมือง มีการพัฒนาไปถึงระดับที่กลไกตลาดเสรี สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้น เศรษฐศาสตร์มักจะกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ (ซึ่งรวมถึงการปรับโครงสร้าง และการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ) ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่นั้น จะกล่าวถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่า
ประสบการณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่านโยบายที่อิงกับตลาดเสรี (คือ การไม่อาศัยการผูกขาด การกีดกันทางการค้า หรือการบิดเบือนราคา หรือดอกเบี้ย) จะเกื้อกูลการพัฒนาที่ยังยืน และต่อเนื่อง อันที่จริงแล้ว บทเรียนจากอดีตแสดงให้เห็นว่า การออมเพื่อนำไปลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนสูง (โดยเปิดให้มีความเสรี และโปร่งใสที่สุด) ประกอบกับการเปิดกว้าง เพื่อรับการลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาการศึกษา และประสิทธิภาพของแรงงาน คือปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง การนึกว่าจะต้องกีดกันต่างชาติ เพื่อรักษาอธิปไตย การรีบสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ การแทรกแซงโดยการกำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำ เช่นสินค้าเกษตร หรือการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น การที่รัฐบาลเข้าไปบงการเกี่ยวกับธุรกิจ และการลงทุน หรือเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง รวมทั้งการที่ธนาคารกลางเข้าไปแทรกแซงกดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำ ล้วนแต่เป็นนโยบายที่บั่นทอนการพัฒนาการเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งสิ้น แม้ว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม
โดยสรุปแล้วระบบนายทุน หรือตลาดเสรี ก็ยังเป็นระบบที่จัดสรรทรัพยากร (ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน วัตถุดิบ หรือเงินทุน) ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในเชิงของการทำให้เกิดผลผลิตมากที่สุดทั้งในปัจจุบัน และอนาคต โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้ามามีบทบาทมากนัก และยิ่งรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงน้อยเท่าไร เศรษฐกิจก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น
หนังสือพิมพ์ The Nation ได้ลงบทความของ ศาสตราจารย์ Jeffrey Sachs แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตำหนิการทำงานของไอเอ็มเอฟมาโดยตลอด และกล่าวถึงระบบตลาดทุนในยุคโลกาภิวัฒน์ว่า กำลังทำความผิดหวังให้กับชาติต่างๆ เพราะได้สร้างฟองสบู่ที่กำลังจะแตก และหากนักลงทุนเกิดความตื่นตะหนก ทำให้แย่งกันขายหุ้น และพันธบัตรที่ถืออยู่ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ แต่ Sachs ก็สรุปว่า “แม้ระบบตลาดทุน จะมีปัญหาดังกล่าว การอาศัยกลไกตลาด (เสรี) เพื่อจัดสรรเงินทุน ก็ยังดีกว่า (superior) การจัดสรรโดยรัฐบาล ซึ่งมีจุดอ่อน เพราะขาดความรู้ และข้อมูล (ignorance) และการตัดสินใจ จะถูกแทรกแซงจากปัจจัยทางการเมือง” ดังนั้น Sachs จึงแนะนำให้อาศัยกลไกตลาดเสรีต่อไป แต่ต้องปฏิรูปให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเพิ่มความเคร่งครัดเกี่ยวกับธรรมาภิบาลทั้งของบริษัทต่างๆ ตลอดจนจรรยาบรรณของนักวิเคราะห์อีกด้วย
รัฐธรรมนูญ
การทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าการสอบข้อเขียน หรือ ปากเปล่า) ไม่ควรตอบในเชิงเทคนิค แบบรัฐศาสตร์แบบเก่า ควรมองความเชื่อมโยง กับประเด็นหลัก ในแง่ประชาธิปไตย สังคม การเมือง โครงสร้างทางการเมือง และ เศรษฐกิจ ของไทยอย่างไร คือ รัฐธรรมนูญจะตอบโจทย์ใหญ่หลายประการ เช่น การมีประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน มันมีปัญหาในสังคมการเมืองไทย อย่างไร ต.ย. เช่น คณะกรรมการประชาธิปไตย ของหมอประเวศ ได้พูดถึงปัญหาของประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ของไทยไว้ชุดหนึ่ง แล้วที่สุดนำไปสู่ ข้อเสนอ กลายเป็นรากฐานของการร่าง รธน. ปี ๔๐ รธน. สรุปว่ารัฐธรรมนูญตอบโจทย์อะไรในทางรัฐศาสตร์
รัฐธรรมนูญคือ ชุดของกติกาที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองต่าๆ และกำหนดความสัมพันธ์ของประชาชนและหน่วยงานของรัฐ (คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน – รธน.2550 ดี และ จำกัดอำนาจผู้ใช้อำนาจ คือกลไกในการควบคุม สร้างสมดุลระหว่างอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
อ.ธเนศ
1. ความหมายรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ Han Kelsen
ความยุติธรรมและกฎหมายเป็นคนละสิ่งกัน ในความคิดของนักทฤษฎีกฎหมายอย่าง Han Kelsen (1881-1973) เห็นว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ในขณะที่กฎหมายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ (Pure law) ทีไม่ต้องพึ่งพากับอะไรหรือมีความเป็นเอกเทศ ด้วยคามพยายามที่จะกำหนดให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากตัวเอง (กฎหมาย)(Han Kelsen, “Science and Politics”,p.365) ไม่ได้เกิดจากผลประโยชน์หรือค่านิยม แต่กฎหมายก็ต้องการ “กฎ”ที่สูงกว่าและมีอำนาจมากกว่าเป็นตัวรองรับ และ Justification คือมีเหตุผลผลสนับสนุนการกระทำหรือให้ความสมเหตุสมผล โดยกระบวนการทั้งหมดในระบอบประชาธิปไตยก็จะไปสิ้นสุดที่รัฐธรรมนูญ
2. รัฐธรรมนูญถูกจัดเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถที่จะอ้างอิงกับอะไรที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นได้อีก อะไรที่เหนือหรือสูงกว่ารัฐธรรมนูญก็ย่อมจะมาจากสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย เช่น พระผู้เป็นเจ้า การรัฐประหาร ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
3. รัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นจากสิ่งพิเศษ ที่นอกเหนือจากกฎหมายหรือจากสิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวคือรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพาสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นกฎหมายสูงสุดที่แปดเปื้อนไม่บริสุทธิ์เพราะต้องพึ่งพาอะไรอื่นๆที่ไม่ใช่ “กฎ” หรือ “ปทัสถาน” (norm) เพราะปทัสถานคือแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติและมีรากฐานมาจากความถูกต้อง (righteousness) และมีเหตุผล (Rationality) แต่ปทัสถานก็เป็นเรื่องของการประเมินค่า (judgment) หรืการวินิจฉัยลงความเห็น ดังนั้นปทัสถานจะถูกกำหนดจากสิ่งปกติ (normal)
4. Georges Canguilhem .ให้ความเห็นว่าคำว่าปกติ (normal) มีรากศัพท์มาจากคำว่า Normalis ที่มาจากคำว่า Norma หมายถึง กฎ หรือ สภาวะทั่วๆไป (regular) ดังนั้นคำว่าปกติคือ ไม่เบี่ยงซ้ายหรือเบี่ยงขวาคือสมดุล สภาวะปกติคือสภาวะที่ปราศจากค่านิยม
5. (นศ.สรุปเองว่า)รัฐธรรมนูญ ต้องไม่มาจาก สิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมาจาก ปทัสถานที่กำหนดจากสิ่งปกติ (norma) ตามความหมายของ Georges Canguilhem คือสมดุลไม่เบี่ยงซ้ายหรือขวา เพราะปทัสถานเองก้เป็นเรื่องของการวินิจฉัย ประเมินค่า
6. ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชน(people)ไม่ต้องการกฎหมาย เพราะกฎหมายมาจากประชาชน แต่ประชาชน (people) ต้องการรัฐ (State) แต่รัฐไม่ต้องการประชาชน รัฐต้องการประชากร(population) เพราะประชากรมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) คือมีเกิดและตาย (Michel Foucault) รัฐทำให้ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้อำนาจอธิประไตยแม่จะแตกต่างกันถ้าไม่มีรัฐแล้วความเป็นประชาชน ก็เป็นเพียงแค่ ฝูงชน (multitude) ที่มีแต่ความหลากหลาย ปราศจากความเป็นเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสภาวะของความเป็นอำนาจอธิปไตยเกิดความลักลั่น เหมือนกรณีการชุมนุมของเสื้อเหลืองเปรียบเหมือนฝูงชนภายใต้อำนาจอธิปไตยที่ลักลั่น(ขาดความเป็นระเบียบทำให้เกิดเหลื่อมล้ำไม่เป็นไปตามกฎ) สรุปปรกฎการณ์เสื้อเหลืองและเสื้อแดงเป็นปรากฎการณ์ของฝูงชน ในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ความหลากหลายไม่สามารถก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าไม่สลายความแตกต่างไปก่อน (ความเห็น นศ.)
7. ในระบอบเสรีประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย
8. ในการร่างรัฐธรรมนูญ “คณะบุคคลกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวแทนที่ประชาชน “เลือกขึ้นมา ทำหน้าที่แทน” หรือ “ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทน” ประชาชน ในกรณีแลกคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในกรณีที่สองมาจากอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย (Extra-legality) เช่นการรัฐประหาร อะไรคือมาตรฐานตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ We the people ..เราคือประชาชนของประเทศ (หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕) แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ เป็นอำนาจที่สัมบูรณ์ (absolute) บางครั้ง ผู้ถูกแทน(ประชาชน) กลับมาทีหลังผู้แทน กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผู้ที่มาก่อนผู้ถูกแทน (ประชาชน) ซึ่งตามกรอบคิดจะเป็นลักษณะของฟาสซิสม์มากว่าที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นเรื่องของกลุ่มเผด็จการที่กระทำในนามของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นภายใต้โครงสร้างของรัฐในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี สิทธิ เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการรุกรานจากอำนาจอธิปไตย หรือ การรุรานของ “อำนาจประชาธิปไตย”
o นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าระบบตัวแทนเป็นกรอบคิดแบบ อภิสิทธิ์ชน (aristocracy) มากกว่าเสรีประชาธิปไตย เพราะการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความเพียง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่กษัตริย์ เอกอัคราชทูต ข้าราชการก็เป็นตัวแทนของรัฐได้ การมีตัวแทนหรือการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประชาธิไตย
o ระบอบประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาททางการเมือง ระบอบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่ยึดหลัการปกครองโดยตรงหมือนเอเธนส์ แต่เน้นการมีตัวแทน โดยระบอบเสรีหประชาธิไตยแบบใหม่ใช้ กรอบคิดเรื่อง Consent หรือความยินยอม เป็นหลักในการปกครอง
o คำถามว่าระบบตัวแทนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่? กรอบความคิดเรื่องความเป็นตัวแทนเป็นกรอบคิดของยุโรปสมัยกลางไม่ใช่ประชาธิปไตยของกรีกโบราณ เป็นกรอบคิดในคริสศตวรรษที่ ๑๓ และ ๑๔
o ผลงานความคิดที่สำคัญเรื่องการเป็นตัวแทน คือผลงานของ Thomas Hobbes โดย Hobbes ให้คำนิยามรัฐในฐานะที่เป็นบุคคล (Person) คนเดียว หรือเเป็นกลุ่มบุคคลที่จะกระทำการใดและมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ในการกระทำแทนหรือในนามของ ”กลุ่ม” คน อื่นๆได้
o ในปลายสมัยกลางของยุโรปเป็นต้นมา การเป็นตัวแทนที่เชื่อมต่อเข้ากับสถาบันกษัตริย์ เป็นการมอบอำนาจ (authorization) ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นสภาบันการเมืองที่เป็น “อมตะ” เช่นสถบันกษัตริย์ และผู้ถูกปกครอง จนทำให้การเป็นตัวแทนหรือการมอบอำนาจตามสัญญาประชาคมนั้นทำให้ตัวแทน (สถาบันกษัตริย์) เป็นสิ่งที่คงที่หรือคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
o ในความเป็นตัวแทนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงออยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสร้างเสถียรภาพจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
o กรอบคิดของเสรีนิยม การเป็นตัวแทนมีรากฐานอยู่ที่ บุคคล (person) ในกรอบความคิดของ Hobbes อำนาจที่เกิดขึ้นจึงเป็นอำนาขของบุคคลแต่ละคนมากกว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนที่มี Rationality ในการเห็นเป้าหมายหรือผลประโยชน์ของตนว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เป็นกรอบความคิดของความเป็นปัจเจกชน ความเป็นตัวแทนจึงแสดงลักษณะของความเป็นส่วนตัว (private) ถึงแม้ว่าการเป็นตัวแทนจะสามารถทำได้ในกรอบของส่วนรวมหรือสาธารณะก็ตาม แต่ความเป็นส่วนรวมก็ไม่ใช่รากฐานของความเป็นตัวแทน นอกจากนั้นการมีทรัพย์สินและการมอบอำนาจให้กับตัวแทนบ่งบอกถึงสถานะและศักดิ์ศรี บุคคลในฐานะทีมีศักดิ์ศรี (dignity) เท่านั้นจึงสมควรที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทน
· Hobbes มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและโหดร้าย ในสังคม มนุษย์แต่ละคนควรสละเสรีภาพ และทำสัญญาเพื่อมอบอำนาจให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย (จาก Leviathan)
o สำหรับเรื่องของแนวคิดเรื่องตัวแทน (representation) ก็ยากที่จะหาข้อสรุป ได้ว่าคืออะไร เนื่องจาก ระหว่างตัวแทน (representation) และ ผู้ที่ถูกแทน(represented) หรือประชาชนนั้น มีแนวคิดเรื่องช่องว่างคือความเป็นเอกภาพระหว่างผู้แทนและผู้ถูกแทน ไม่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น การครอบคลุมถึงส่วนต่างๆของสังคมไม่ได้ทั้งหมด ความแตกาต่างระหว่างโครงสร้างของสังคม ที่แตกต่างไปจากโครงสร้างทางการเมืองและรัฐ
o รัฐประชาชาติมีความแตกต่างไปจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช (absolutist state) ถึงแม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชอาจจะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ (modern state) แต่ก็ไม่ใช่รัฐประชา ชาติ เพราะในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ในขณะที่รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ ชาติคือประชาชน และอำนาจประชาธิปไตยอยู่ที่หรือเป็นของ “ประชาชน”
9. การเมืองแบบพรรคและรัฐสภา
o สำหรับโลกเสรีประชาธิปไตยเมื่อความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันหรือแย่งสิ่งที่มีคุณค่าอันเดียวกัน การแก้ปัญหาที่นิยมกระทำกันก็คือการออกเสียง เช่น การยกมือออกเสียงในสภา เพราะเสียงเป็นสิ่งเดียวที่มีความหมายที่ประชาชนจะใช้ในการต่อสู่ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ (ในทางทฤษฎี)
o ในทางปฏิบัติ หรือถ้าเสียงข้างมากมิได้ดำเนินไปตามการใช้ “Rationality” คือไม่เป็นไปตามความคาดหวังหรืออุดมคติของเสรีนิยม วัฒนธรรมทางการเมืองโดยเฉพาะระบบรัฐสสภา เป็นเรื่องของ “กำลัง” ที่เกิดจากจำนวนที่มากกว่า กฎหมายในรัฐสภาจึงเกิดจาก กฎหมู่ การเป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองในรัฐสภาดำเนินไปพร้อมกับการจัดกลุ่มทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานทางเศรษฐกิจนอกระบบรัฐสภา สิ่งที่ปรากฎในสภาจึงกลับเป็นนามธรรม เช่น ตัวแทนของประชาชน ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีความเป็นรูปธรรมกลับไม่ปรากฎในรัฐสภา
o บทบาทของกลุ่มต่างๆทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าต้องการอะไร เพราะผลประโยชน์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า จึงไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันหรือหาเหตุผลอีก
o การประชุมในรัฐสภาการอภิปรายถกเถียงกันจึงมีสถานะไม่แตกต่างไปจากการ “เล่นละครการเมือง” ให้สมกับความเป็นนักการเมือง ดังที่ Carl Schmitt ได้ให้ความเห็นว่าการอภิปรายในรัฐสภาเป็นการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร
o โลกการเมืองเป็นโลกของ “ปริมาณ” เพราะเป้าหมายของนักการเมืองอยู่ที่ชัยชนะ ก็ต้องการคะแนเสียงที่มาก การเมืองจึงเป็น อาชีพหนึ่ง เป็น”สัมมาชีพทางการเมือง” ไม่ใช่เรื่องของการเสียสละหรือทำงานการกุศล และภายใต้หลักการของเสรีนิยมนั้นการเสียสละเป็นการละเมิดหลักการของเสรีนิยม
o ระบอบการเมืองแม้จะตั้งอยู่บนหลักการของเสรีประชาธิปไตย แต่การดำเนินการทางการเมืองเป็นแบบกลุ่มมากกว่าจะเป็นเรื่องของปัจเจกชน
10. รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดในระบบอบเสรีประชาธิปไตย หรือ มี “Decisionism” คือมีคนคิดให้เราอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ Carl Schimitt challenge the liberal-democracy theory of sovereity
แนวคิด หรือ Concept ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกไม่ว่า จะมีที่มาอย่างไรเช่น การรัฐประหาร 2549 ของไทย หรือ แมกนากาต้า ของอังกฤษ จุดประสงค์หลัก เพื่อคุ้มครอง “สิทธิและเสรีภาพ” ของประชาชนและ “จำกัดอำนาจ” ของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจรัฐ โดยการใช้กลไกอำนาจรัฐที่รักษาความสมดุลทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ และ การตรวจสอบไม่ว่าผู้ปกครองจะเป็นใคร คณะใด การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญมีจุดประสงค์เดียวกันหมด รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญไทยที่บัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ไว้ดีที่สุดของรัฐธรรมนูญไทย ที่ดีเพราะเขียนไว้ทุกอย่างและมีผลในทางปฏิบัติเลยไม่ต้องรอกฎหมายลูก แตกลไกการใช้อำนาจรัฐอาจมีปัญหาต้องพิจาณาปรับปรุงแก้ไข(สมคิด เลิศ) ประเด็นที่น่าคิดคือ รัฐธรรมนูญ 2550 มีอะไรเปลี่ยนแปลง (ด้านสิทธิเสรีภาพ) หรือประเด็นสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ 2550 กระทบประชาชนอย่างไรบ้าง (ให้มากที่สุด) หรือ กฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) กระทบภาคประชาชนอย่างไร (เช่น ให้สิทธิการรวมตัวกันในภาคเอกชน NGO สหภาพ เป็นต้น) ระบบเลือกตั้ง 40 หรือ 50 อะไรดีกว่ากัน (ดูอำนาจบริหาร นิติบัญญติ และ การตรวจสอบ เพราะการร่างรับธรรมนูญที่ดีขึ้นกับ การคานอำนาจกันระหว่าง อำนาจยริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ)
· แนวคิดพื้นฐานของ Schmitt คือการทำลายสมการพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนงทั่วไป (General Will)l จะนำไปสู่เสรีภาพ (Freedom) รัฐบาลที่ดี (Good Government) เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เรามักได้ยิน คือถ้ามีการเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรมแล้วคนเราก็จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เราก็จะมีรัฐบาลที่ดี และได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ Schmitt โจมตีว่ามันไม่เป็นความจริง และ Schmitt ยังโจมตีว่าความคิดของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีส่วนร่วมและถ้าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่จะได้กฎหมายที่ดีสำหรับประชาชน ซึ่ง ชมิทธ์ โจมตีว่าไม่จริง มันเป็นการทำอยู่บน เอกลักษณ์หรือความเหมือนกัน (Identity) บางอย่างที่ทำให้ General Will นำไปสู่ เสรีภสพและรัฐบาลที่ดี อยุ่แล้วโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ ชมิทธิ์ล้มล้างว่าไม่เป็นความจริง คือทฤษฎีการเมืองของ ชมิทธิ์ กล่าวว่ามันมีช่องว่างอยู่มากระหว่าง general will และ เสรีภาพ ระหว่าง General will กับ รัฐบาลที่ดี ระหว่าง general will กับกฎหมาย Schmitt เห็นว่าเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากและถ้าไม่ทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดีเราจะไม่มีทางสร้างการเมืองที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เพราะเราไปเชื่อว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีเจตจำนง ทำการเมืองอย่างเต็มที่แล้ะทุกอย่างก็จะดีไปหมด เป็นแวคิดที่ ชมิทธิ์โจมตีไว้ ชมิทธิ์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย สิ่งที่มีอำนาจทีสุดในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสุดท้ายไม่ใช่ General Will แต่จริงๆมันคือ Decisionism (คือ สิ่งต่างๆทางการเมืองมีการตัดสินใจล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว) ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือของคนในสังคม มีคนบางพวกบางกลุ่ม บางพวกตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำสิ่งที่เขาตัดสินใจอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางบังคับให้คนในสังคมเชื่อหรือยึดถือ โดยมีขบวนการที่ซับซ้อนจนคนในสังคมนั้นคิดว่าตัวเองเชื่อและต้องการสิ่งนั้นๆจริงๆ นับเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีทีสำคัญที่สุดของชมิทธิ์ คือ Decisionism และ ชมิทธ์ ก็โจมตี Norm ของ Kelsen ว่าเป็น Decisionism หนึ่ง คือมีคนบางกลุ่มทึกทักว่าอะไรบางอย่างเป็น Norm (รูปแบบ แบบแผน หรือ มาตรฐาน) ของสังคม แล้วบอกว่าคนในสังคมนั้นต้องยึดถือ Norm นั้นเหมือนๆกัน ชมิทท์ เห็นว่ามันเป็น Decisionism ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไม่ได้มาจากการถกเที่ยงของใครเลย ตัวอย่างประเทศไทย อ.ศิโรตน์ ยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว การที่บอกว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยวมีการลงประชามติหรือเปล่าหรือว่าเคยมีการปรึกษาหาหรือของคนในสังคมหรือเปล่า ในแง่ประวัติศาสตร์ก็ไม่มี รัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นมาโดยคิดว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกดินแดนไม่ได้ คำถามถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตย ทำไมประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว เคยมีการปรึกษาคนในประเทศไทยหรือไม่ว่าไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว ถ้าถามแบบ ชมิท คือรัฐเดี่ยวของไทยเป็น ปทัสถาน ของใคร ? ใครสร้างมันขึ้นมา แล้วทำไมต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ เป็นสหพันธรัฐได้ใหม เป็นมลรัฐได้ไหม เป็นเขตปกครองพิเศษบางพื้นที่ได้ไหม แต่ถ้าถามแบบ Kelsen ก็อาจจะถามว่าที่ไทยเป็นรัฐเดี่ยว คนไทยชอบการปกครองแบบรัฐเดียว (ซึ่งก้ไม่รู้ว่าถามคนไทยที่ไหน ถามคนไทยกี่คน พ.ศ. ไหน และ แต่ละ พ.ศ. คิดเหมือนกันหรือเปล่า)ก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามอย่าง ชมิท คือ ปทัสถาน ที่เราเชื่อนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ใครเป็นคนกำหนดแล้วเราคิดว่าเป็นของเรา อีกประเด็นที่ ชมิทท์ โจมตีว่าเสรีประชาธิปไตยล้มเหลว โดยบอกว่าเสรีประชาธิปไตยปฏิเสธระบบเผด็จการและปฏิเสธอำนาจนิยมทุกรูปแบบ แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของเสรีประชาธิปไตยในแง่ความคิดทางการเมืองจะพบว่า ปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นของเสรีประชาธิปไตยในทุกประเทศ ทุกสังคมมันจะมาพร้อมกับการสร้างเสรีประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเริ่มจากคนกลุ่มน้อย เริ่มต้นจากคนกลุ่มน้อยก่อน เช่น การให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานประชาธิปไตย ถ้าสังคมไหนไม่มีมักจะถือว่าไม่มีประชาธิปไตย คำถามในแง่ประวัติศาสตร์ความคิดคือปรากฏการร์นี้มันเกิดมาจากขบวนการประชาธิปไตยหรือเปล่าจากประวัติศาสตร์ ถูกเรียกร้องจากผู้หญิงกี่คนไม่ใช่ผู้หญิงทั้งหมดของสังคมและเราถือว่าสิทธิแบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า และเมื่อได้สิทธิไปแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกเสียงโดยคิดเรื่องประชาธิปไตย แต่คิดถึงเรื่องอื่นๆเช่น ผู้หญิงเลือกผู้หญิงด้วยกันเลือกผู้หญิงที่สนใจเรื่องผู้หญิงด้วยกัน ไม่ได้คิดว่าเป็นการลงคะแนนเพื่อประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียม การรณรงค์การเลือกตั้งว่าควรเลือกแบบไหนถึงจะเป็นประชาธิปไตย (คือคิดว่าคนไทยยังไม่เข้าใจเสรีประชาธิปไตย จึงทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยเป็น Dcisionism ตามแนวคิดของ ชมิทท์) ดังนั้นจึงเป็นเผด็จการ ดังนั้นการที่จะลากเส้นระหว่างเสรีประชาธิปไตยกับเผด็จการเป็นความจริงหรือไม ขบวบการรณรงค์การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า มันเป็นการยัดเยียดวาระทางการเมืองบางอย่าง บางอย่างที่ผู้ให้การศึกษาคิดว่ามันดี ไปสู่ชาวบ้านซึ่งเราคิดว่าวิธีนี้จะทำให้เกิดประชาธิปไตย ทั้งๆที่ขบวนการดังกล่าวเป็นประชาชนหรือเปล่า เป็นคำถามที่ ชมิท ถามว่า องค์ประกอบของประชาธิปไตยทั้งหมดมันมีความเป็นเผด็จการซ่อนเล้นอยู่มาก แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเสรีประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการจริงๆ ขณะที่อังกฤษเป็นแม่แบบของเสรประชาธิปไตย แต่อังกฤษก็เป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการฆ่าคนพื้นเมืองอย่างโหดร้ายในอินเดีย ในพม่า Norm (ทิศทางใหญ่ๆ ของสังคม) ที่กล่าวอ้างเป็นจริงหรือเปล่าทำไม่ประเทศที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยจึงฆ่าคนได้มากเช่นนั้น สหรัฐมี Norm จริงหรือเปล่า ทำไมบางครั้งเลือก Democrat (แนวคิดที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจ) บางครั้งเลือก Republican (แนวคิดเศรษฐกิจเสรี) ถ้าเป็นคำถามของ ชมิท
· หมายเหตุ เนื่องจาก ทั้ง Kelsen และ Schmitt เป็นนักปรัชญา ดังนั้นคำว่า Norm ขอให้วิเคราะห์ในแง่ของ “วิธีหรือกรอบความคิดหรือแนวคิดไม่ใช้การปฏิบัติหรือพฤติกรรม” เช่น Norm ของคน สหรัฐฯ เกี่ยวกับประชาธิปไตย ก็คือแนวคิดที่เป็นรูปแบบ หรือมาตรฐานของคนอเมริกัน
· ประเทศไทยทำไมต้องเป็นเศรษฐกิจเสรี Norm แบบนี้เกิดมาได้อย่างไร ไม่ว่าไทยจะมีการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ถ้าเป็นคำถามของ ชมิทท์ เคยมีการลงประชามติหรือ norm เกิดจากคนกี่คน หรือ จอมพลสฤษดิ์
· แนวคิดของนักวิชาการจะวิเคราะห์ปัญหาให้ถ่องแท้แต่ไม่ได้หาทางออกให้ ไม่เหมือนนักวิชาการไทยไม่ค่อยวิเคราะห์ให้ถ่องแท้แต่ชอบฟันธง
· ทางออกเป็นเรื่องของสังคม ถ้าตามแนวคิดของ ชมิทท์ คือสังคมต้องแสดงออกถึงแนวคิดให้เต็มที่แล้วสังคมจะพบทางออกเอง ไม่ควรมีการประนีประนอม ไม่ต้องอ้างความสามัคคีของชาติ เพราะการอ้างความสมานฉันท์ เป็นการบอกให้คนบางกลุ่มเงียบ หรือหยุด แสดงความคิดเห็น รับเรื่องนี้ไปซะสามัคคีกันไว้ ถ้าคิดในกรอบประชาธิปไตย หรือ กรอบคิดแบบ ชมิทท์ ก็ไม่ถุกต้อง เพราะคนทุกกลุ่มต้องมีสิทธิแสดงออกหรือพูดได้อย่างเสรี ประเด็นการสร้างความคิดทางการเมืองของ ชมิทท์ น่าสนใจ คนที่ไปสอนว่าประชาธปไตยควรเลือกแบบไหน เป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย ถ้าประชาธิปไตยวางอยู่บนความเป็นปัจเจก (individual) และเสมอภาคเท่ากันใครจะมีสิทธิไปบอกใครว่าเลือกแบบนั้นดีหรือแบบนี้ดี เป็นคำถามที่ท้าทายดีของชมิทท์ ที่ตั้งคำถามแบบนั้น
· ถ้าเราไม่รู้จักตั้งคำถามเหมือน ชมิทท์ หลายๆครั้งเราก็จะรับเอาวาระทางการเมืองของผู้รู้ประชาธิปไตยไปเป็นวาระทางการเมืองของเรา กลายเป็นความคิดของเราและเราไปพูดต่อ กลายเป็นเจตจำนงของสังคมขึ้นมา ทั้งๆเป็นคำพูดของคนไม่กี่คน เช่น มักพูดกันแต่ว่านักการเมืองที่ดีต้องไม่ซื้อเสียง ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มันเป็นวาทกรรมที่คนสร้างขึ้นมาเช่นข้าราชการ เผด็จการทหารเพื่อให้เชื่อว่า ไม่มีใครพูดว่านักการเมืองที่ดีต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือมีจุดยืนเพื่อคนยากจน คนด้อยโอกาสทางสังคม
· Political will เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไปหักล้าง general will ที่ว่านำไปสู่เสรีภาพ และรัฐบาลที่ดี ชมิทท์ จะตั้งคำถามว่า general will หรือเจตจำนง (ความตั้งใจมุ่งหมาย ความจงใจ) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดจากการยัดเยียด เกิดจากการแต่ง ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า
· สื่อเป็นตัวกลางสำคัญในการเผยเพร่เจตจำนง สื่อในแต่ละสังคมใครควบคุม รัฐบาลควบคุม ทหารควบคุม (ต่างจากพฤภา 2535 ที่มีการพัฒนาสื่อ) แต่หลัง 2549 TPBS เป็นของรัฐบาล ดังเตจำนงของประชาชนเสรีนิยมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมือ่รัฐเป็นผู้คุมสื่อทั้งหมดเอาไว้ สังคมจะมีความคิดเสรีได้อย่างไรชมิทท์ มองว่าสื่อก็จะเป็นแหล่งโฆษณาชวนเชื่อไป คุมความคิด คุมความเห็น คุมวาระทางการเมืองได้ ในที่สุดก็จะคุมเจตจำนงทางการเมืองของคนในสังคมได้
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าเจตจำนงทางการเมืองคือที่มาของอำนาจทางการเมือง หรือเจตนารมของประชาชน แต่ ชมิทท์ บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยใหม่มันตรงกันข้าม สมการทางการเมืองของ ชมิทท์ เกี่ยวกับสรีประชาธิปไตย คือ อำนาจทางการเมืองต่างหากที่กำหนดเจตจำนง หรือเจตนารมทางการเมืองของประชาชน หรือความต้องการทางการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนกำหนดอำนาจทางการเมือง ความเป็นประชชาชนถูกสร้างโดยอำนาจทางการเมือง ความคิดของประชาชนถูกสร้างจากอำนาจทางการเมืองตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ความคิดที่เราคิดว่าเป็นของเราจริงๆมันเป็นของเราหรือเป็นขบวนการของรัฐผ่านสื่อต่างๆ โรงเรียน สถาบันการศึกษา เป็นความคิดอิสระของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
· Political Power ชมิทท์ วิจารณ์ประชาธิปไตยรัฐสภาที่เป็น model หลักทางการเมืองของ ในโลกทางอุดมคติทางการเมืองทุกคนก็จะบอกว่ากำลังเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย ต.ย. รัฐประหาร 19 กันยา ทหารตั้งรัฐสภาขึ้นมา มีสภนิติบัญญัติแห่งชาติ ชมิท? มองว่าปรการณ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าโลกใน ศตวรรษที่ 20 พยายามเดินไปสู่ประชาธิปไตย ขณะที่รูปแบบทางการเมืองก็เดินไปสู่รูปแบบการใช้สภา ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยต่างใช้ระบบสภาเป็นรูปแบบทางการเมือง และมักเป็นข้ออ้างว่าเมื่อมีสภาแล้วประชาชนก็มีส่วนร่วมทางการเมือง หรืออ้างว่ารัฐบาลมาจากประชาชน คือการใช้สภาในการสร้างความชอบธรรม
· ในกรณีหรือโลกเสรีประชาธิปไตย การปกครองแบบรัฐสภามาพร้อมกับลักษณะที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือการอ้างว่าความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมทางความคิดเห็นไปไว้ในสภาให้หมด การอ้างว่าคนกลุ่มต่างๆที่ทะเลาะกันในสังคมอย่าทะเลาะกันข้างถนนให้ไปทะเลาะกันในสภาทั้งหมด นี่เป็นความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งต่อมาสังคมเผด็จการอื่นๆก็รับเอาแนวทางนี้ไปใช้ด้วย อย่ามีม็อบ การชุมนุมให้ไปเถียงกันในสภา เพราะเชื่อว่าสภา ความเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ สามารถโต้เถียงกันได้ โดยใช้หลักเหตุและผลเพราะมีความเชื่อที่ลึกซึ่งต่อไปว่าสภาเป็นรูปแบบทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ความแตกต่างกันอยู่ด้วยกัน อย่างสันติและจะมีข้อสรุปที่ดีที่ทุกคนยอมรับได้ โดยเชื่อว่าสภาจะเป็นที่ๆจะเกิด Public Deliberation คือการปรึกษาหารือร่วมกันของสาธารณะ เชื่อว่าสภาจะให้กำเนิด Public argument หรือความคิดเห็นร่วม ขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public debate หรือการถกเถียงของสังคมร่วมกันขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public discussion ขึ้นมา โดยขบวนการเหล่านี้อาจอยู่นอกสภาก็ได้ ไม่ต้องเกิดในสภาอย่างเดียว แต่ ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับขบวนการเหล่านี้ในสภาในกรอบเสรีประชาธิปไตยถือว่าขบวนการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสภาจะทำให้ได้สิ่งที่ดีขึ้นมา คำถามคือการถกเถียงแบบนี้มันให้สิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือเปล่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่สาธารณะจริงหรือเปล่า (คำถามปรากฎการณ์ทางการเมืองว่ามีจริงหรือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต้องพิสูจน์ เพราะในแต่ละสังคม ปรเทศมีไม่เหมือนกัน เช่น มี debate ที่โปร่งใสจริงหรือเปล่า) คำถามอีกข้อหนึ่งของ ชมิทท์คือต่อให้มีขบวนการแบบนี้ในสภาจริงแน่ใจได้หรือเปล่าว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจากขบวนการแบบนี้(คำถามเชิงปรัชญา คือถึงพิสูจน์ได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริงแล้ว ประชาธิปไตยจะเกิดจากขบวนการเหล่านี้ได้จริงหรือ) ถ้ารองตั้งคำถามแบบ ชมิทท์ ว่าการถ่ายทอดการแถลงนโยบายและการประชุมสภา แสดงให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า ประชาชนมีส่วนร่วมจริงหรือเปล่า คำถามมีต่อไปว่าทำไมไม่มีการถ่ายทอดการประชุมคณะรัฐมนตรี นโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเราอยู่ที่ ครม. หรือ สภา ซึ่งจะเห็นว่า ครม.กระทบต่อความเป็นอยู่ของเรามากกว่า แต่กรอบคิดของเราถึงจำกัดไว้ไม่ให้คิดถึงการถ่ายทอดการประชุม ครม. เช่นนโยบายการเวนคืนที่ดิน การสร้างเขื่อน การเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นต้น อยู่นอกเหนือปริมณฑลที่ประชาชนจะเข้าถึงจึงมีคำถามวาขบวนการเหล่านี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง) ทหารที่ยึดอำนาจก็ไม่มีการถ่ยทอดการประชุมครม.เรื่องการซื้ออาวุธ ที่ผูกพัน 10 ปี เงินหลายแสนบาท ควรจะนำมาใช้ทางการศึกษา หรือด้านอื่นหรือเปล่า
· ทฤษฎีของ ชมิทท์ ถูกยกย่องว่าสำคัญเพราะมันเสนอในเรื่องที่ตอนหลังถูกพิสูจน์ว่า เสรีประชาธิปไตยมีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง ในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่ไม่มีวันแก้ได้ เป็นข้อเสนอที่สำคัญทีหักล้างกฎ ทางรัฐศาสตร์ที่มีมาก่อนที่เชื่อว่า ถ้ามีเสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะดีขึ้น แต่ ชมิทท์ เสนออีกกฎหนึ่งว่าต่อให้เสรีประชาธิปไตยดีขึ้นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังไม่เกิดเพราะเสรีประชาธิปไตยมีปัญหาในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่แก้ไม่ได้ นี่คือกฎอีกแบบหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นมา เช่น เสรีประชาธิปไตยเชื่อเรื่อง Public debateที่มีสมมุติฐานรองรับอยู่ 3 ข้อ คือ สมมุติฐานเรื่องอำนาจ ที่ถูกตรวจสอบได้ สมมุติฐานเรื่องการมีส่วนร่วม สมมุติฐานการมีอิสระสิทธิและเสรีภาพ ก็เป็นสมมุติฐานที่ใช้ยืนยันทฤษฎีของเขา
· อ.ศิโรจน์ เห็นว่าการเป็นนักรัฐศาสตร์เรียนรู้หลายทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอาจเหมาะสมกับบางเวลาหรือสถานะการณ์เพราะทุกทฤษฎีมีจุดอ่อนจุดแข็งที่จะใช้ตามความเหมาะสม เพราะไม่สามารถพบได้ว่าทฤษฎีไหนทำให้เราค้นพบความจริง เพราะทุกทฤษฎีก็พยายามค้นหาความจริงที่อาจจะยังไปไม่ถึง ประสบการณจะทำให้เราทำความเข้าใจได้ว่าทฤษฎีไหนน่าเชื่อถือและปฏิบติได้จริง เช่น แนวคิดอมาตยาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่นักรัฐศาสตร์ใช้มากในการอธิบายสังคมไทย สมัยจอมพลสฤษดิ์ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ข้าราชการเป็นใหญ่ พอรัฐบาลหลัง 19 กันยายน 2549 ก็มีนักวิชาการนำเอาแนวคิดนี้มาใช้มากขึ้นว่า 19 กันยายน เกิดเพราะ อมาตยาธิปไตย เพราะมันเกิดจากชนชั้นนำ ข้าราชการเก่า ทหารเก่า แต่ว่าในการนำมาวิเคราะห์ทางสังคมปัจจุบันกลับติดปัญหาแน่นอน เช่น อมาตยาธิปไตยในช่วงสังคม ค.ศ. 1960 (2503) ระบบราชการมีความเข้มแข็งมากขณะที่ในปี 2549 ราชการมีความอ่อนแอ คนเก่งในภาคราชการสู้ภาคเอกชนไม่ได้เลย ในขณะที่ปี 2503 คนเก่งๆอยู่กับราชการทั้งนั้น เช่น อ. ป๋วย อึ๋งภากร เสนาะ อุนากูล เป็นต้น ระดับ Elite ของสังคมในช่วง 2549 ไม่มีในวงราชการอีกแล้ว ดังนั้นจะใช้ทฤษฎีอมาตยาธิปไตย อธิบายสสังคมขณะนี้ก็มีปัญหา คือทฤษฎีแต่ละทฤษฎีก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในบางเรื่องแล้วแต่ว่าเราเข้าใจมันมากน้อยแค่ไหน (ความเห็น นศ. น่าจะนำทษฎีของ ชมิทท์มาอธิบายปรากฎการณ์ 19 กันยายน 2549 เรื่ององค์อธิปัตย์ ที่ปรากฎขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต)
· อ. ศิโรจนต์ เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญไทยเอานักวิชาการผู้รู้ไม่กี่คนมาร่างไปตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีไม่ได้ปรึกษาคน ไม่ว่าจะเป็น 2540 หรือ 2550 การร่างรัฐธรรรมนูญต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนไม่กี่คน
· ที่มาของรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช้เฉพาะตอนทำประชาวิจารณ์ หรือเอาเฉพาะนายพลแก่ๆ ข้าราชการแก่ๆ หรือนักวิชาการไม่กี่คนมาร่างโดยไม่รู้ว่าประชาชนต้องการอะไร โดยเฉพาะการร่าง รธน. 2549 ประชาชนไม่มีส่วนร่วม มีส่ว่นร่วมแบบน่าเกียจคือรับหรือไม่รับเท่านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ยังเปิดกว้างกว่ามาก (อ.ศิโรจต์) รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นแม้จะถูกร่างภายใต้สหรัฐฯ แต่ไม่มีการรัฐประหาร การมีส่วนร่วมจึงต่อเนื่อง แต่ของไทยทุกครั้งที่มีรัฐประหาร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีก ปัญหาของประเทศไทยคือฉีกรัฐธรรมนูญกันง่ายไป
· ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มีอยู่จริงในสังคมไทยหรือเปล่า เป็นประเด็นที่ ชมิทท์ พูดไว้มากพอสมควร เสรีประชาธิปไตยวางอยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ชมิทท์ ตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดในระบอบเสรีประชาธิปไตย (Decisionism คือมีอำนาจบางอำนาจกำหนดเรื่องบางเรื่องไว้แล้ว โดยไม่ต้องผ่าน รธน. หรือผ่านรัฐสภา) ชมิทท์ใช้แนวคิด Decisionism โจมตีว่า แนววคิด (concept) ที่เสรีประชาธิปไตยที่ว่ารัฐธรรมนูฐเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นมันไม่เป็นความมจริง รัฐธรรมนูญเป็นผลของการร่างโดยคนไม่กี่กลุ่มซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดด้วยตัวมันเอง เพราะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเกิด มาจากหลายเงื่อนไข เช่นมีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาค้ำรัฐธรรมนูญ มีการใช้อำนาจทางการทหารเข้ามาค้ำ รธน.เอาไว้ แต่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดหรือเปล่าเป็นสิ่งที่ ชมิทท์ ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา
· อีกแนวหนึ่งที่ ชมิทท์ ใช้วิจารณ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รธน. คือ ความคิดเรื่องException หรือ Exceptionism ชมิทท์ อธิบายว่าในสังคมการเมืองต่างๆมันจะมีสถานะการทางการเมืองอยู่สองแบบ แบบแรกคือสถานะการณ์ทางการเมืองแบบปกติ ที่สภาและรัฐบาลทำงานไปตามปกติ (ชมิทท์ มองว่าไม่ได้สท้อนความเป็นจริงทางการเมือง) แบบที่สองเป็นสถานการณ์การเมืองแบบพิเศษ (มันซุกซ่อนอำนาจพิเศษบางอย่างไว้) ชมิทท์ อธิบายว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองที่สำคัญให้ดูสถานะการพิเศษทีสังคมเกิดวิกฤตมากๆ หาทางออกไม่ได้ ดูว่าในเวลานั้น เกิดอะไรขึ้นใครเป็นคนตัดสินใจว่จะทำอะไรในเวลานั้น นั่นคือสถานะการณ์ที่เรียกว่า Exceptionist ความเป็นจริงทางการเมืองของสังคมจะปรกฎออกมา เช่น ใครมีอำนาจสูงสุด บรรทัดฐานทางการเมืองของแต่ละสังคมคืออะไร มันจะปรากฎออกมาในเวลาแบบนั้น ถ้าจะศึกษาการเมืองให้ดูว่าสังคมนั้นๆเวลาเกิดวิกฤต (สังคมตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆด้วยตัวเองไม่ได้ ถึงเวลานั้นจะมีคน หรือ กลุ่มคนลุกขึ้นมาตัดสินใจ) ไม่ต้องดูพรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ตัวแสดงสำคัญคือใคร ตัวแสดงแต่ละตัวสร้างระบบการเมืองแบบไหนขึ้นมา สร้างสถาบันการเมืองแบบไหนขึ้นมา สิ่งนั้นมีความสำคัญกว่าในการศึกษาการเมือง เช่นกรณี 911 บรุซ ประกาศเลยว่าจะทำสงครามกับอิรัก (Exception ในที่นี้คือ 911 ที่ประธานาธิบดี กับผู้นำทหารเพียงไม่กี่คนกำหนดชะตากรรมของประเทศ สหรัฐฯ) องค์อธิปัตย์คือชนชั้นนำทางการทหารของสหรัฐฯเพราะมีผู้นำทางการทหารร่วมด้วย (ไม่ใช่ประธานาธิบดีบรุซ ประธานาธิบดีคนอื่นก็อาจต้องตัดสินใจเหมือนกัน)
· โดยทิศทางแล้วในสังคมหนึ่ง องค์อธิปัตย์จะอยู่ที่คนไม่กี่กลุ่ม หรือไม่กี่คน เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ ในตะวันตกพวกผู้นำชนชั้นกระฎุมภี ตัวละครอาจจะเปลี่ยนแต่องค์อธิปัตย์ที่เป็นหน่วยทางการเมืองเป็นผู้นำของชนชั้นมักจะไม่เปลี่ยนง่าย เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ
· คำถาม อ. ศิโรจน์ มองว่า 19 กันยา อธิบายไม่ได้ชัดว่าเกิดวิกฤตหรือเปล่า แต่ที่ชัดเจนคือ 6 ตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่อำนาจรัฐไม่เหลืออยู่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกล้ม ทหารก็ไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะทำอะไรได้ (พฤษภา ทมิฬ ก็อาจนำ ชมิทท์ มาวิเคราะห์ได้ในระดับหนึ่ง) แต่ 19 กันยาไม่แน่ใจว่าจะใช้แนวคิด ชมิทท์ นี้ได้หรือเปล่า ประเทศไทย อำนาจอธปัตย์ ไม่ได้อยู่ที่นายก (คนมักเข้าใจผิด) แต่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำบางพวก (อำนาจสูงสุดไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ไม่ได้ถูกด่า)
· ที่สำคัญอีกอย่าหนึ่งของ ชมิทท์ คือ เรื่องการแบ่งแยกอำนาจต่างๆ ของสถาบันทางการเมือง ความเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยสำหรับเสรีประชาธิปไตย แบ่งเป็น 3 อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และถ่วงดุลกัน อำนาจต้องไม่อยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องกระจาย ไม่รวมศูนย์ ถานักการเมืองรวมศูนญ์อำนาจก็จะถูกโจมตีว่าไม่ดี เช่น ดร.ทักษิณ เป็นการทำลายเสรีประชาธิปไตย ทำไมเสรีประชาธิปไตยจึงเชื่อเรื่องแบ่งอำนาจ และความสมดุลแห่งอำนาจ เพราะอยู่ภายใต้แนวคิด (concept) แบบการตาด ตลาดจะทำงานได้ดี ผลประโยชน์จะตกแก่ลูกค้า ต้องไม่มีการผูกขาด การเมืองที่ดีต้องไม่มีการผูกขาด ไม่รวมศูนย์ ผลประโยชน์จะตกที่ประชาชน ชมิทท์ บอกแนวความคิดเรื่องการ Balance หรือสร้างดุลยถาพทางอำนาจเป็นวิธีคิดที่สำคัญในโลกตะวันตกในช่วงหลัง คริสศตวรรษที 16 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ล็อค หรือ มองเตสกิเออ ก็จะใช้ แนวคิดการสร้างดุลยภาพทางอำนาจมาอธิบายปัญหาสังคมตะวันตกแทบทั้งหมด เช่น การสร้างดุลการค้าระหว่างประเทศ ดุลยภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ การสร้างดุลยภาพระหว่างกษัตริย์พระองค์ต่างๆ การสร้างอำนาจทาการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ และ ชมิทท์ มองว่าแนวคิดังกล่าวนี้มีอิทธิพลที่มีนัยสำคัญต่อการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าการให้การออกกฎหมายอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยที่กลุ่มนั้นสามารถใช้กฎหมายเองได้ด้วย คนกลุ่มนั้นอาจใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน ตามอำเภอใจได้ คือคนออกกฎหมาย และคนใช้กฎหมายต้องเป็นคนละกลุ่มกัน เพราะจะไม่ทำให้เกิดการผูกขขาดอำนาจ คือการแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหาร และ แยกการตีความทางกฎหมายออก คือ อำนาจตุลาการ ชมิทท์ อธิบายว่ารัฐธรรมนูญของตะวันตกมีแนวคิดดังกล่าวทั้งสิ้นแต่การที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ รธน.อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการรวบอำนาจเท่านั้น ขึ้นอยู่กับคนใช้รัฐธรรมนูญ แนวคิดนี้ก็สามารถใช้อธิบายการเมืองไทยได้เหมือนกัน เช่นเวลาทหารยึดอำนาจก็จะบอกว่าจะรีบร่างรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด อาจพูดได้ว่าเรามีการปกรองที่มีรัฐธรรมนูญแตไม่ได้หมายความว่าเรามีรัฐธรรมนูญจริงๆ เพราะมีการฉีกหรือร่างใหม่ได้ตลอดเวลา นำความคิดของ ชมิทท์ มาอธิบายว่าประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ หรือไม่ได้ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการปกครองประเทศ เช่นประเทศไทย รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความสำคัญในตัวเอง ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับการแยกอำนาจมากโดยเฉพาะการบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ ชมิทท์ เชื่อมั่นการปกครองในระบอบประธานาธิบดี คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างประชาธิปไตยเพราะเป็นการแบ่งแยกอำนาจบ ริหารและนิติบัญญัติที่ชัดเจน คณะที่การปกครองแบบรัฐสภาไม่ชัดเจน เพราะพรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล รัฐบาลมี ส.ส.ในสภามากที่สุด การแบ่งหรือถ่วงดุลยอำนาจจึงไม่ชัดเจน สภาก็ตรวจสอบบริหารไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ชมิทท์จึงไม่เชือประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเพราะมันตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาทั่วโลก เสียงข้างมากคุมทั้งสภาและบริหาร
· ชมิทท์ เชื่อว่าระบบประธานาธิบดีเป็นระบบถ่วงดุลอำนาจที่ดี สภาก็มาจากการเรื่องตั้งกระบวนการหนึ่ง ประธานาธิบดีก็มาจากการเลือกตั้งอีกขบวนการหนึ่ง และสองขบวนการนี้สามารถควบคุมกันได้เพราะมีที่มาที่แตกต่างกัน
· การอธิบายการเมืองไทยแบบรัฐสภาคือสภาคุมรัฐบาลไม่ได้ เพราะเป็นเสียงของรัฐบาลจึงคิดว่ารัฐประหารดีกว่า หรือ สร้างระบบผู้แทนจากการแต่งตั้งให้มีอำนาจเท่ากับผู้แทนที่มาจากการลือกตั้ง เราคาดหวังแบบลมๆแร้งๆว่าผู้แทนจากการเลือกตั้งจะมาคุมรัฐบาล เป็นวิธีการหาคำตอบแบบบ้านเรา ซึ่งเป็นปัญหาของระบบรัฐสภาทั่วโลก แต่ตะวันตกคิดว่าต้องแก้ปัญหาด้วยระบบประธานาธิบดี ชมิทท์ ชี้ปัญหาของรัฐสภาและหาทางออกเพื่อให้ประชาธิปไตยเติบโตขึ้น แต่ไทยโจมตีปัญหาและหาทางออกที่ทำให้ระบบรัฐสภาแย่ลงคือมีการหาผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ
· ความคิดของ ชมิทท์ สังคมที่มีระบบรัฐธรรมนูญกับสังคมที่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญเป็นคนละเรื่องกัน ประเทศเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญได้เช่น พม่า อย่าไปคิดว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วประเทศจะมีประชาธิปไตย
· ถ้าการเรียนรัฐศาสตร์การเรียนรู้รัฐธรรมนูญจึงไม่เพียงพอ ต้องศึกษาเรื่องสิทธิเสรีภาพด้วยของประชาชนด้วย เพราะบางรัฐธรรมนูญไม่มีรายละเอียดเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือให้ทำตามกฎหมายยอื่นเขียนไว้
· ข้อเสียของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย แต่เวลามีการเดินขบวน ก็สามารถเอผิดจากกฎหมย พรบ อื่นได้เช่น กฎหมายทางเท้า กฎหมายจราจร ทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกลายเป็นถูกบังคับด้วยกฎหมายอื่นด้านสิทธิและเสรีภาพ ทำให้เห็นว่า พรบ จราจร กับ รัฐธรรมนูญสิ่งไหนสำคัญกว่า
· ชมิทท์ เรื่องรัฐสภาคือขบวนการทางกฎหมยและการออกกฎหมาย
· ประชาธิปไตยคืออะไร ? ถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตยาเราก็ต้องเชื่อเสียงส่วนใหญ่ แล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดสิ่งที่ดีเสมอไปแล้วเราจะเชื่อเสียงส่วนใหญ่ได้อย่างไร ในหลายประเทศจึงมองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ ต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วยปกครองด้วยหลักกฎหมายเป็นใหญ่ด้วย ต้องมีการแบ่งอำนาจอย่างจริงจัง มีการควบคุมผู้ปกครองอย่างจริงจังด้วย
· ประเทศไทยจะ สวิงอยู่แค่สองขั้วว่าประชาธิปไตยต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ อีกขั้วบอกมาจาก 19 กันยาก็ดีได้ไม่ต้องเสียงส่วนใหญ่ เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เอาเสียงส่วนน้อยแต่มีความรู้มาปกครองประเทศดีไหม การคิดแบบแบ่งขั้วมีประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือเปล่า
· Public discussion หรือ Public argument ชมิทท์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย มันทำงานบนสมมุติฐานรองรับ 3 ข้อด้วยกันคือ
o เชื่อว่าอำนาจทางการเมืองต้องถูกโต้แย้งเพื่อค้นหาชุด หรือค้นหาความจริงที่ดีที่สุดของสังคมร่วมกัน และนำปสู่
o ความเชื่อว่าขบวนการทางการเมืองทั้งหมดต้องเป็นเรื่องเปิดเผยเพื่อดึงเอาอำนาจมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเมือง และ
o สื่อจะต้องมีสิทธิเสรีภาพในการกระตุ้นให้พลเมืองแสวงหาความจริงได้มากที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ ในการตั้งคำถาม หรือการซักฟอก
ข้อสมมุติฐานทั้ง 3 ข้อเสรีประชาธิประไตยเชื่อว่าเมื่ออยู่รวมกันคือสิ่งที่จะเป็นหลักประกันของเสรีประชาธิปไตยในสังคม และเชื่อว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น สิทธิเสรีภาพของสื่อสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
· สิทธิแสดงความคิดเห็นหรือหมิ่นประมาทต้องไม่เป็นคดีอาญา ต้องได้รับความคุ้มครอง ที่ในความเชื่อเรื่องการโต้แย้งอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลการให้สื่อเป็นอิสระ ทำให้เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกันขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีคำถามว่า Liberal Democracy เท่ากับ Democracy หรือเปล่า เสรีนิยม+ประชาธิปไตย = ประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือ ทำให้เป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่ ชมิทท์เชื่อว่าเป็นอย่างหลัง คือทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมลง
· ชมิทท์ วิจารณ์เรื่องการเปิดเผยเปิดกว้างในระบอบเสรีประชาธิปไตยไว้มาก ประเด็นที่วิจารณ์คือระบบเสรีประชาธฺปไตย openness หรือ ความเปิดเผย หรือ Public opinion
11. Division and Balance of Power อำนาจต้องกระจายและสามารถควบคุมได้ ตามหลักการของเสรีประชาธิปไตย
12. กฏหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าใครคือองค์อธิปัตย์
· องค์อธิปัตย์อาจเป็นคนๆเดียวหรือกลุ่มคนในบางครั้งบางโอกาสหรือสถานะการณ์ เช่นชนชั้นนายทุนหรือกระฎุมภีและจะแสดงตัวออกมาเมื่อเกิดวิกฤต ตามแนวคิดของ Schmitt (น่าจะเป็นแนวคิดที่มาจาก มาร์กซ์)เช่น กรณี 14 ตุลา 2516 (คนเดียว) และ 19 กันยา 2549 (กลุ่ม)
· มาร์กซ์และ Schmitt มองว่าชนชั้นกระฎุมพี ทำลาย สมการทางการเมืองของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า General Will นำไปสู่ Freedom, Good Government
13. โครงสร้างสถาบันทางการเมือง
· โครงสร้างส่วนบน ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล ศาล และพรรคการเมือง
· โครงสร้างส่วนกลาง ประกอบด้วย พรรคการเมือง (กลุ่มผลประโยชน์)
· โครงสร้างส่วนร่าง ประกอบด้วย ประชาชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
การปกครอง (อ.สมคิด)
· โครงสร้างการปกครอง ส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น
· กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการ กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กฎหมายละเมิด กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมาศาสปกครอง เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพดีขึ้น
14. Positivism (1847) เป็นกรอบของกฎหมายเก่า เป็นหลักทฤษฎีที่องค์ความรู้มาจากฐานปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ และ properties ตลอดจนความสัมพันธ์ของมัน จะถูก พิสูจน์ด้วย Empirical Science
o Carl Schmitt
15. รัฐประชาชาติและสิทธิ
16. The Rule of Law เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อว่าการปกครองด้วยกฎหมายดีกว่าการปกครองด้วยคน (the rule of man) การปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อต้องการจำกัดอำนาจรัฐ (ตามแนวคิดของ Neo-Liberalism) และปกป้องคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในแง่เสรีประชาประชาธิปไตย The Rule of Law นั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ
· ประชาชนต้องรู้ข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ
· รัฐทำอะไรต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบ
· ต้องมีการบังคับใช้ได้ในอนาคต
· ต้องมีความชัดเจน
· บังคับใช้ได้กับทุกคนทั่วไป
o Jean Bodin เชื่อว่ารัฐแบ่งแยกไม่ได้ อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุด ไม่เชื่อว่ารัฐจะจำกัดอำนาจตัวเอง (แต่แนวคิดไม่เรื่องอำนาจอธิปไตยแบ่งแยกไม่ได้ให้ดู EU หรือสหภาพยุโรปที่ อำนาจอธิปไตยด้านการเงินของประเทศต่างๆ ถูกแบ่งไปแล้ว)
17. หน้าที่ของกฎหมาย คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ จำกัดอำนาจของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจ
18. Weima Republic เป็นชื่อที่ใช้เรียก German State หรือรัฐเยอรมันในช่วง 1919-1933
19. รัฐธรรมนูญควรร่างโดยนักวิชาการผู้มีอำนาจหรือควรร่างด้วยประชาชน
· ควรร่างโดยนักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจ แต่ควรร่างตามความต้องการของประชาชน (ขยายความเอาเวลาตอบ) นักวิชาการหรือนักกฎหมายเหมือนวิศวกรหรือช่างเทคนิคในการสร้างบ้านและประชาชนเหมือนเจ้าของบ้าน การร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องร่างตามที่เจ้าของบ้านต้องการ ปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ Hans Kelsen วางทฎษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายไว้ทั้งในแง่ ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย, การให้อำนาจกฎหมายลำดับสูงในการออกกฎหมายลำดับรอง และ รวมทั้งถึงความมาก-น้อย ของกฎหมายลำดับศักดิ์ต่างๆ หลักเรื่อง GRUNNORM เป็น กฎหมายพื้นฐานเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหลักการในเรื่องนี้จะเป็นหลักที่ถูกตีความเสมอเพื่อเป็นการยอมรับหรือปกป้องสิทธิของประชาชนในกรณีพิพาทเรื่องการคุ้มครองสิทธิ กล่าวคือเป็นการคุ้มครอง “สิทธิ” ที่แม้จะไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม ดังนั้นทฤษฎีในเรื่อง GRUNNORM ดังกล่าวจึงเป็นการยอมรับการมีอยู่ของกฎเกณฑ์ที่มีศักดิ์สูงกว่ารัฐธรรมนูญ อันอยู่เหนือสุดในทฤษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฎ์แห่งกฎหมายของ Kelsen อีกประการหนึ่ง
· ประชาธิปไตยต้องการนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
Kelsen เห็นว่าประชาธิปไตยจะมีขึ้นได้ต่องมาจากรัฐและอาศัยโครงสร้างของรัฐ (ประชาชานต้องผ่านกลไกของรัฐ) เพราะ Grund Norm ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของปัจเจก
20. รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศมาจากไหน แตกต่างกันอย่างไร
· มีที่มาต่างกันบ้างมาจากการล้มระบบกษัตริย์เช่น ฝรั่งเศส บ้างมาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ เช่นประเทศไทย แตกต่างกัน (ขยายความ)
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ อำนาจทำให้เกิดกฎหมายหรือกฎหมายทำให้เกิดอำนาจ
Grund Norm เป็นเรื่องที่ควรจะเป็น “Ought to” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เป็น อยู่ หรือ คือ “Is” หรือต้องเป็นเช่นนั้น Kelsen มองว่า Heteronomy (ภาวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของผู้อื่น เผด็จจการ) เป็นตัวเสริมสร้างกฎหมาย ในขณะที่ Autonomy (ความอิสระ การปกครองตนเอง ความเป็นปัจเจก) เป็นตัวทำลายกฎหมาย
ของ Kelsen “General Theory of Law and State” สำนักความคิดทางปฏิฐานนิยม positivism โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาสาย ธรรมชาตินิยม (ความจริงคืออะไร) ความจริงเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีอยู่แล้วรอการค้นพบ และแน่นอนตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงของ
อิมมานูเอิล คานท์ (Immanuel Kant) (1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของ เฮเกิล
21. G.W.F. Helgel รัฐเป็นสิ่งที่แสดงออกของเหตุผล (rationality)
22. กฎหมายความมั่นคงและเสรีประชาธิปไตยทำให้เป็นประชาธิปไตย
23. ความแตกต่างแนวคิดของ
· Hans Kelsen (1881-1973) นักกฎหมายมหาชน มีแนวคิดด้านรัฐธรรมนูญ ที่อ้างอิงกับ Norm ในสังคมนั้นๆที่มีอยู่แล้วมากกว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่ารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน การปฏิวัติ หรือรัฐประหาร Kelsen เป็นเยอรมัน แนวคิดจะมององค์รวมหรือสัญญาประชาคม มากกว่า ปัจเจก Kelsen มองว่าประชาชนจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมตัวกัน (multitude) ด้วยกลไกของรัฐ Kelsen ต้องการแยกกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) ออกจากการเมือง ในเยอรมันถือว่า Kelsen เป็นผู้ให้กำเนิดเเสรีประชาธิปไตย (อ.ศิโรตน์)
· Thomas Hobbes มองว่าอำนาจที่เกิดขึ้นเกิดจากอำนาจของบุคคลแต่ละคนมากกว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนมี Rationality ของเขาเอง เมื่อผู้คนรวมตัวกันก็จะเป็นประชาชน (people)
· ค.ศ. 1588 – 1679) ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวัตถุนิยม สมัยใหม่ (Modern Materialist) ฮอบส์ พัฒนาทฤษีแนวคิดธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ ฮอบส์ มองเรื่องวัตถุ และ พฤติกรรมมนุษย์ ในทางลบ ว่ากิจกรรมของมนุษย์ถูกจูงใจด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ฮอบส์ สนับสนุนรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่สามารถรักษาระเบียบได้ แต่ก็เสนอแนวคิดแบบสัญญาประชาคมด้วย ฮอบส์ เป็นนักคิดที่อิสระและเป็นนักเขียนที่ก้าวร้าว แต่แหลมคม หนังสือของเขาห้ามเผยแพร่ เช่นดียวกับ แมคิอาเวลลี่ โดยยืนยันว่าเราควรแยกการเมืองออกจากศาสนา ฮอบส์ เขียนใน หนังสือ Leviathan ว่ารัฐเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างไม่เป็นธรรมชาติและเป็นสิ่งจำเป็น และ มองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่อยู่ด้วกันโดยมีข้อตกลงระหว่างกัน ไม่ได้เกิดจากสัญชาติญาณการรวมหมู่เหมือนผึ้งหรือมด ปัจเจกชนต้องยอมสละสิทธิให้แก่องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ในการปกครอง และ ฮอบส์เห็นว่าองค์อธิปัตย์ ต้องมีอำนาจสูงสุดจึงจะป้องกันความวุ่นวายได้ และ ควรมอบอำนาจให้กษัตริย์ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เพียงคนเดียว
· John Lock มีกรอบคิด เรื่อง “เสรีภาพตามธรรมชาติ” ที่มองมนุษย์ในทางบวกกว่า Hobbes ซึ่งการพัฒนาเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ นำไปสู่แนวคิดเรื่องอำนาจ รัฐ ที่เกิดเป็น ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของ Jean Jacques Rousseau
· สิทธิและเสรีภาพ เป็นหัวใจสำคัญของ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับทั่วโลก แม้แต่ Magna Carta (ค.ศ.1215) ของอังกฤษ ซึ่งลงนามโดย King John ซึ่งถือเป็น the foundation of British constitutionalism ดังนั้น รัฐธรรมนูญต้องวางกลไกในการใช้อำนาจเพื่อคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of power) ตามแนวคิดของ มองเตสกิเออร์ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจตุลาการ เพื่อให้เกิดระบบตรวจสอบและสร้างสมดุล (Checks & Balance) และการจำกัดอำนาจขอรัฐให้มีเท่าที่จำเป็น
· H.L A Hart เป็นอังกฤษจึงมีแนวคิดเชิงปัจเจก (individualism)
· Schmitt มองว่า เสรีประชาธิปไตย ≠ ประชาธิปไตย (Liberal Democracy ≠ Democracy) และ เจตจำนงค์ (Will Formation) ≠ เนื้อหาสาระ (Contents) Schmitt เห็นว่า เสรีประชาธิปไตย เป็นปัญหาของประชาธิปไตย Schmitt มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางรัฐศาสตร์ส่วน Kelsen จะมีอิทธิพลต่อแนวคดิกฎหมายมหาชนมากกว่า ทั้งที่ทั้งคู่เป็นนักกฎหมายมหาชน
Schmitt เชื่อว่าศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองมาก Schmitt เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สองไปเกี่ยวข้องกับนาซี โดนสหรับฯ และเยอรมันนี ห้ามสอนหนังสือ เป็นปัญหาชนที่ถูกห้ามสอนหนังสือและไม่เคยเดินทางออกจากเยอรมันนี แต่มีข้อเขียนที่มีคนสนใจมากโดยเคยให้ความเห็นว่า เสรีนิยมจะทำให้ประชาธิปไตยมีปัญหา (ศิโรตน์)
· Debate ทีแรงและใหญ่มากระหว่าง Schmitt กับ Kelsen คือเรื่องของที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะมาจากไหน การปกป้องศาลรัฐธรรมนูญจะมาจากไหน (ศิโรตน์) Kelsen ไมถึงกับไม่สนใจที่มาของรัฐธรรมนูญ แต่ Kelsen มีแนวคิดว่าทุกสังคมมี ปทัสถาน หรือ Norm ของมันและระบบการเมืองมาจาก ปทัสถานนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้นำทางการเมืองมาจากไหนไม่สำคัญ เพียงแต่อิงกับ Norm ในสังคม และมองว่า Norm เป็นเรื่องของเสรีประชาธิปไตย Kelsen และ Schmitt ขัดแย้งกันรุนแรงเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าในระบอบเสรีประชาธิปไตยว่าถ้าเกิดการขัดแย่งจะทำอย่างไรดี Kelsen เป็นฝ่ายเวนอว่าควรจะต้องมีองค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยข้อขัดแย้งสำหรับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญสำคัญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิงกับ Norm ทางการเมืองของคนในสังคม กรณีนี้ Schmitt จะไม่เห็นด้วยกับ Kelsen โดย Schmitt บอกว่าสิ่งต่างๆทีถือว่าเป็น ปทัสถาน (Norm) ในสังคมการเมืองเป็น ปทัสถานจริงๆหรือเปล่าหรือเป็นเพียงเรื่องของคนในชนชั้นเป็นพิเศษ
· Schmitt กับ Carl Marx (1818-1883) ชมิทท์พูดไว้หลายครั้งว่า สิ่งต่างๆที่เราคิดว่าเป็น ปทัสถานหรือสิ่งที่สังคมการเมืองคิดว่าดี หรือสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องยึดถือเมื่อไปให้ถึงที่สุดแล้วจริงๆในแง่ประวัติศาสตร์ทางความคิดมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการมีอำนาจของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นส่วนที่ ชมิทท์ น่าจะได้มาจาก มาร์กซ์ เช่น การเมืองเป็นเรื่องของระบบตลาดมันเกิดมาพร้อมกับชนชั้นนายทุนเพราะการเมืองต้องมีการแข่งขัน เชื่อว่าท่ามีการแข่งขันอย่างเสรีระหว่างผู้สมัครทุกคนอย่างเปิดเผยแล้ว จะได้รัฐบาลที่ดีที่สุด การเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นความคิดแบบตลาดโดยตรง ประเด็นของ เคลเซ่น เชื่อว่าทุกสังคมมี ปทัสถานของมัน และเหมือนกับว่าทุกคนในสังคมยอมรับนับถือ ปทัสถานนี้ด้วย แต่ ชมิทท์ไม่เชื่อว่ามี ปทัสถานแบบนี้อยู่
· ชมิทท์ โจมตีแนวคิดในการใช้ UN เป็นองค์กรกลางในการสร้างสันติภาพของโลกในกรณีที่ประเทศมีกข้อขัดแย้ง เพราะในที่สุดแล้วมันก็กลายเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยม จะมีบางชาติเช่น สหรัฐฯ จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับโลกเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังปราบฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตวเอง ทำให้ ชมิทท์ มีชื่อเสียงในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะ ชมิทท์ พูดเรื่องนี้ไว้ 50 กว่าปีแล้วก้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า การสร้างองค์กรกลางขึ้นมาท้ายที่สุดแล้วองค์กรกลางคือองค์กรที่มีอำนาจที่สุด ดังนั้นในแง่ของการเมือง ชมิทท์จะมีแนวคิดและการให้เหตุผลค่อนข้างชัดเจน ทำให้สิ่งที่ เคลเซ่น มองว่าเป็น ปทัสถาน จริงๆแล้วอาจไม่ใช่ เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มที่สร้าง ปทัสถานนั้นขึ้นมา และการที่ให้สังคมต้องมี ปทัสถาน หนึ่งก็เหมือนกันก็เท่ากับว่ายอมให้คนกลุ่มนั้นเอา ปทัสถาน นั้นมาบังับใช้กับคนกลุ่มอื่น แนวคิดนี้ อ.ศิโรตน์ เห็นว่าใช้อธิบายปัญหาสังคมไทยได้ในเรื่องความขัดแย้งต่างๆ เช่นทางศาสนา ชาติพันธุ์ ความคิด 6 ตุลาก็ใช่ (มองว่าคนไทยเป็นปทัสถาน แต่คนในธรรมศาสตร์ไม่ใช่ จึงฆ่าได้) กรือเซะ ตากใบ ก็เช่นกัน หรือ กรณีขัดแย้ง เสื้อเหลือง เสื้อแดงคือถือว่ามีปทัสถาน อยู่คนที่แตกต่าง ไม่ใช่คนไทย ทำให้เห็นว่า ชมิทท์สร้างฐานทางทฤษฎีทีทรงพลังในการอธิบายโลกในปัจจุบันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อว่าสังคมต้องมีปทัสถานร่วมกัน ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าจริงหรือ และมีที่มาอย่างไร อาจเป็นสิ่งที่กลุ่มคนคิดขึ้นมา
· ชมิทท์ มองว่าอำนาจธิปัตย์เรื่องที่อยู่กับการเมืองบางหน่วย ปกติเราจะไม่รู้ว่าอยูที่ใคร จะแสดงตัวเมื่อเกิดวิกฤต อาจจะอยู่ในคนๆเดียว เช่น กรณี 14 ตุลา ชมิทท์ ยังบอกว่าในบางเงื่อไข อำนาจอธิปัตย์อาจไม่ได้อยู่ที่คนๆเดียวก็ได้ อาจอยู่ที่กลุ่มบางกลุ่มก็ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำชนชั้นกระฎุมภี
· สำหรับรัฐธรรมนูญ เคลเซ่น จะพูดถึงที่มาชัดเจนกว่า ชมิทท์ โดยเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญต้องมาจาก ปทัสถานของสังคมนั้นๆ การสร้างสถาบันทางการเมืองต้องมี ปทัสถานเป็นฐาน แต่ ชมิทท์ เห็นว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ ดังนั้นในแง่ของสถาบัน และ ขบวนการ เคลเซ่น จะชัดเจนกว่า ชมิทท์ ซึ่งคิดว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ หรือสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามีความชอบธรรมอยู่ ในเยอรมันจะถือว่า เคลเซ่น เป็นผู้ที่ให้กำเนิดเสรีประชาธิปไตย ส่วน ชมิทท์ เป็นพวกต่อต้านเสรีประชาธิปไตย ในวงการกฎหมายมหาชน เคลเซ่น ก็จะเป็นฝ่ายคนดี ส่วน ชมิทท์ จะถูกมองเป็นพวกเผด็จการนาซี แต่น่าแปลกที่ลูกศิษย์ของเคลเซ่น นำเอาแนวคิดของ ชมิทท์ไปใช้ในการศึกษารัฐธรรมนูญมากแต่ใช่ในลักษณะที่ไม่พูด
· รัฐธรรมนูญ 2517 (อ.ปรีดีย์ พนมยงค์ เคยค้านว่าเป็นรธน.ที่ทำลายเจตนรมณ์ของ 14 ตุลา เพราะผู้แทนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีคนพูดว่าเป็น รธน.ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ดีสุดฉบับบหนึ่ง) การตั้งสภาสนามม้ามีการประชุมและทำ การคัดเลือกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ องค์ประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญมาจาก องค์อธิปัตย์ คือหลัง 14 ตุลาคม พระมหากษัตริย์เป็นคนตั้งทั้งหมด รัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน ตามแนวคิดของ Schmitt ค่อนข้างชัดเจนถึงที่มาและกลไกการทำงานของ อำนาจจากองค์อธิปัตย์ ในยามวิกฤตมากกว่า รธน. 2550 จากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 (ศิโรตน์)
24. จารีตประเพณีเปลี่ยนเป็นโครงสร้างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
· ถ้าจะอ้างตามแนวคิดของ Kelsen เชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีพื้นฐานมาจาก ปทัสถานเบื้องต้น (Basic norm) ของสังคมนั้นๆ และเกิดเป็น ปทัสฐาน(norms) ที่เป็น ปิรามิดของกฎหมาย ดังนั้นจารีตประเพณีจึงเปลี่ยนเป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญได้ถ้าใช้แนวคิดของ Hans Kelsen รัฐธรรมนูญที่มีหมวดพระมหากษัตริย์และองค์มนตรี ก็เป็นผลมาจากจารีตประเพณีในรัชการที่ 5 ที่มีองค์มนตรีเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดิน
25.
· Max Weber ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย
· แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber นักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป
26. ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) เป็นกรอบแนวคิดที่การถกเถียงที่จำกัดวงอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลรับที่เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือนโยบายของผู้ เชี่ยว ชาญก็เป็นไปได้ เพราะการแสดงความสามารถในการถกเถียงใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องต่างๆได้เสมอกันโดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นเทคนิคระดับสูง ผู้ชำนาญการทางเทคนิคที่มีความรู้ทั้งหลายยังคงเป็นผู้กำหนดแนวทางสำคัญๆของรัฐ ในความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมิได้หมายถึงความเป็นกลาง ความรู้ในตัวของมันเองก็ไม่ได้มีความเป็นกลาง ความรู้เต็มไปด้วยค่านิยมและอคติที่ส่งเสริมการควบคุมทางสังคม (social control) เพราะไม่สามารถหนีการตีความซึ่งก็ทำให้อคติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นการตีความของนักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเป็นเครื่องมือของใครบางคน จึงไม่แตกต่างจากรัฐในกรอบของมาร์กซิส
27. ความพยายามของแนวทางแบบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานมาจากชุมชนนั้นไม่ต้องการเศรษฐกิจแบบพึ่งพิง (dependency) เพื่อให้ชุมชนเกิดความเป็นเอกเทศ เกิดการเรียนรู้ และรับผิดชอบต่อตัวเอง การพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การรื้อฟื้นบทบาทของชุมชนขึ่นมาใหม่มีส่วนสำคัญในการทำให้มนุษย์สามารถปกครองตนเอง และชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมสมาชิกแทนรัฐ คือการพยายามลดบทบาทของรัฐภายใต้กรอบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism)
อ.สิริพรรณ
28. ความหมายและความสำคัญของพรรคการเมือง
29. โครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย
o ระบบอุปถัมภ์
o รัฐรวมศูนย์ (กทม)
o ความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเมือง
o ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่ถูกมองข้าม
30. พัฒนาการการเมืองไทย
o ทหารและระบบราชการ
o เจ้าพ่อนักการเมือง
o ทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่และทุนระดับชาติ
31. การจัดตั้งพรรคการเมือง
32. กองทุนเพื่อพัฒนาการเมือง
33. การทำหน้าที่ของพรรคการเมืองในสภา ตามรธน 2540/2550
o อภิปรายปรายไม่ว้างใจ นายกรัฐมนตรี 2/5 (2540); 1/5 (2550)
o อภิปรายไม่วางใน รมต.รายบุคคล 1/5 (2540); 1/6 (2550)
o หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว 2 ปี ใช้เสียงเพียง 1/2 ของฝ่ายค้าน
34. พลวัตรของพรรคการเมือง
o ด้านระบบ
o ด้านผู้นำ
o ด้านนโบบาย
35. เราเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่อะไร ผู้แทนของเรารู้หรือไม่ว่าพวกเขามีหน้าที่และบทบาทอย่างไรฦ
36. การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ (หลักการและการตรววจสอบ) จริยธรรมเป็การปิดปากควรใช้ระบบดารตรวจสอบ
37. ในฝรั่งเศสเป็นการต่อสู้ระหว่าง ประชาชน กับกษัตริย์
38. ในประเทศไทยปัจจุบบันเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชน กับข้าราชการชั้นสูง (องคมนตรี)
39. พระราชอำนาจ ๑. ทางกฎหมาย เท่าเทียมกัน ๒. ทางสังคม (กัษัตริย์แต่ละพระองค์ไม่เท่ากัน)
40. รธน.2550 เป็นรธน. ที่เพิ่มให้ระบบราชการสู้กับระบบการเมือง ถ้ามองในแง่การถ่งดุลอำนาจน่าจะเป็นเหตุผล
o ผลประโยชน์ทางการเมือง
o กลุ่มทุนเดิม <--> กลุ่มทุนใหม่
๕. ระบบรัฐสภา
แบบอังกฤษ และ ระบบผสม (Hybrids) ควรดูหน้าตาของระบบรัฐสภา ที่เป็นแม่แบบ มีการออกแบบโครงสร้าง ของระบบรัฐสภาใหม่ให้เหมาะสมกับตัวเอง รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย
ระบบรัฐสภา เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งของระบบอบการปกครอง (ทั้งระบอบประชาธิปไตยและอื่นๆ เช่น พม่าไม่เป็นประชาธิปไตยแต่มีระบบสภา) เป็นโครงสร้างส่วนบนของสถาบันทางการเมือง
ระบบสภาเป็นระบบ Checks & Balances โดยการแบ่งแยกอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ เป็นอิสระจากกันและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และ ปกครองโดย นิติรัฐ (The Rule of Law) ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และ คณะรัฐมนตรี ควรมีอิสระและเสรีภาพ โดยไม่จำเป็นหรือถูกบังคับให้สังกัดพรรค เพื่อให้เกิด ความเป็นอิสระของผู้แทนปวงชน หรือ Free Mandate และไม่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง (แต่ประเทศไทย รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ยังบังคับให้ต้องสังกัดพรรค และ Free mandate เหมือนกัน เพียงแต่ รธน. 2550 เพิ่ม ความชัดเจน ว่าต้องปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน – Conflict of Interest)
ระบบรัฐสภาอังกฤษ และ ระบบคน มีการพัฒนามาพร้อมกัน ส่วนไทยรับระบบเข้ามาขณะที่คนยังไม่พร้อม และ การพัฒนาคนยังไม่ทันกับระบบรัฐสภา การพัฒนาภาคประชาชนให้เข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ การที่ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเสมือนแค่ทางผ่านเพื่อไปเป็นฝ่ายบริหาร มากกว่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบ และถอดถอน เพื่อให้สภาทำหน้าที่ของมัน (Functions) ถ่วงดุลได้ และในขณะที่การยุบสภาก็อยู่ที่อำนาจของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้อำนาจของรัฐสภามีน้ำหนักอยู่ฝ่ายบริหาร
ระบบกึ่งรัฐสภา (semi - parliament system) ให้ทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน คือ ประมุขของฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะทำให้การถ่วงดุลระหว่าง อำนาจบริหาร และ อำนาจนิติบัญญัติดีขึ้น เช่น ระบบรัฐสภาของประเทศ อิสราเอลเป็นต้น อาจจะเหมาะกับประเทศไทยที่ยังต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ซึ่งยังไม่เหมาะกับระบบสภาแบบ สาะรณรัฐ (Republic)
๖. ท้องถิ่น
ให้แยกแยะ (อย่ามุ่งตอบเชิงเทคนิค) การเมืองท้องถิ่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แง่มุม การปกครองท้องถิ่น ไม่เหมือนการเมืองท้องถิ่นแม่แต่น้อย ให้ทำความเข้าใจให้ดี ประเด็นต่างๆของการปกครองท้องถิ่น เช่น การกระจายอำนาจ ตอบโจทย์อะไร การเชื่อมโยงประเด็น หรือการมองเหล่านี้ เข้ากับประชาธิปไตยอย่างไร เชื่อมกับประเด็นหลักๆ ของ รธน. รัฐ โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม
การปกครองท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจตามหลักการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ มีการพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารงานของท้องถิ่นมากขึ้น
๑. กรอบความคิดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกคองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ
· ความหมายของการกระจายอำนาจ
· มิติของการกระจายอำนาจ
· ข้อดีข้อเสียของการกระจายอำนาจ
๒.การปกครองท้องถิ่นในต่างประเทศ
· สหรัฐอเมริกา
· สหราชอาณาจักร
· ญี่ปุ่น
· ฝรั่งเศส
๓. บทเรียนจากต่างประเทศ
· ความก้าหน้าของการกระจายอำนาจในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจในทาง นิติบัญญัติ
· ความหลากหลายของรูปแบบการบริหารงานท้องถิ่นในประเทศอังกฤษ ความหลากหลายรูปแบบ โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา
· ความเข้มแข็งของเทศบาลในฝรั่งเศส
· แนวโน้มของการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น การยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในญี่ปุ่น บทบาทของภาคในฝรั่งเศส
๔.กรณีประเทศไทย
· รัฐธรรรมนูญใหม่กับการปกครองท้องถิ่น
· บทบัญญัติ เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะ
· การพัฒนาศักยะภาพของท้องถิ่นมากขึ้น เช่น การส่งเสริมให้มีองค์กรความร่วมมือ การบริหารงานบุคคล การทบทวนภารกิจของท้องถิ่น
· การตรวจสอบของประชาชน
· การส่งเสริมด้านคุณธรรม และ จริยธรรม
· ปัญหารและอุปสรรค การคลังท้องถิ่น เช่น แหล่งรายได้, การจัดสรรงบประมาณ, การกำกับตรวจสอบ
· ภารกิจขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ยังคงจำกัด และ แบ่งไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน
· การที่ รัฐธรรมนูญ บัญญัติถึงราชการส่วนกลาง และ จังหวัดให้เป็นหน่วยใน การของบประมาณ
๗. การเมืองภาคประชาชน (ไม่ใช่การเมืองท้องถิ่น)
เชื่อมโยงกับประชาธิปไตยอย่างไร เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคม ระบบทุนนิยม อย่างไร
การเมืองภาคประชาชน หรือ ประชาธิปไตยทางตรง คือ การเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะโดยตรง โดยไม่ผ่านทางตัวแทนของพรรคการเมือง หรือหน่วยงานราชการ การเมืองภาคประชาชนเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งย้ำแนวคิดที่ว่า "การเมืองไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง" การเมืองภาคประชาชนเป็นคำจำกัดความโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ แบ่งพิจารณาได้ 3 แนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1. การริเริ่มกฎหมาย
2. การลงประชามติ
3. การถอดถอน
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ตรวจสอบ ถอดถอนและเสนอกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังให้สิทธิประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถจัดให้มีการชุมนุมเรียกร้องได้ อย่างไรก็ตาม แม้แต่การเลือกตั้งเอง ประชาชนมีทางเลือกมากแค่ไหน กับพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะฐานคิดของนักการเมืองเกือบทุกพรรค ได้รับการครอบงำโดยความคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา เรายังไม่มีพรรคการเมืองที่มาจากฐานคิดอื่นๆ หรือกลุ่มบุคคลที่หลากหลายพอ ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไร ?
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นหัวใจสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็สอดคล้องกับความก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตยที่ปรากฎขึ้นมาทั่วทั้งโลก ไม่ใช่ที่เกิดขึ้นเฉพาะเพียงในประเทศไทยเท่านั้น อันเป็นลักษณะของประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้. ฉะนั้นผมจึงถือว่า ความเคลื่อนไหวของประชาชนใดๆก็แล้วแต่ เพื่อที่จะมีความสามารถหรืออำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปผ่านตัวระบบพรรคการเมืองก็ตาม โดยไม่ผ่านการไปร้องขอต่อระบบราชการก็ตาม การกระทำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ถือว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน
ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า ตามที่มีมาในอดีต การกำหนดนโยบายหรือการกำหนดกิจกรรมทางการเมือง เกิดขึ้นจากพรรคการเมือง…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เกิดขึ้นจากนักการเมืองและข้าราชการ อันนี้สำหรับเมืองไทยนะครับ ซึ่งไปสัมพันธ์กับธุรกิจ
ประมวล เพ็งจันทร์ : แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม. ตรงนี้หรือเปล่าครับที่เป็นความหมายที่เราบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ทำให้เกิดรูปแบบทางการเมืองการปกครองแบบใหม่ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ซึ่งต่างไปจากประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน…
ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมขอถามอาจารย์ไพสิฐ ซึ่งทำงานกับภาคประชาชนมามากมาย... แล้วเราจะดึงการเมืองภาคประชาชนให้มาสัมพันธ์กับระบบคิดที่มันเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้อย่างไรครับ ? การเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนี้… เมื่อก่อนเราจะมีนักการเมืองเกิดขึ้น แล้วมาเสนอนโยบาย มีกิจกรรมที่เขามาเสนอให้เราคิดว่า เขาแหละเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำนโยบายนั้นไปประพฤติปฏิบัติ แต่ในกรณีที่อาจารย์นิธิพูดถึง ตอนนี้เปิดโอกาสแล้ว. ประชาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง… ในเรื่องนี้ จะทำให้การเมืองภาคประชาชนมามีส่วนเชื่อมกันอย่างไรครับ ?
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : ในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้สร้างช่องทางขึ้นมามากมายที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิดังกล่าว หรือเข้าไปกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา. จากประสบการณ์ของผมซึ่งลงไปในพื้นที่ต่างๆที่มีปัญหา การเมืองภาคประชาชนเริ่มที่จะเข้าใจอำนาจหรือความสามารถของตน ซึ่งจะบีบเข้าไปในการเมืองในภาคซึ่งนักการเมืองเล่นอยู่ หรือราชการจัดการอยู่
ขณะเดียวกัน บนช่องทางที่ประชาชนได้รับการสถาปนาหรือบัญญัติรับรองสำหรับสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ช่องทางต่างๆเหล่านี้ ถ้าหากไม่ไปใช้สิทธิก็ดี ถ้าหากไม่ไปทำตามเงื่อนไขของกฎหมายก็ดี อันนี้อาจจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธการใช้สิทธิดังกล่าว. เพราะฉะนั้น โดยสรุปที่คำถามซึ่งอาจารย์ประมวลถามว่า ประชาชนจะเข้าไปอย่างไร ? ผมว่าในปัจจุบัน ประชาชนได้รุกเข้าไปมากแล้ว. แต่อยากจะมองว่า โอกาสที่ ขบวนการในการเลือกตั้งที่เปิดขึ้นมาในคราวนี้นั้น ถือว่าเป็นโอกาสหนึ่ง… ผลจะเป็นอย่างไร ? ผมว่าอย่าไปคาดหวังมากว่าจะได้คนดี หรือไม่ดี, แต่ว่า โอกาสที่ได้มาสร้างเครือข่ายติดต่อ, รุกเข้าไป, และหลุดพ้นจากความกลัวต่างๆ จะเป็นโอกาสสำคัญและเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนเติบโตยิ่งขึ้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า การเมืองภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปกำหนดนโยบาย… คือเมื่อก่อนเวลาที่เรานึกถึงการเมือง จะมีพรรค ก, พรรค ข,... ว่าไปนะครับ แล้วก็มีนโยบายเสนอขึ้นมาให้เราเลือก เหมือนกับว่ามีอาหารสำเร็จรูปตักใส่จานให้เรา เราจะเลือกกินจานไหนเราก็เลือก. ทีนี้อาจารย์พูดว่าการเมืองภาคประชาชน ประชาชนจะมีส่วนร่วมเข้าไปกำหนดนโยบาย เหมือนกับว่าจะมีการเมืองแบบสั่งได้หรือเปล่าครับ…
คือหมายความว่า พรรคทุกพรรคที่เสนอนโยบาย อาจจะไม่มีนโยบายในส่วนที่เราคิดว่าน่าจะมีในสังคมไทย. อย่างนั้น ประชาชนจะมีส่วนไหมครับที่จะผลักดันให้เกิดนโยบายนั้น นโยบายนี้ขึ้นมา. ผมไม่แน่ใจครับว่า จะทำได้หรือเปล่าตามกฎหมาย แต่ตามที่อาจารย์พูด ทำให้ผมเข้าใจไปว่า เหมือนกับว่าประชาชนมีส่วนที่จะกำหนดนโยบาย
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมขออนุญาตพูดภาพในวงกว้างนะครับ… คือพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลย ระบบพรรคการเมือง ผมว่าไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่นี่ มันไม่ได้ตอบสนอง ตอบปัญหา หรือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน. ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ คุณกำลังจะเลือกประธานาธิบดี ซึ่งคนที่จะมีโอกาสเป็นประธานาธิบดี มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น, ซึ่งเหมือนกันหมดทุกอย่างเลย ยกเว้นหน้าตา. เป็นแต่เพียงว่าคุณชอบหน้าแบบไหนคุณก็เลือกแบบนั้น. อันนี้มันไร้ความหมายถูกไหมครับ ?
คนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายสาธารณะที่แท้จริงในอเมริกานี่ คือนายราฟ เนเดอร์ ซึ่งมีคะแนนที่เขาประมาณว่าจะได้จากผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์, ซึ่งสูงมากนะ แต่ว่าก็ไม่มีทางจะได้เป็นประธานาธิบดี แล้วก็ไม่มีทางแม้แต่ที่จะผลักดันนโยบายของตนเอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรครีพลับริกัน หรือพรรเดโมแครทก็ตามแต่… ตกลง คนอเมริกันกำลังเลือกอะไรอยู่. เลือกหน้าตาที่แตกต่างกัน ซึ่งคนหนึ่งหน้าตาใจดีหน่อย อีกคนหนึ่งเคร่งเครียดหน่อย, แล้วคุณชอบหน้าแบบไหนก็เลือกแบบนั้น. อันนี้ไม่มีความหมายโดยสิ้นเชิง
ทีนี้เมื่อเป็นเป็นเช่นนี้ ประชาชนในหลายประเทศเขาทำอย่างไร ? ในหลายประเทศด้วยกัน ประชาชนพยายามไปตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมา เช่นเป็นต้นว่า พรรคกรีน ซึ่งมีความสำเร็จในหลายประเทศในยุโรป เพราะว่า ประชาชนมองการดำเนินงานและการจัดการทรัพยากรสาธารณะในอีกลักษณะหนึ่ง ไม่เหมือนกับพรรคการเมืองเก่า และผลักให้พรรคการเมืองเก่าหันมามองการจัดการทรัพยากรสาธารณะ แบบที่ตัวเองต้องการให้ทำบ้าง แต่ก็ผลักไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องหันไปสู่พรรคการเมืองใหม่.
เพราะฉะนั้น ทั้งโลกกำลังเผชิญปัญหาว่า เราจะผนวกระหว่างการเมืองภาครัฐหรือภาคโบราณที่เคยมีมา กับการเมืองภาคประชาชนนี้ให้เข้าหากันอย่างไร ? ผมไม่ได้บอกว่า เมืองไทยควรตั้งพรรคกรีนบ้าง ควรตั้งพรรคประชาชนอะไรขึ้นมา อันนี้คนละเรื่อง. เป็นแต่เพียงว่า ปัญหาเรื่องการจะผนวกเอาการเมืองทั้งสองภาคเข้าหากัน เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัญหาทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่เพียงการเมืองในเมืองไทยเท่านั้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า การเมืองภาคประชาชน แม้ว่าจะไม่มีพรรคการเมืองของตนเองก็ตาม แต่ความต้องการตรงนี้มันจะก่อให้เกิดพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบต้อง…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อาจจะเกิดหรือไม่เกิด อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ช่วยกันคิดได้ว่าจะทำอย่างไรให้การเมืองภาคประชาชน มันสานต่อกับการเมืองภาคที่เป็นทางการ เพื่อจะทำให้มันเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น. ถ้าประชาชนรู้สึกว่าเราจะต้องมาทบทวนนโยบายพลังงาน เพื่อไม่ให้มันเป็นแบบที่สงขลา มันจะได้เกิดการทบทวนนโยบายกันจริงๆ. ถ้าสมมุติว่ามันมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือหลายๆพรรคก็แล้วแต่ ที่รับเอามโนทัศน์แบบนี้, มโนทัศน์ว่าเราใช้พลังงานแบบนี้ไม่ได้ เราต้องกลับมาทบทวนใหม่ ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า เราจะใช้พลังงานกันอย่างไร เราจะสร้างพลังงานกันอย่างไร ? แต่ตราบเท่าที่ทั้งสองอันนี้มันไม่ประสานกัน โอกาสที่จะเกิดการทบทวนนโยบายหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการพัฒนา นโยบายพลังงาน นโยบายป่าไม้อะไรก็แล้วแต่, มันเกิดขึ้นได้ยาก
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมคิดว่ามีประเด็นที่เราจะต้องพูดกันนิดหนึ่งก็คือว่า ในเมืองไทยนี่ ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือว่า การจะผนวกเอาการเมืองภาคประชาชนเข้าสู่การเมืองที่เป็นทางการ มันยังเป็นปัญหาอยู่. แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายๆเรื่อง. แต่พอมาถึงปัจจุบัน มันมีจุดหลายจุดสำหรับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่.
ผมอยากจะยกตัวอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบันเกี่ยวกับ"ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน" ซึ่งชาวบ้านรวมตัวกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 5 หมื่นชื่อ เสนอเข้าไปในสภาฯ. ซึ่งกฎหมายตัวนี้ รัฐธรรมนูญมันเปิดโอกาสให้มีการเสนอกฎหมาย ซึ่งอันหนึ่งผมคิดว่า มันเป็นนโยบายให้ชาวบ้านมีสิทธิ์เสนอเข้าไป. แต่พอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่รัฐสภา สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า โดยตัวระเบียบและขั้นตอนต่างๆที่หยุมหยิม มันทำให้ความสามารถในการที่จะกำหนดนโยบาย หรือกฎหมายจากพื้นล่างขึ้นไป มันต้องไปเจอกับอุปสรรค…
เช่นการเสนอกฎหมายคุณต้องไปสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วพอคุณเสนอเข้าไปสู่สภาฯ มันอาจจะถูกบรรจุเป็นวาระที่ 179 หรือ 182… หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่เสนอกฎหมายเข้าไป, ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเสนอหลักการในสภาฯ ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของ สส. ไปลุมยำกันเอง. ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือในคณะกรรมาธิการฯ ก็กำลังจัดการเปลี่ยนกฎหมายนี้ไปทั้งหมด
ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งซึ่งเป็นปัญหามีอยู่ด้วยกันหลายๆเรื่อง ผมคิดว่าไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียว ในหลายๆเรื่องสิ่งที่เผชิญก็คือว่า ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่มันเปิดให้ พอเข้าไปสู่ช่องทางในการปฏิบัติ ผมคิดว่ามันต้องพบกับสองส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้าไปสู่การเมืองอย่างเป็นทางการได้ลำบาก. ผมคิดว่าหนึ่งคือ"ระบบราชาการ" กับอันที่สองคือ"นักการเมือง". อันนี้เป็นสองส่วนที่ทำให้กลไกหลายๆอย่างมันไม่ทำงาน. ผมคิดว่ารวมถึงประชาพิจารณ์ด้วย ซึ่งทำให้สุดท้าย คุณไม่สามารถผนวกความรู้ของชาวบ้านกับการเมืองที่เป็นทางการได้.
ประมวล เพ็งจันทร์ : จริงอยู่ พรบ.ป่าชุมชนฉบับของประชาชนที่ถูกยำจนเละนี่น่ะ แต่ดูเหมือนว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคที่มาแอบอ่านร่างของประชาชน แล้วหยิบเอาส่วนใดส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนว่า เขาแอบรู้แล้วว่า ประชาชนต้องการแบบนี้ ก็เลยหยิบฉวยเอาไปเป็นร่างฉบับของพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์นิธิพูดเมื่อสักครู่นี้ว่า…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มีครับ แต่มันไม่เกิดผล, คืออย่างนี้ครับ. จริงๆความแตกต่างของ พรบ.ป่าชุมชนของประชาชน กับของพรรคการเมือง, ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากกรมป่าไม้… ที่ว่าอำนาจในการจัดการดูแลป่าชุมชนนั้นเป็นของใคร ? ในขณะที่ร่างของประชาชน ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก ในการเข้าไปจัดการดูแลทรัพยากรป่าที่ถือว่าเป็นป่าชุมชน ในขณะที่ร่างของพรรคการเมืองและราชการสอดคล้องต้องกัน ถึงแม้ว่าจะมีพละความที่แตกต่างกัน แต่ใจความหลักเหมือนกัน คือว่า ยังคงสงวนรักษาอำนาจในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนไว้อยู่ในมือของอธิบดีกรมป่าไม้ หรือระบบราชการ
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมฟังอย่างนี้แล้วนึกถึง อ.สมเกียรติ, อ.สมเกียรติปรารภอยู่เสมอว่าพรรคการเมืองมีอยู่ 10-20 พรรค แต่อันที่จริงแล้วมันมีความหมายเมื่อรวมกันแล้วเหมือนมีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว. อ.สมเกียรติมีความคิดอย่างไรครับว่า พรรคการเมืองมีมาก และมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทางออกมีคล้ายๆกัน อาจารย์คิดว่ามันน่าจะมีพรรคการเมืองที่มันไม่ใช่…
สมเกียรติ ตั้งนโม : คือผมคิดว่าอย่างนี้ครับ จริงๆแล้ว ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ก็จะมีพรรคการเมือง 5-6 พรรคซึ่งเป็นพรรคใหญ่ๆ มาเสนอตัวให้ประชาชนเลือก, แต่จริงๆแล้ว ประชาชนเกือบไม่ได้เลือกใครที่มีความแตกต่างกันเลย เพราะว่าทุกพรรคการเมืองล้วนมีฐานคิด หรือพลังอำนาจในการกำหนดนโยบายมาจากฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา.
อันนี้เช่นเดียวกันกับตะวันตก. ผมคิดว่าฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนาแบบนี้ มันเป็นวาทกรรมเก่า ซึ่งมันน่าจะหมดยุคสมัยของมันไปแล้ว หลังจากที่มันได้พิสูจน์ตัวมันเองมา 40-50 ปีในเมืองไทยว่า เมืองไทยนี่ก้าวไปสู่หนทางของความทุกข์ยากมากขึ้นทุกวัน. ผมคิดว่า วาทกรรมเก่าแบบนี้ แบบเศรษฐกิจพัฒนามันจบลงได้แล้ว พร้อมกับพรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรค.
พรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรคที่ทำตัวอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่พรรคประชาธิปไตยเลยสักพรรคเดียว แต่เป็นพรรคของนายทุน นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม เป็นพรรคของคนที่มีเงินทองมากเท่านั้น. คนจนๆส่วนใหญ่ของประเทศเกือบไม่ได้รับประโยชน์จากพรรคการเมืองเหล่านี้เลย.
เท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้จาก ประชาชนทุกวันนี้ที่เดือดร้อนไปนอนค้างอยู่ที่หน้ารัฐสภา 3 เดือน รัฐบาล พรรคการเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้. แต่เศรษฐกิจที่มันถูกสะกิดสะเกาหน่อยๆน่ะ นโยบายของรัฐ ของรัฐมนตรีหลายคน หรือแม้แต่คนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นกันทั่วไปหมด. ผมมานึกดูว่านี่อะไรกัน. ทุกวันนี้พรรคการเมืองจึงทำหน้าที่เหมือนกับ "การผสมพันธุ์กันระหว่าง เจ้าขุนมูลนาย กับ นักธุรกิจ รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ แล้วมาย่ำยีเมืองไทย…"
ผมว่าพอได้แล้ว, เราควรเสนอวาทกรรมใหม่ๆ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการจะช่วยเหลือคนจนได้อย่างไร ? เรื่องการจะฟื้นฟูทรัพยากรให้เข้าถึงมือคนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร ? มีไหมครับ นโยบายของพรรคการเมืองไหนที่คิดแบบนี้ ผมอยากจะเลือก
ประมวล เพ็งจันทร์ : มีบางพรรคตั้งชื่อ ผมไม่กล้าเอ่ยชื่อ แต่มีควาหมายถึง ชาวไร่ชาวนา แล้วก็ประกาศนโยบายดูเหมือนกับว่า จะมีการแจกแถมกันมโหฬาร อาจารย์คิดว่านั่นเป็นวาทกรรมใหม่ไหมครับ ?
สมเกียรติ ตั้งนโม : ตอนนี้ไม่เห็นมีภาพใดภาพหนึ่งชัดเจนขึ้นมา นอกจากพลังความเคลื่อนไหวของประชาชน จากชนชั้นล่างก็ดี จากนักวิชาการ ที่เข้าอกเข้าใจภาวะเช่นนี้ของสังคมไทย ซึ่งกำลังผลักดันอยู่. ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นกระแสใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง และมันก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีพลังเพิ่มขึ้นทุกวัน
ประมวล เพ็งจันทร์ : อ.นัทมนครับ, ในฐานะเป็นสุภาพสตรีท่านเดียวที่นั่งอยู่กับเราในที่นี้, อาจารย์มองพรรคการเมืองไทยซึ่งเป็นอยู่ในตอนนี้ อาจารย์คิดว่ามันมีความต่างอะไรกันไหมครับ ? นโยบายของพรรคการเมืองที่มีอยู่ตอนนี้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิทธิสตรี หรือปัญหาที่โยงใยไปสู่ความเป็นผู้หญิงในสังคมไทย
นัทมน คงเจริญ : คือถ้าต่อประเด็นจาก อ.สมเกียรติ, อย่างเช่น ความแตกต่างของนโยบายที่แต่ละพรรคเสนอ มันไม่ได้ต่างกันเลย. บางครั้งนโยบายใหม่ๆที่พรรคการเมืองเสนอขึ้นมา อาจจะฟังดูหวือหวา แล้วก็ดูจูงใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ไม่ค่อยมีใครฟังเสียงมาโดยตลอด, แต่ว่าในประเด็นนี้ ในส่วนของการพูด สามารถเอามาเชื่อมโยงได้ว่า นโยบายที่วางเอาไว้ คุณทำจริงได้หรือเปล่า ? มันสามารถแปลนโยบายออกมาในเชิงปฏิบัติได้จริงไหม ?
อยากจะยกตัวอย่างว่า ในกลุ่มต่างๆ มันก็จะมีหลากหลาย อย่างเช่นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน… และอยากจะยกตัวอย่างในกลุ่มของผู้หญิงว่า กลุ่มของผู้หญิงก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในทางการเมือ งอย่างไม่เป็นทางการมานานแล้ว ในการเมืองภาคประชาชน. แต่ว่า พอเอาเข้าจริงๆในปัจจุบัน ผู้หญิงเริ่มผลักดันตัวแทนของตนเองให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยการเข้ามามีบทบาทการเมืองในระบบมากขึ้น. จากเดิมมานี่ ผู้หญิงซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองมักจะเป็นตัวแทนจากชนชั้น หรือเครือญาติมากกว่าที่จะเป็นตัวแทนบทบาทหญิงชาย.
ถ้าเราสังเกตุดูการผลักดันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เช่นการรณงค์เรื่องธงเขียวนะคะ จะพบว่าบทบาทของผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบบมากขึ้น จนในปัจจุบันเริ่มมีการส่งตัวแทนของผู้หญิงเข้ามา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ถ้าจะถามว่าเราจะเลือกพรรคไหน ? ที่จะเสนอนโยบายที่แตกต่างกัน เราคงจะต้องดูว่า จุดยืนของผู้ลงสมัครเป็นอย่างไร ซึ่งสะท้อนตัวพรรคการเมืองของเขาเอง. แล้วเข้ามาในประเด็นของผู้หญิงว่า ไม่เพียงแต่คุณเป็นผู้หญิงหรือเป็นตัวแทนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่คงจะต้องดูที่ประเด็นข้อเท็จจริงที่คุณนำเสนอว่า มันสามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน ?
ประมวล เพ็งจันทร์ : แล้วถ้าอาจารย์จะไปเลือกตั้งทั่วไป อาจารย์คิดว่า อาจารย์จะเลือกพรรคนี้เพราะพรรคนี้มีนโยบายเกี่ยวกับสตรีเด่นชัด หรืออาจารย์เลือกโดยนโยบายซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องสตรี
นัทมน คงเจริญ : คิดว่าคงจะดูที่นโยบายโดยรวมมากกว่า
บทสนทนา เรื่อง "การเลือกตั้ง กับ การเมืองภาคประชาชน (ต่อ)
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมคิดว่าไม่ใช่เพียง อ.นัทมน เท่านั้นที่จะมองเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง อันนี้น่าที่จะ... กลุ่มผู้หญิงก็ตาม กลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านก็ตามแต่ น่าจะรวมตัวกัน แล้วก็จัดการหรือจัดองค์กรขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงได้ด้วย. กาหัวพวก สส.ทั้งหลายที่ต่อต้านตัว พรบ.นามสกุล, ถ้าคุณเห็นด้วยกับเขา คุณเลือกเขาไปเลย, แต่ถ้าคุณคิดว่านั่นเป็นการดูถูกผู้หญิง ก็อย่าไปเลือกมัน.
ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญครับว่า ถ้าเรา... การเมืองภาคประชาชนจะมีพลังได้ เราจะต้องมีการจัดองค์กร เพื่อที่จะมีความสามารถที่จะมีพลังในการต่อรองในการเลือกตั้งได้ด้วย. ไม่ควรจะเป็นเพียงแต่ว่า ไปเลือกตั้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย… อันนั้นก็จำเป็น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า, คุณรวมกลุ่มกัน แล้วพยายามที่จะจัดองค์กรขึ้นมาให้สามารถที่จะต่อรองเชิงนโยบายกับคนที่มาสมัครเป็น สส.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมฟัง อ.นิธิ ทำให้นึกถึง อ.สมชายว่า เป็นไปได้ไหมครับที่ พรบ.ป่าชุมชนที่ร่างโดยประชาชน ยกขึ้นมาเสนอเสียเลยนะครับว่า มีพรรคการเมืองไหนที่จะรับร่างฉบับนี้ โดยไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุ แล้วเราจะเลือก
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมเห็นด้วยนะครับ… ไม่รู้ว่าเห็นด้วยกับใคร คือสิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่ก็คือว่า เรากำลังสะท้อนการเลือกตั้งที่ทำให้คนไปลงคะแนนกลายเป็นปัจเจกที่เป็นคนๆ. มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สามารถสะท้อนความต้องการของคนออกไปได้.
การที่ทำให้แต่ละคนกลายเป็นคน แล้วไปหย่อนบัตรผมคิดว่า… มันจะมีการโฆษณาตามโทรทัศน์ต่างๆที่บอกกับเราว่า "เสียงของท่านกำหนดอนาคตของประเทศชาติได้" ซึ่งส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าเสียงของผมไม่เคยกำหนดประเทศชาติเลย. คนที่ผมเลือกนี่ ถ้าจะเป็น สส. ก็จะมาอันดับท้ายๆ อันนี้ถ้าบังเอิญโชคดี หรือไม่งั้นก็ไม่ได้เลย. แล้วบ่อยครั้งเสียงของผมจะตกไป. เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเสียงของผมกำหนดอนาคตของประเทศชาติไหม ? ผมว่ามันกำหนดไม่ได้หรอก เสียงของคนที่ถูกทำให้เป็นคนๆเดียวแล้วไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ผมจึงเห็นควรให้มีการรวมกลุ่ม ในแง่ของการเสนอนโยบาย.
แต่ตอนนี้นี่ สิ่งที่ผมค้นพบที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ หลายครั้งในเกือบทศวรรษที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเสนอนโยบายจากภาคประชาชนขึ้นไป เช่น กลุ่มของผู้ใช้แรงงานเสนอว่า ถ้าพรรคการเมืองใดเห็นด้วยกับนโยบายการส่งเสริมแรงงาน เราจะเทคะแนนให้. ผมเคยเห็นเรื่องการรณรงค์ทางด้านนี้มา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหาตามมาก็คือว่า สมมุติว่าพรรคการเมืองเขารับ แล้วไปเบี้ยวทีหลัง. สิ่งที่เห็นก็คือ พรรคการเมืองนั้นอาจได้รับการเลือกตั้งเข้าไป…
เพราะผมคิดว่าปัญหาในสังคมมันมีความสำคัญที่ซ้อนกันอยู่หลายเรื่อง เช่นกลุ่มผู้หญิง เห็นว่าพรรคนี้ไม่สนับสนุน พรบ. นามสกุล, แต่พอไปเลือกตั้ง เขาอาจจะไปเลือกตั้งด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งผมเห็นว่าการพยายามรณรงค์ให้นโยบายจากภาคประชาชนขึ้นไป ที่เคยเกิดขึ้น มันยังไม่เห็นถึงการกำกับที่ตามมาภายหลัง… ที่ว่าถ้าเผื่อพรรคการเมืองรับไปแล้วเบี้ยว จะทำอย่างไร ?
ผมคิดว่านโยบายที่ชัดเจน อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บางพรรคการเมืองเสนอมาเป็นเอกสาร อันนี้เป็นเอกสารด้วยซ้ำนะครับ ชัดเจนว่า พรรคนี้มีการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่พอหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป พรรคการเมืองนั้นก็ไปปรับใหม่… ถ้ามันจะสะท้อนอะไรได้ ในส่วนตัวคิดว่า พรรคการเมืองไทยในสังคมปัจจุบัน มาตรฐานมันต่ำขนาดไหน ? แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมสะท้อนอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันสะท้อนให้เห็นได้หรือเปล่าว่า ในสังคมของเรา ในแง่ของการเมืองภาคประชาชน เอาเข้าจริง,มันก็ยังไม่ถึงระดับเข้าไปควบคุมการเมืองภาคที่เป็นทางการได้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คือผมว่าใช่นะครับ หมายความว่าการเมืองภาคประชาชนนี่ ในด้านการจัดองค์กรทางการเมืองเพื่อการต่อรองในทางการเมืองนี่อ่อนแอ แต่ภาคอื่นๆผมเห็นว่าไม่อ่อนแอ. แต่ที่นี้ ผมไม่อยากให้พวกเราสิ้นหวังกันจนเกินไป เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทย อย่างน้อย 2 อย่างคือ
อย่างที่หนึ่งคือ, อบต. และองค์กรปกครองท้องถิ่นกำลังได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ตอบสนองการสร้างถนน การหาน้ำปะปา และอื่นๆที่ประชาชนต้องการ. และครั้งหนึ่งเคยได้โดยการไปสร้างสายสัมพันธ์พิเศษในเชิงอุปถัมภ์กับ สส. คราวนี้คุณหันมาที่ อบต.ของคุณแล้ว. และประชาชนก็มองเห็นแล้วว่า สส.จะต้องมาทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การสร้างถนน หรือต่อน้ำปะปาอย่างเก่า
อันที่สองต่อมาก็คือ, รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้กำหนดให้เขตเลือกตั้งเล็กลง ซึ่งทำให้การจัดองค์กรและการสร้างเครือข่ายองค์กรในเขตเลือกตั้งที่เล็กลงนั้น มีหวังว่าจะเป็นไปได้. แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะต้องเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่ามันง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะในการที่คุณจะคุม สส.ของคุณ และผมคิดว่าโอกาสที่เราจะคุม สส.ของเรา คุมนักการเมืองท้องถิ่นของเรา ผู้สมัครรับเลือกตั้งของเรา มันเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้. และน่าจะคิดกันให้หนักในเรื่องการจัดองค์กรที่จะต่อรองในทางการเมืองในระบบนี่ให้มากขึ้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : เท่าที่ฟัง อ.นิธิ และ อ.สมชายนี่ เป็นไปได้ไหมครับที่ต่อแต่นี้ เราไม่ให้นักการเมืองมาหาเสียง, แต่ อบต.หรือชุมชนอะไรก็แล้วแต่ กำหนดมาเลยนะครับว่าเขาต้องการอย่างนี้ ในกรณีนี้ มีนักการเมืองคนไหนที่จะไปผลักดันให้เรื่องนี้เป็นจริงในเชิงปฏิบัติในระบบรัฐสภา หรือระบบราชการก็แล้วแต่ ถ้าคนไหนสามารถทำได้ เราจะเลือกคนนั้น… คือไม่ใช่ให้เขามากำหนดว่า เขาจะเอาอย่างไร ? แต่ชุมชนเป็นผู้กำหนดเองว่าเราจะเอาอย่างนี้
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือถ้ามองจากฐานการเมืองภาคประชาชนไป การที่ประชาชนรุกขึ้นมาอย่างนี้ คิดว่าเป็นการจุดประกายของประชาชนขึ้นมา แม้ว่าจะยังไม่สามารถติดต่อพรรคการเมืองได้ก็ตาม แต่ถ้าคนมานั่งรวมกลุ่มพูดคุยปัญหาของตัวเองว่าคืออะไร ? แค่นี้ก็ถือว่า การเมืองภาคประชาชนได้เกิดขึ้นมาแล้ว
แต่ถ้าหากมองการเมืองภาคประชาชนไปเชื่อมต่อกับเรื่องของการเลือกตั้ง ตัวของพรรคการเมืองเองในปัจจุบัน พยายามที่จะใช้นโยบาย ทำตัวเหมือนกับขายสินค้าล่วงหน้าว่า ถ้าเผื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้ว จะเข้าไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ก็เกิดปัญหาอย่างที่ อ.สมชายพูด ที่ว่าไม่มีขบวนการหรือเครือข่ายที่จะไปกำกับให้มันเกิดขึ้นมา
ผมคิดว่าในส่วนที่การเมืองภาคประชาชนต้องทำ นอกจากจะทำอย่างที่อาจารย์พูดแล้ว แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นคือว่า จะไม่มีพรรคการเมืองมา. เพราะพรรคการเมืองเขาไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ชาวบ้านต้องการอะไร ? แต่เขาคิดว่า เขาไปที่ไหน เขาจะได้... เพื่อให้ตัวเองเข้าไปนั่งในตำแหน่งนั้น แล้วก็ไปหาทางออกที่จะไม่ทำตามนโยบาย.
ผมจึงอยากจะเสนอในที่นี้ว่า ความต้องการของประชาชน อย่างเช่น พรบ.ป่าชุมชน นอกจากพรรคการเมืองจะหยิบขึ้นไปหาเสียง แล้วไปดำเนินการต่างๆก็ดี ผมคิดว่าจะต้องรุกคืบไปอีกขั้นก็คือว่า จะต้องเอาเครือข่ายหรือขบวนการของตัวเอง เข้าไปสู่ขบวนการทางการเมืองอย่างเป็นทางการด้วย.
อันนี้สำคัญในแง่ที่ว่า การที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการการเขียนกฎหมายระดับชาติ นอกจากตัวเองได้ประโยชน์แล้ว ตรงนี้คือประโยชน์ที่ตัวเองจะได้จากการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม โดยไม่ต้องไปผ่านกลไก หรือคนปิดเปิดประตูทำนบพรรคการเมือง ซึ่งแทบจะไม่มีประโยชน์เลย... และยิ่งเจอพรรคการเมืองแบบโบราณๆ ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการถูกคอรัปชั่นก็ดี ถูกบิดเบือนไปก็ดี ยิ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นไปอีก.
เพราะการเมืองภาคประชาชน คือการเมืองซึ่งประชาชนได้เข้าไปมีส่วนในการกำหนดอนาคต ชะตาชีวิตของตัวเองได้โดยตรงมากกว่า. และในอนาคตต่อไป สังคมมันซับซ้อนมากขึ้น นโยบายรวมๆบางทีมันทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนกันว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องไปสนใจกับนโยบาย เพราะเรื่องตัวเองเผชิญอยู่มันเป็นเรื่องเฉพาะอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นการแตกประเด็น... การพูดถึงนโยบายจึงต้องมาลงรายละเอียดเหมือนกันว่า เรื่องไหนประเด็นไหนซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนของตนเอง แล้วเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไปเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่น แล้วจัดเป็นกลุ่มนโยบายขึ้นมา. แต่พวกนักการเมืองที่ใช้นโยบายทางด้านการเงินเป็นอย่างนั้น นโยบายการพัฒนาเป็นอย่างนี้กว้างๆ ผมคิดว่านโยบายอย่างนี้เป็นนโยบายหลอก
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ กรณีจะมีการแก้ไข พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. โดยที่จะให้มีการปรับหรือเรียกเงินจากผู้ซึ่งเป็น สส.ในเขตเลือกตั้งแล้วจะไปเป็นรัฐมนตรี. ฟังเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรคแล้ว ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยยกเอาเหตุผลขึ้นมาสารพัด. แต่พอถึงวันที่จะลงมติแล้วมีเสียงบีบจากประชาชนว่า ทุกคนต้องการให้ สส. จ่ายเงิน ก็ปรากฏว่าได้มีการยอมผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปได้ ทั้งที่ความจริงดูแล้วก็ฝืนใจพรรคการเมืองทุกพรรคเลย นั่นแสดงว่า แรงบีบคั้นจากความรู้สึกของประชาชน ถ้ามีกระแสที่เชี่ยวกรากพอ ก็สามารถบังคับได้. กรณีนี้ อาจารย์คิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ไหมครับ ในกรณีเกี่ยวกับ พรบ.ฉบับต่างๆ เช่น พรบ.ป่าชุมชนอะไรอย่างนี้ ?
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : คิดว่าในสังคมไทยตอนนี้ สิ่งที่มันเป็นประเด็นซึ่งผลักให้เป็นญัตติสาธารณะนี่ ผมเห็นด้วย เช่น เราไม่ค่อยพอใจกับ สส. ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วลาออกไปเป็นรัฐมนตรี คนรู้สึกรับไม่ได้. แต่พอหลายๆเรื่อง มันเป็นเรื่องซึ่งผมคิดว่ามันไม่สามารถตัดสินได้ในฉับพลัน ซึ่งมันจะทำให้ประเด็นบางประเด็นที่ละเอียดลงมาหน่อย ผมคิดว่ามันจะไม่สามารถสร้างญัตติสาธารณะให้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหา
ผมขอยกตัวอย่าง กรณีเรื่องปัญหาเขื่อนปากมูล หรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่ององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่. ทั้งหมดนี้ คิดว่ามันเป็นเรื่องที่จะไม่สามารถทำให้สังคมรับรู้หรือเห็นประโยชน์โดยตรงได้ เนื่องจากมันมีความละเอียดและซับซ้อน... ไม่เหมือนกับเผด็จการประชาธิปไตยที่เราสามารถเลือกได้. ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นปัญหา ถ้าเผื่อเราพยายามจะสร้างนโยบายพื้นฐานจากลุ่มต่างๆ ในปัญหาที่มันเป็นนโยบายย่อยๆที่ไม่ได้ผนวกคนทั้งประเทศเข้าด้วยกัน หรือสังคมมีความรู้สึกร่วมกัน. อันนี้คิดว่าเป็นปัญหาที่ทำให้คนบางกลุ่มอาจจะ... เมื่อไม่สามารถผลักให้เป็นญัตติสาธารณะได้ ผมคิดว่าจะถูกกระทำ...
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมเห็นด้วยกับ อ.สมชายว่า เวลานี้ญัตติสาธารณะมันสามารถเกิดขึ้นได้จากประชาชน. สมัยก่อนจะมีแต่ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะ แต่พอตอนนี้ประชาชนสร้างได้.
คราวนี้ ประชาชนกลุ่มไหนล่ะที่เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะขึ้นมา อันนี้คือปัญหาข้อที่หนึ่ง... ผมคิดว่า 90% เป็นคนชั้นกลาง, คนชั้นกลางสามารถสร้างญัตติสาธารณะได้ แต่ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่คนจนๆ ไม่ใช่คนในชนบทที่เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะ อันนี้คือปัญหาข้อที่หนึ่ง.
ข้อที่สองต่อมา, คือเอาละ ยอมให้คนชั้นกลางเป็นคนสร้าง คนชั้นกลางมีความรักความเป็นธรรมอะไรก็แล้วแต่เถอะ แต่ถามว่าชนชั้นกลางไทยมีความรู้ไหม ? ผมว่าไม่มี แล้วก็ไม่สนใจที่จะหาความรู้ด้วย เพราะฉะนั้นญัตติสาธารณะที่คุณสร้างมาจำนวนไม่น้อย มันควรจะเป็นญัตติก็ไม่เป็น เพราะว่าคุณสตึไง.
พูดกันตรงไปตรงมาเลย... เช่น คุณมีความรู้เรื่องปากมูลแค่ไหน ? ไม่มีเลย ฉะนั้น ปากมูลที่ชาวบ้านเดินขบวนมาเป็นสิบๆปี จึงไม่เป็นญัตติสาธารณะ เพราะคนชั้นกลางไม่รู้เรื่องเลย นี่เป็นกรณีที่ผมว่าน่าวิตก. คือเรามีคนชั้นกลางซึ่งมีอำนาจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าชนชั้นกลางของเรา ไม่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมขอเสริมต่อจากอาจารย์เพื่อให้มันเลวร้ายขึ้น คือชนชั้นกลางนอกจากไม่รู้เรื่องคนจนแล้ว ผมคิดว่าในเรื่องใกล้ตัวเขาๆก็ไม่รู้ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งค้นพบว่า... และหลายๆแห่งก็ยอมรับว่า รัฐบาลปัจจุบันทำผิดพลาด แต่ผมคิดว่าชนชั้นกลางไทยในปัจจุบันยังแฮปปี้ ยังรับได้กับแนวทางการแก้ปัญหาแบบนี้.
หรือแม้กระทั่งในหลายๆเรื่องซึ่งผมคิดว่าชนชั้นกลางน่าจะผลักดันออกมาเป็นญัตติสาธารณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง เช่น ตัวอย่างของการปฏิรูปที่ดิน ไม่เคยถูกพูดถึง ไม่เคยถูกผลักออกมา ผมคิดว่า ชนชั้นกลางเรา ชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นจำนวนมาก ถูกกดขี่จากราคาที่ดินซึ่งมันถูกปรับโดยนายทุนระดับชาติ... ผมคิดว่าคนเป็นจำนวนมากที่ไปผ่อน town house ไปผ่อนที่ดินเนื้อที่ 20-30 ตารางวา ราคาที่ดินผมคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นกำไรที่ไปเข้ากับใครต่อใครไม่รู้... ชนชั้นกลางไทย. นอกจากไม่รู้จักเรื่องของคนจนแล้ว เรื่องของตัวเองยังไม่ค่อยรู้ซะด้วย ว่ากำลังถูกกดขี่อยู่.
นัทมน คงเจริญ : อยากจะย้อนมาถึงเรื่องที่พูดเกี่ยวกับประเด็นการที่พรรคการเมืองรับกฎหมายเลือกตั้ง. อันนี้คิดว่ามันเป็นข้อได้เปรียบและเสียเปรียบทางการเมืองด้วยว่า พรรคการเมืองต่างได้ประเมินแล้ว, ฟังเสียงของชนชั้นกลางแล้ว, คิดว่าตัวเองอาจจะได้เปรียบพรรคอื่นก็ได้ในการที่จะเลื่อนตัวผู้สมัคร. เพราะฉะนั้นจึงนอกจากจะทำให้ถูกใจของชนชั้นกลางแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ว่าตัวเองไม่เสียเท่าไหร่. ในขณะที่ คือคู่ต่อสู้หรือพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเล็กๆอาจจะเลื่อนตัวผู้สมัครได้ลำบาก เพราะมีสายป่านไม่ยาวพอที่จะให้ตัวแทนจากเขตละคนนี่ มาเป็นรัฐมนตรี. เพราะฉะนั้น คิดว่าส่วนหนึ่งพรรคการเมืองก็เป็นเกมส์ของเขาที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้
แต่ที่นี้กลับมาสู่ประเด็นของเราในเรื่องนโยบายสาธารณะ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เป็นไปตาม… อย่างที่ปากมูล เหมือนกับว่ารัฐก็ฟังเสียงชนชั้นกลางนิดหน่อย พอประนีประนอม, แต่ก็ไม่ได้ยอมเสียทั้งหมด. ในขณะที่ก็เป็นการประเมินว่า ทำอย่างไรถึงจะถูกใจคนจำนวนมาก ซึ่งมองว่าฐานเสียงที่มีอำนาจจริงส่วนใหญ่นี่ อยู่ที่ชนชั้นกลาง. ในขณะที่ไม่มีนโยบายอะไรซึ่งยั่งยืน หรือเป็นระบบมากพอที่จะช่วยเหลือคนเกือบ 70% ของประเทศที่เป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนระดับล่าง. แต่ว่าถ้าเราจะเห็นนโยบายสาธารณะ อย่างที่ อ.สมเกียรติว่าก็คือ มีพวกเทคโนแครทในเรื่องของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงทุนนิยมมากกว่า
ประมวล เพ็งจันทร์ : เมื่อสักครู่นี้ อ.สมเกียรติบอกว่ามีผู้สร้างวาทกรรม ประชาชนไม่ได้สร้างเอง อาจารย์คิดว่าใครเป็นผู้สร้างวาทกรรม หรือเป็นคนที่เสนอญัตติสาธารณะให้กับสังคมไทย อาจารย์มองเห็นไหมครับว่าใครเป็นผู้นำเสนอวาทกรรมที่ครอบงำคนไทยอยู่ในปัจจุบัน
สมเกียรติ ตั้งนโม : ผมว่าถ้าจะพูดกันถึงที่สุดเลย คนที่เสนอวาทกรรมระดับชาติและระดับโลกเลยคือสหรัฐอเมริกา
ประมวล เพ็งจันทร์ : เราไม่ได้เสนอเอง เป็นวาทกรรมที่สั่งเข้ามาหรือครับ...
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไม่ครับ เราไม่เคยมีโอกาสที่จะเสนอวาทกรรมของตนเองเลย นอกจากเรารับวาทกรรมจากแนวคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา จากทุนนิยมอเมริกันมาเป็นสรณะของเราในปัจจุบันนี้
แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดต่อมา ผมอยากจะพูดถึงความสตึของชนชั้นกลางต่อจากที่ท่าน อ.นิธิพูดไปบ้างแล้ว. คิดว่าการที่ชนชั้นกลางเป็นคนสตึแบบนี้ เป็นเพราะว่าสื่อมวลชนในประเทศไทย ถูกครอบครองมาโดยระบบราชการมากี่สิบปี ปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่ในมือของนายทุนและนักการเมือง. ไม่มีสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุที่เป็นของภาคประชาชนเลย สิ่งเหล่านี้ล่ะครับที่มันรับวาทกรรมมาจากต่างประเทศ มากับเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมัยใหม่ แล้วก็ครอบครองเวลาในสื่อของเราทั้งหมด หรือยัดเยียดความรู้ให้กับพวกเราทั้งหมดไปในทิศทางนั้นแต่เพียงทิศทางเดียว. ผมคิดว่าหยุดได้แล้วครับ วิธีการแบบนี้.
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่พวกเราเลือกนักการเมืองเข้าไปแล้ว, ผมสงสัยมากเลยว่า ทำไมคนที่บริหารประเทศของเรานี่ จึงเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีความสามารถ แต่ได้รับการแบ่งปัน หรือการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันทุกๆพรรคตามสัดส่วน ให้ไปกินตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั้น, รัฐมนตรีกระทรวงนี้. ผมคิดว่าเด็ก ป.4 ทุกคนมีความสามารถบริหารประเทศชาติได้เท่ารัฐมนตรีเมืองไทยได้หมด... ไม่เห็นมีใครที่มีความสามารถเลย. เพราะไอ้ระบบไกล่เกลี่ยผลประโยชน์แบบนี้แหละครับ ซึ่งมันมากับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม… เลิกเสียทีเถอะครับ... ถ้าผมคิดจะเป็นนักการเมือง ผมก็จะเป็นนักการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นนักการเมืองแบบพวกนั้น… ผมว่าพอแล้ว น่าเบื่อหน่าย…
ประมวล เพ็งจันทร์ : ตอนนี้ปัญหาพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีชื่ออยู่ในใจเราตอนนี้ ที่คิดว่าจะเสนอตัวแทนเข้ามาในเขตเลือกตั้ง หรือในระบบบัญชีรายชื่อพรรคก็ดี ยังไม่มีพรรคใดสักพรรคหนึ่งเลยที่จะบอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลหรือมีโอกาสในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วเขาจะใช้นโยบายที่ต่างไปจากนโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบัน อันนี้ในหลักการนะครับ ส่วนเรื่องหนี้สินนั้น เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย. แล้วอาจารย์จะให้พวกผมหรือคนที่มีโอกาสเลือกตั้งกันเร็วๆนี้จะไปเลือกใครล่ะครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คือตอนนี้เรามีกลุ่มประชาชนหลายองค์กรด้วยกัน ยอมสารภาพว่าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังเสนอทางเลือกในการแก้วิกฤต ถูกผิดเอาไว้ก่อนครับ. เสนอแนวทางในการแก้วิกฤตค่อนข้างไปในทางเดียวกัน หลายอย่างด้วยกัน. เช่นเป็นต้นว่า เว้นวรรค WTO เสีย เริ่มที่จะค่อยๆถอนตัวออกมาจาก WTO แล้วค่อยหวนกลับไปใหม่ใน 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี แล้วแต่ที่จะตกลงกัน. ผมคิดว่าทางเลือกเชิงนโยบายนี่มันเกิดมาพอสมควร แต่ว่าพลังมันไม่มี เพราะจริงๆมันจำกัดตัวเองอยู่ในหมู่ชนชั้นกลางเท่านั้น. ทำอย่างไรชนชั้นกลางจึงจะเชื่อมต่อกับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพื่อที่จะได้จัดให้มันเกิดองค์กรเพื่อที่จะไปต่อรองเชิงนโยบายได้ด้วย ว่า ฉันต้องการทางเลือกของการแก้วิกฤตอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แบบนี้เป็นต้น.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ตอนนี้มีอาจารย์ท่านหนึ่ง อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ ที่ออกมาประกาศว่าจะมีการชุมนุมกัน เพื่อที่จะประกาศญัตติที่จะขอให้ประชาชนคนไทยทั้งหมด ช่วยกันใส่ใจ แล้วก็นำไปพิจารณาในการตัดสินใจเลือกตั้ง. พูดไปพูดมาก็มีเสียงกระซิบบอกว่า อย่างนี้ก็เข้าทางพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ตั้งชื่อพรรคขึ้นมาพอมีความหมายว่าเป็นท้องถิ่น หรือเป็นอะไรของไทยนี่นะครับ… ก็แล้วแต่ แต่ประเด็นก็คือ หมายความว่า ในขณะปัจจุบันนี้ที่จะมีการเลือกตั้งนี่ ผมคิดว่ามีคนซึ่งคิดอย่าง อ.สมเกียรติ หรือมีคนคิดตามที่เรากำลังพูดนี้เยอะมาก. แต่พอไปถึงจุดที่เราต้องตัดสินใจเลือก เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเลือก.
อ.ไพสิฐ ในฐานะที่สนใจการเลือกตั้งด้วย สนใจกฎหมายด้วย คงไม่ใช่ไปแสดงสิทธิ์ว่าเราจะไม่เลือก เพราะในสุดท้ายก็ได้จำนวนมาว่า มีคนไปใช้สิทธิจำนวนหนึ่ง. จริงๆแล้วเราควรมีวิธีการอะไรมากไปกว่านี้ไหมครับ ?
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือถ้ามองจากจุดยืนภาคประชาชนนะครับว่า ทางออกของวิกฤตสังคมปัจจุบัน… อันนี้เป็นการเมืองของภาคประชาชน ไม่ใช่การเมืองของนักการเมือง. ถ้าเกิดมองจากจุดนี้ไป ผมคิดว่าดูตัวเลือกพรรคการเมืองซึ่งไม่แตกต่างกันนั้น เงื่อนไขสำคัญเวลาเราจะไปเลือกตั้ง "ให้ดูว่าเราสามารถที่จะคุมพรรคไหนได้มากที่สุด… อ.นิธิ เคยตั้งขอสังเกตุว่า ดูพรรคการเมืองที่อ่อนแอที่สุด ซึ่งมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้าไป เราจะคุมได้ง่าย". ผมคิดว่าเลือกตามแนวคิดนี้จะดีกว่า
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมสงสัยว่า คำว่า"อ่อนแอ" มันหมายความว่าอะไรครับ
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือมีแผลมาก อะไรต่างเหล่านี้ จะเป็นพรรคซึ่งเราสามารถคุมได้ง่าย. แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งเป็นเพียงแค่… ผมไม่อยากให้มองการเลือกตั้งว่าจะเป็นสิ่งที่ให้คำตอบทั้งหมด. แต่อยากให้มองการเลือกตั้ง เป็นในแง่ของขบวนการหรือเป็นโอกาสในทางการเมือง โอกาสที่เราจะมาเจอกัน มาพูดคุยกัน เป็นกิจกรรมทางการเมืองซึ่งจะสร้างเครือข่ายขึ้นมา. ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้นะครับ จะสามารถยกระดับในแง่ที่ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองที่คุยๆไว้ สามารถถูกติดตามได้
อยากจะยกตัวอย่างว่า เช่นเรื่องของ ปัญหาเรื่องชุมชนแออัด เขาพยายามที่จะสร้างเครือข่ายขึ้นมา แต่ว่าใจปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ. แต่ผมคิดว่าตรงนี้ยังมีโอกาสที่จะทำให้ปัญหาซึ่งเป็นประเด็น แม้ว่าจะเป็นประเด็นเล็กๆที่ไม่ได้รับการยอมรับหรือสนใจของสังคม แต่อาจจะมีการรวมกับปัญหาอื่นๆ. ตัวอย่างเช่น เรื่องความต้องการที่จะแก้ปัญหาชุมชนแออัด, ถ้าไปพูดอย่างนี้โดยตรง อาจจะไปกระทบกับชนชั้นกลางหรือผลประโยชน์ของคนที่ไม่ยอมให้มีการปฏิรูปที่ดินขึ้นมา แต่ว่าในชุมชนแออัดไม่ได้มีปัญหาในเรื่องที่ดินแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติด มีปัญหาเรื่องเด็ก มีปัญหาเรื่องการศึกษา. ถ้าหากว่าเราเลือกเอาปัญหาบางปัญหาที่คนเห็นร่วมกันได้ เช่น ปัญหาเรื่องเด็ก ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุขขึ้นมาพูดนำ แล้วพูดประเด็นนี้เข้าไป สร้างเป็นเครือข่ายขึ้นมา. ผมคิดว่าโอกาสที่จะผลักดันให้ปัญหาของชนระดับล่างได้รับการแก้ไข …จะมีโอกาสมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอโยงกลับมาที่ อ.สมเกียรติได้พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายแบบนี้ มันจะมีอัตราเร่งที่เร็วขึ้น ถ้าหากว่าสื่อสารมวลชนที่มีหัวใจ เห็นด้วยกับปัญหาของสังคม ปัญหาของคนจน ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆเหล่านี้เข้าหากัน. คือการทำให้เกิดความเข้าใจข้ามไปอีกชนชั้นหนึ่ง จากคนระดับล่างไปสู่คนระดับกลาง ก็จะทำให้ญัตติตรงนี้มีแรงกดดันมากขึ้น อันนี้น่าจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการเมือง ไม่ใช่มาจบที่พรรคการเมืองหรือจบที่การเมืองแบบรัฐสภาที่ยกมือกัน มันจะต้องเป็นการเมืองที่มีคุณภาพมากกว่านี้ ในแง่ที่ว่าขบวนการภาคประชาชนได้เข้ามาจัดการเรื่องของเราเองทั้งหลาย มากกว่าที่จะไปพึ่งพานักการเมือง
แต่อย่างไรก็ตาม บนโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้อย่างนี้ เราต้องใช้โอกาสทำให้องค์กรอะไรต่างๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้สร้างขึ้นมา, ไม่ว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจก็ดี, กลไกในการควบคุมตรวจสอบ หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ ไปผูกโยงกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมไม่แน่ใจว่าผมถูก ผมคิดว่าพรรคการเมืองเวลานี้ พรรคการเมืองที่ไม่มีแผลนี่น่ะ มันเหลือน้อยแล้ว. นอกจากนั้นแล้ว ไอ้ความกะล่อนมันก็มากเท่าๆกัน ความต่างก็อยู่ที่ ใครกะล่อนเก่งหรือกะล่อนไม่เก่ง ไม่รู้ว่าจะวัดอย่างไรแล้วตอนนี้
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คิดว่า เราในฐานะคนเลือกตั้ง คนที่อยู่ข้างนอก เราคิดไม่เหมือนเขา ถ้าเราจะคิดได้เหมือนเขาเราก็ต้องชั่วเท่าๆเขา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากมากนะครับ. คืออย่างนี้ครับ อย่าไปเข้าอยู่ในวงการของเขาเลย แต่ว่ามาสร้างเวทีในการกดดันข้างนอกดีกว่า
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ส่วนตัวคิดว่า เวลานี้เป็นเวลาที่สุกงอมมากที่สุด ที่การเมืองภาคประชาชนจะต่อรองกับพรรคการเมือง. อันนี้เพราะอะไร เพราะผมคิดว่าในการเลือกตั้งหลายๆครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่เรารู้สึกว่า นักการเมืองนอกจากเหมือนกันแล้ว ยังตกต่ำอย่างสุดๆ ทุกพรรคมีแผลเหมือนกันหมด เป็นแผลขนาดที่ว่า ครั้งนี้ใครหย่อนบัตรเลือกตั้ง เราจะรู้สึกว่า ไปหย่อนบัตรแล้วเราอาจจะเสียดาย อยากจะดึงกลับมา. เพราะถ้าจะถามว่ามันเป็นจังหวะหนึ่งหรือเปล่า ผมคิดว่า ขั้นตอนนี้การเมืองภาคประชาชนพยายามเสนอนโยบาย ผนวกกับการเปิดช่องของรัฐธรรมนูญ บวกกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกำกับโดยชาวตะวันตก รวมกระทั่งมาถึงความตกต่ำของพรรคการเมือง อันนี้คิดว่ามันมาถึงช่องทางที่จะทำให้ การเคลื่อนไหวหรือการเสนอนโยบายจากภาคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ อาจจะเป็นจังหวะที่การเสนอนโยบายได้เป็นรูปธรรมได้มากที่สุด.
โดยอายุที่ไม่มากของผม ผมคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของความตกต่ำของพรรคการเมืองอย่างพร้อมเพรียงกันมากที่สุด ซึ่งนานๆมันจะเจอทีนะครับ.
สมเกียรติ ตั้งนโม : อยากจะเสนออย่างนี้นะครับ… ท่าทีของผมเวลาพูดนี่อาจจะดูรุนแรงนะครับ แต่ความจริงผมเป็นคนที่สุภาพมากเลย คืออย่างนี้ครับ. ถ้าคุณเป็นนักการเมืองอยู่นี่ คุณจะหวั่นใจไหมครับว่า คนที่คุณซื้อเสียงไม่ได้นี่ ประมาณ 60-70% ไปกาบัตรเลือกตั้งว่าไม่เลือกพรรคการเมืองไหนเลย แล้วไอ้ที่เหลือนี่น่ะซึ่งเลือกคุณเข้าไป เป็นคนพวกที่คุณสามารถที่จะไปให้ผลประโยชน์เขาได้เท่านั้น ซึ่งมีเพียงแค่ 30% เลือกพรรคโน้นพรรคนี้กระจายกันไป. ในรัฐธรรมนูญเขาเปิดโอกาสให้คุณไปกาบัตรได้ว่า คุณไม่เลือกใคร. คนจำนวนมากถึง 60-70% ของประเทศไปกาแบบนี้ พรรคการเมืองจะหันกลับมาทบทวนนโยบายของตนเอง ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในทุกวันนี้
คิดว่า นี่เป็นโอกาสหนึ่งที่พวกเราเชิญชวนกันไป"กาบัตรว่าไม่เลือกใครหรือพรรคการเมืองใด" นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ ซึ่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ที่จะทำให้คนคิดหนักเลยนะครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คิดว่าประเด็นที่ อ.สมเกียรติพูดนี่มีความสำคัญนะครับ คือการกาไม่เลือกนี่เป็นการเลือกแบบหนึ่ง อย่าสับสนว่าไม่เลือกคือว่าไม่เลือก. ไม่เลือกคือการเลือกแบบหนึ่ง. อาจจะไม่ต้องถึง 70%, ผมว่าเพียงแค่ 5% หรือ 10% แต่ทำให้พรรคการเมืองเห็นว่า 5% หรือ 10% นี่ถ้าเขาเลือก, มันจะเปลี่ยนผู้แพ้ผู้ชนะได้. แค่นั้นก็พอแล้วที่จะทำให้เขาหันกลับมาคิดว่า พรรคการเมืองกำลังตกต่ำอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่มีการปรับตัวเขาเลยนี่ เขาจะอยู่ไม่รอด.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมคงมีประเด็นสุดท้ายนะครับ. เราคงไปเลือกตั้งกันแน่นอน ประเด็นของเราไม่ได้อยู่ที่ว่าให้นาย ก. หรือนาย ข. ชนะการเลือกตั้ง. แต่คิดว่าภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชน และการเมืองครั้งนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะก่อให้เกิดพลังของภาคประชาชนขึ้นมา. การไปเลือกตั้งไม่ใช่อยู่ที่จะให้นาย ก. ชนะนาย ข.
สุดท้ายนี้ขอ อ.นิธินะครับ อาจารย์จะให้ขอเสนอ หรือข้อคิดเห็นอะไรที่ ทำอย่างไรเมื่อประชาชนต้องเดินเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง กาทั้งบัญชีรายชื่อพรรค กาทั้งชื่อ สส. ตามเขตเลือกตั้ง ประชาชนควรมีหลักอะไรในใจไหมครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมเห็นด้วยนะครับว่า อย่างที่ อ.สมชายพูดเมื่อสักครู่นี้ เป็นประเด็นที่สำคัญมาก คือถ้าคุณเดินไปสู่คูหาเลือกตั้ง ในฐานะปัจเจกบุคคล อยู่ๆก็ฟังวิทยุ, ดูทีวีที่เขามาหาเสียง แล้วคุณคิดเองคนเดียว และเดินเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง กาบัตรเลือกตั้ง. คุณเป็นไอ้เบี้ยสับปะรังเคตัวหนึ่งที่ให้นักการเมืองจับคุณเล่น… ตรงกันข้าม ถ้าคุณสามารถรวมกลุ่มกันได้ จัดองค์กรให้สามารถจะต่อรองเชิงนโยบายกับพรรคการเมืองและนักการเมืองได้ พรรคการเมืองและนักการเมืองจะกลายเป็นเบื้ยให้คุณเดินแทน.
เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่ฟังวิทยุ ฟังรัฐมนตรีแล้วบอกให้เราไปเลือกตั้ง แล้วเราเดินเข้าสู่คูหาในฐานะที่เป็นตัวคนเดียวแบบนี้ คุณจะเป็นเพียงแค่เบี้ยที่ไม่มีความหมาย. และผมเห็นด้วยกับ อ.สมเกียรติว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณไปลงว่า"ไม่เลือก"ดีกว่า.
สายใจ ไชยพรหม : ท่านผู้ชมค่ะ การเมืองทั้งในภาคประชาชน และการเมืองในระบบรัฐสภา ต้องประสานสัมพันธ์กัน ภาคประชาชนจะเป็นไปได้และจะมีพลังขับเคลื่อนในสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการประสานของการเมืองทั้งระบบ
การเมืองไทยที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ ท่านผู้ชมคงต้องไปใช้สิทธิ์ และใช้วิจารณญานของเราเองนะคะ ว่าจะเลือกใครเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศ พลังของทุกๆคนนั้นมีค่า และมีความหมาย
ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกๆท่านที่ร่วมวงสนทนาในรายการ ขอขอบพระคุณ"มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน" ที่ร่วมผิตรายการ และขอขอบพระคุณ"หอนิทรรศการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" ที่เอื้อเฟื้อสถานที่. พบกับรายการทีทรรศน์ท้องถิ่นได้ใหม่ ทุกๆวันอาทิตย์สัปดาห์แรกของเดือนนะคะ เวลา 12.05-13.00 น. สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
๘. Globalization โลกาภิวัฒน์
ไม่ได้มีแต่เฉพาะแง่มุมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องมองในแง่มุมอื่นๆด้วย เช่น ทางการเมือง และ วัฒนธรรม วิชาหลายวิชาแตกแง่มุมต่างๆ ด้วย แง่มุมในแง่การเมืองมีอะไรบ้าง อย่างไร มีประเด็นไหน ที่น่าสนใจ เช่น กรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ Globalization อย่างไร ในมุมมองด้านการเมือง วัฒนธรรม มองอย่างไร, Olympic (การเชื่อมโยง อาจออกปากเปล่า ด้าน Cultural Globalization ไม่ออกข้อเขียน)
โลกาภิวัฒน์ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า น. การแพร่กระจายไปทั่วโลก . การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวางซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น
ปัจจุบันโลกาภิวัฒน์ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ จุดได้จุดหนึ่งของโลก สงผลหรือมีปฏิสัมพันธ์กับอีกจุดของโลกได้ จากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง เช่นปัญหาเศรษฐกิจการเงินในสหรัฐปัจจุบันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของยุโรป และ ทวีปเอเซีย ไม่ใช่เฉพาะทางด้านธุรกิจเท่านั้น การเมือง วัฒนธรรมต่างๆ ก็สามารถส่งผลถึงกันได้อย่างรวดเร็วตามความเร็วแสงคือการส่งข้อมูลข่าวสารผ่านทางเครือช่ายอินเทอร์เนต เป็นต้น การถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิคให้คนทั้งโลกได้เห็นเกือบเป็นเวลาเดียวกัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่คนในเอเซีย หรือประเทศไทย ทราบการรณรงค์หาเสียงและผลการเลือกในเวลาตั้งที่ใกล้เคียงกัน
ในแง่มุมการเมืองโดยเฉพาะเศรษฐกิจมักจะถูกมองว่าการเมืองเศรษฐกิจเป็นสองด้านของเหรียญที่ส่งผลต่อกันเช่นนโยบายเศรษฐกิจถูกกำหนดด้วยการเมือง และ การเมืองมีผลกระทบจากเศรษฐกิจตกตกต่ำ เช่น ปํญหาราคาน้ำมัน การเมืองที่สามารถต่อสู่แลเล่นเกมส์กันได้แม้จะอยู่คนละมุมโลก เช่นกรณีการต่อสู่ทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในต่างประเทศผ่านสื่อชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันเป็นช่วงๆก็เกิดจากปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์นั่นเอง
การกล่าวอ้างเชิงวัฒณธรรม (ดูถูกทางวัฒนธรรม) ของชาติหนึ่งถูกส่งผ่านแบบโลกาภิวัฒน์ไปยังอีกประเทศหนึ่งไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเกมการมืองก็ส่งผ่านผลของมันโดยโลกภวัฒน์ เช่นการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ ในปี พ.ศ. 2546
วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมโลกทุกอย่างก็ถูกโยงเข้าสู่เศรษฐกิจการเมืองในระดับโลก เช่น การฝ่าฝืนไม่ดูแลสภาพแวดล้อมของสัตว์ ก็เป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่สามารถนำไปใช้ในการกีดกันทางการค้า การนำคำสินค้าหรือตัดภาษี GSP การใช้แรงงานเด็กในประเทศด้อยและกำลังพัฒนาที่โยงไปถึงการว่างงานของคนงานในประเทศพัฒนา ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน การสนับสนุนโครงการ NGO เพื่อเป็นเครื่องมือในทางการเศณษฐกิจเมืองระดับโลกได้ จึงเหมือนบางเรื่อง องกรค์อิสระเป็นอุดมการณ์ที่แท้จริงแต่บางเรื่องเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ถ้าไม่ศึกษาหรือมองในหลายๆมิติ กระแสโลกาภิวัฒณ์เป็นเรื่องที่ทำให้โลกแคบหรือบางคนเปรียบเสมือนว่าโลกแบนทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นโลกได้โดยไม่มีส่วนโค้งของโลกบดบัง
โลกาภิวัฒน์ทำให้มนุษย์ศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สถาบันการศึกษาเสมอไปเหมือนชาวโปแตสแตน ที่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยการศึกษาจากคัมภีร์ไบเบิล ไม่ต้องอาศัยพระบาทหลวง มาสั่งสอนถ้าพระเองก็ยังไม่สามารถทำตัวให้เหมาะสมเป็นผู้สอน
จากรายงานการวิจัยเรื่อง รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ กับประเทศไทย ของ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศษสตร์ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ได้กล่าวถึงการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน กับวิกฤตการโลกาภิวัฒน์ไทย ได้กล่าวถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการเมืองหลายด้านของรัฐบาลอนันท์ ปันยารชุน ในช่วง ๒๕๓๔-๒๕๓๕ กลุ่มทุนสื่อสารมวลชนเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ การตัดสินใจเปิดเสรีบัญชีทุน โดยจัดตั้งวิเทศธนกิจ โลกาภิวัฒน์ ที่นำไปสู่วิกฤตกเศรษฐกิจการเงินเมื่อเดินกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๐ กลุ่มทุนใหญ่ที่เลหือรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เขาสู่วงการเมืองโดยตรง การตั้งพรรคไทยรักไทย มีดร.ทักษิณ เป็น CEO ทางการเมืองของชนชั้นนายทุนไทยเมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๔๑ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยมภายใต้อำนาจทางการเมืองของกลุ่มทุนใหญ่โลกาภิวัฒน์รามปี พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙ เส้นทางโลกาถภิวัฒน์/เสรีนิยมใหม่จะนำพาชนชั้นนำเดิมของไทยไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.๒๕๔๐ และ ระบอบทักษิณ พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างเครือข่ายมากว่า 60 ปีรวมทั้งเครือข่ายขององคมนตรีผ่านโทรศัพท์มือถือ สรุปว่าการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ถือเป็นการเลือกโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจแต่กลับปฏิเสธผลสืบเนื่องทางการเมืองของมัน เป็นข้อสรุปของ เกษียร เตชะพีระ
กระแสโลกาภิวัตน์ หรือกระแสครอบโลก (Globalization) เป็นปัจจัยภานอกที่สำคัญในเรื่องนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าด้านเงินทุน ข่าวสาร หรือค่านิยม โดยเฉพาะปัจจุบันปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยภายนอกของกระแสโลกาภิวัตน์ที่สงผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องปรับระบบเศรษฐกิจแบบประชานิยมเพื่อรักษาความนิยมทางการเมืองและชลอปัญหาการหดตัวทางเศรษฐกิจ
๙. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (เรียนละเอียดกว่ารุ่นอื่น)
นโยบายต่างประเทศ (ทำให้เห็น พลวัตรของปัจจัยอื่นๆ ในระดับของการเมืองระหว่างรัฐ ว่ามันส่งผลต่อ ความเป็นไปของสังคมการเมือง ไทย ในขณะเดียวกันสังคมการเมือง สนองต่อพลวัตรเหล่านี้ อย่างไร)
1. รัฐ คือชุมชนทางการเมือง (political community) ที่มีองค์ประกอบคือดินแดน ประชาชน รัฐบาล และอำนาจอธิปไตย นี่คือความหมายทางรัฐศาสตร์ ส่วนความหมายทางด้านนิติศาสตร์ รัฐจะเป็นนิติบุคคล สำหรับ คำว่า ชุมชน มันก็ represent หมด (จุลชีพ)
2. ชาติ คือ ชุมชนทางสังคม (social community) ที่ประกอบด้วยคนที่มีประวัติศาสตร์ เผ่าพันธ์ ความเป็นมา ขนมธรรมเนียมประเพณีร่วมกัน เราจะต้องเอาประเด็นทางด้านสังคมมาใช้ในการวัดชาติ ซึ่งแตกต่างจากรัฐ ที่เอาประเด็นทางด้านการเมืองมาวัดรัฐ (จุลชีพ)
3. รัฐกับชาติ ต่างกันตรงที่ รัฐใช้ปัจจัยทางการเมืองมาอธิบาย ส่วนชาติใช้ปัจจัยทางด้านสังคมที่ร่วมกันมาอธิบาย รัฐมีความเป็นรูปธรรมสูง ส่วนชาติมีความเป็นรูปธรรมน้อยกว่ารัฐ และมีความเป็นนามธรรมมากกว่ารัฐ เพราะเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ซึ่งมองไม่เห็น แต่มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
4. ประเทศ คือ ชุมชนทางภูมิศาสตร์ ที่บ่งบอกสถานที่ตั้ง อยู่ที่ใดในโลก
5. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International relations) มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม ความหมายของความสัมพันธระหว่างประเทศ มี 2 ความหมายตามองค์ความรู้คือ
๑. ว่าด้วยปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นข้ามพรหมแดนของรัฐ
๒. ว่าด้วยปรากฎการณ์ของปฏิสัมพันธ์ (Inter Actions) ที่เกิดขึ้นข้ามพรหมแดนของรัฐระหว่งผู้แสดงบทบาท (actors)
ปฏิสัมพันธ์ = มีพฤติกรรม + ปฏิกิริยา
6. การศึกษาเพื่อต้องการ อธิบาย (Explanation) ทำนาย (Predication) เสนอนโยบาย (Recommendation)
7. ในการวิเคราะห์ปรากฎการระหว่างประเทศต้องทราบ
๑. ต้องรู้กติกา (Norms) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎเกณฑ์หรือหลักการที่ประเทศต่างๆจะยอมรับ เพื่อใช้เป็นหลักปฏบัติในการมีปฏิสัมพันธ์กัน
๒. รู้จักผู้แสดงบทบาท (Actors) เช่น UN รัฐ (States) ต่างๆ 192 รัฐ
๓. เวที (Stages) คือ เกิดที่ไหน เป็นพื้นที่ๆ ปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น อาจเป็นแบ ทวิภาคี (Bilateral) พหุภาคี (Multilateral)
8. มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
๑. มิติทางการทูต – การเจรจาต่อรอง
๒. มิติทางการทหรา – ความมั่นคง
๓. มิติทางเศณษฐกิจ – การลงทุน การเงิน การค้าขาย
๔. มิติทางสังคมและวัฒนธรรม – ปัจจุบันมีความสำคัญมากขึ้น
๕. มิติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่
เพื่อให้มิติทั้ง 5 ไม่มีข้อขัดแย้ง จึงต้องมี กติกา และ ระบอบ ที่ได้รับการยอมรับ
9. สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างประเทศ
1) ประเด็นทางการเมือง
2) ประเด็นทางเศรษฐกิจ
3) ปรเด็นทางสังคมและวัฒนธรรม
4) ประเด็นด้านความมั่นคง ทหาร
10. แนวทางการไขข้อขัดแย้ง
1) การเจรจากแบบทวิภาคี (Bilateral negotiation) ระหว่างคู่กรณี เช่น อิรัก-คุเวต
2) ใช้ประเทศที่สาม (Third party) เป็นคนกลางและเป็นมิตรกับประเทศคู่กรณี แต่ไม่เข้าร่วมเจรจา เช่น ชาอุดิอาราเบีย เชิญ อิรัก และ คูเวต มาเจรจากัน แต่ไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาด้วย
3) การไกล่เกลี่ย (Mediation) โดยประเทศที่สามที่เป็นมิตรกับคู่กรณี โดยการอำนวยความสะดวก และเข้าร่วมการเจรจา เพื่อหาข้อยุติของคู่กรณี เช่น กรณี จีนและฟิลิปปินส์ เรื่องหมู่เกาะ Spratly ไทยทำตัวเป็น Mediator
4) อนุญาตุลาการ (Arbitration)
5) ศาลโลก (International Court of Justice)
6) นำเรื่องเข้าสหประชาชาติ (United Nations)
11. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International cooperation) คือการประสานงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
12. สาเหตุที่ต้องร่วมมือกัน เพราะ ปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางสังคทและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน และปัจจัยทางด้านยุทธศาสตร์
13. ประโยชน์ ของความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติทางเศรษฐกิจ
1) เพิ่มอำนาจการต่อรอง
2) ขยายขนาดตลาด
3) ดึงดูดการลงทุน
14. สงครามเกิดจากสาเหตุใหญ่ 3 สาเหตุด้วยกันคือ
1) เกิดจากมนุษย์
2) เกิดจากรัฐ
3) ระบบการเมืองระหว่างประเทศ (international system)
15. ขั้นตอนความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ
1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรี
2) การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union)
3) การจัดตั้งตลาดร่วม (Common Market)
4) การจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union)
5) การเป็นสหภาพเหนือชาติ (Supra National Union)
16. สัมนาที่ธรรมศาสตร์เมื่อ 15 มกราคม 2552
a. วิกฤตเศรษฐกิจเศรษฐกิจโลก และ ผลกระทบต่อเอเซีย และ ไทย
b. ความร่วมือ อาเซียน อาเซียน + 3 และ อาเซียน + 6
c. แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประธิปัตย์
การเตรียมตัวสอบ ประมวลวิชา จากที่เรียน ๑๒ วิชา คือ
ข้อเขียน สอบประมาณเดือน มกราคม ๒๐๐๙
๑. Concept หรือแนวคิด ของ เรื่อง “รัฐ”
ทำความเข้าใจว่าเราเรียนอะไรไปบ้างเกี่ยวกับรัฐ
รัฐคืออะไร? รัฐประกอบด้วยอะไรบ้าง? ทำไมต้องมีรัฐ?
1. “รัฐ” หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดนที่มีขอบเขตแน่นอน มีประชากรอาศัยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม โดยมีรัฐบาลปกครองและมีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง“ชาติ” คือชุมชนทางสังคม (Social community) ที่มารวมกันโดยมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางวัฒนธรรม และมีความผูกพันกันในทางสายโลหิต เผ่าพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน หรือมีวิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองร่วมกัน เช่นคำว่า “ชาติไทย”“ประเทศ” คือชุมชนทางภูมิศาสตร์ บ่งบอกถึงที่ตั้ง มีความหมายกว้าง หมายรวมถึงดินแดนที่มีฐานะเป็นรัฐหรือไม่มีฐานะเป็นรัฐ แต่โดยสรุปแล้ว คำว่า “ประเทศ” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง ดินแดน อาณาเขต และสภาพภูมิศาสตร์ เป็นต้นว่า ความอุดมสมบูรณ์ ดินฟ้าอากาศแม่น้ำภูเขา ทะเล ป่าไม้ ฯลฯ เช่น ประเทศไทย
2. รัฐ (state) ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้กล่าวถึงความหมายของรัฐตามทัศนะของ เบนจามินและดูวาล (Roger Benjamin and Raymond Duvall) ซึ่งได้เสนอว่า มีแนวคิดเกี่ยวกับรัฐอยู่ 4 แนวทาง คือ (1) รัฐในฐานะที่เป็นรัฐบาล (The state as government) ซึ่งหมายถึง กลุ่มบุคคลที่ดำรงตำแหน่งซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจในสังคมการเมือง และ (2) รัฐในฐานะที่เป็นระบบราชการ (The state as public bureaucracy) หรือเครื่องมือทางการบริหารที่เป็นปึกแผ่นและเป็นระเบียบทางกฎหมายที่มีความเป็นสถาบัน ทั้งสองความหมายนี้เป็นการมองรัฐตามแนวคิดของนักสังคมศาสตร์ที่มิใช่มาร์กซิสต์ (3) รัฐในฐานะที่เป็นชนชั้นปกครอง (The state as ruling class) เป็นความหมายในแนวคิดของมาร์กซิสต์ และ (4) รัฐในฐานะที่เป็นโครงสร้างทางอุดมการณ์ (The state as normative order) ซึ่งเป็นแนวคิดของนักมานุษยวิทยา
3. อำนาจรัฐ คือ อำนาจมหาชนอันเป็นอำนาจสาธารณะที่รัฐมีอยู่เหนือดินแดนและบุคคลที่อยู่อาศัยในดินแดนของตน อำนาจรัฐที่กล่าวเป็นออำนาจดั้งเดิมที่รัฐไม่ได้รับมอบหมายมาจากผู้หนึ่งผู้ใด และมีลักษณะเป็นเอกภาพ ซึ่งหมายความว่าแบ่งแยกไม่ได้ สำหรับประทเศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจจักรไทยกำหนดให้ประชาชนเป็นผู้ทรงหรือถืออำนาจรัฐ และให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐผ่านองค์กรต่างๆของรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาพื้นฐานและเป็นกฎกติกาสูงสุดแห่งรัฐ การใช้อำนจรัฐในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆคือกำหนดให้รัฐสภาใช้อำนาจนิติบัญญัติ รัฐบาลใช้อำนาจบริหาร และ ศาลใช้อำนาจตุลาการ แต่ รธน. 2540 และ 2550 ยังกำหนดให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้อำนาจรัฐเคียงคู่กับองค์กรต่างๆที่มีอยู่เดิม (วรเจตน์)
4. ศาลในประเทศไทยแยกเป็น 4 ประเภทหลักคือ (วรเจตน์)
1) ศาลยุติรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในทางรัฐธรรมนูญ
2) ศาลยุติธรรม เป็นศาลทั่วไป ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งปวงที่ไม่อยงู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีแพ่งและคดีอาญา
3) ศาลปกครอง ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสองความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำขององค์กรของรัฐซึ่งใช้อำนาจปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีพิพารระหว่างองค์กรของรัฐกับเอกชน
4) ศาลทหาร ซึ่งทำหน้าที่พิจารณคดีอาญาทหารและคดีอื่นๆตามกฎหมายบัญญัติ
5. รัฐประกอบด้วย 4 องค์ประกอบคือ
1. รัฐบาลปกครอง (government)
2. เขตแดนที่แน่นอน (territory)
3. ประชากร(population)
4. อำนาจอธิปไตยเป็นของตัวเอง (sovereignty)
7. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือองค์การที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นโดยกำหนดภาระหน้าที่เบื้องต้นไว้ ประกอบด้วย
1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการอื่นอีก 4 คน ทำหน้าที่ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม
2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ตรวจการฯ) ทำหน้าที่พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำเรียกร้องกรณีที่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัติหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ราชการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียน และมีหน้าที่จัดทำรายงานพร้อมความเห็นและเสนอแนะต่อรัฐสภา นอกจากนี้ยังเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยกรณีที่ปรากฎว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับหรือการกระทำของบุคคลใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ
3. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกแปดคน มีภารกิจหลังในการทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนและวินิจฉัยความร่ำรวยผิดปกติ การทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ
4. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คนและกรรมการอื่นอีก 6 คน มีภารกิจหลักในการวางนโยบายเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การพิจารณาวินิจฉัยความผิดทางวินัยงบประมาณและการคลัง การเสนอแนะให้หน่วยรับตรวจแก้ไขข้อบกพร่องหรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีองค์กรอื่นๆอีก คือ คณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติ, องค์กรอัยการ และ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4. ที่ต้องมีรัฐเพราะประชาชน (people) ต้องการรัฐถ้าไม่มีรัฐ ประชาชนก็จะกลายเป็นฝูงชน(Multitude)ที่ไร้ระเบียบ แต่รัฐไม่ต้องการประชาชนรัฐต้องการประชากร (population) เพราะประชากรมีพลวัตรคือเกิด ตาย
จุดประสงค์ของรัฐ1.สร้างความเป็นระเบียบ2.การส่งเสริมสวัสดิภาพแก่ประชาชน3.การส่งเสริมสวัสดิการแก่ส่วนรวม4.การส่งเสริมคุณธรรม
หน้าที่ของรัฐหน้าที่ของรัฐแล้วมีอยู่ 4 ประการ คือ
1. การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน
2. การให้บริการและสวัสดิการทางสังคม
3. การพัฒนาประเทศ
4. การป้องกันการรุกรานจากภายนอก
๒. Concept หรือแนวคิด ของเรื่อง “ประชาธิปไตย” *****
เราเรียนรู้เรื่องประชาธิไตย ไปหลายแง่หลายมุม ที่ต้องเข้าใจ และ แม่นยำโดยเฉพาะเรื่อง Liberal democracy หรือประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม เพราะว่าประชาธิปไตยสมัยใหม่ ตั้งอยู่บนฐานของเสรีนิยม และ ในวิชาต่างๆ ก็จะพูดถึงแง่มุมต่างๆ ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม นอกจากนี้ยังมี ประชาธิปไตย รูปแบบ อื่นๆ เช่น derivative democracy หรือประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (พยายามนำมาเชื่อมโยงกันให้ได้)
ประชาธิปไตยคืออะไร? เสรีประชาธิปไตยคืออะไร? เสรีนิยมคืออะไร? รูปแบบอื่นของประชาธิปไตยมีอะไรบ้าง? ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือคืออะไร?
· ประชาธิปไตย (Democracy) คือ กรอบแนวคิด หรืออุดมการณ์ (Ideology) ที่คำนึงถึงความเสมอภาค ความเป็นอิสระในการเลือกทางเดินของตัวเอง มีสิทธิและเสรีภาพ และตัดสินปัญหาหรือข้อขัดแย้งด้วยเสียงข้างมาก อาจจะโดยทางตรง (Direct) หรือ การใช้ผู้แทน (Representative) แต่คุ้มครองและยอมรับเสียงข้างน้อย (อ.ชลิดาภรณ์)
· ประชาธิปไตยคืออะไร ประชา+อธิปไตย = การปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และเป็นการปกครองโดยประชาชน (Government by the people) หลักความเสมอภาค หลักสิทธิเสรีภาพ การปกครองโดยเสียงข้างมาก (Majority’s Rule) คุ้มครองเสียงข้างน้อย (Minority’s Rights) (ปริญญา)
· หลักนิติรัฐ คือการปกครองโดยกฎหมาย ( The Rule of Law) การมีอำนาจเป็นเรื่องยกเว้นคือต้องมีเท่าที่จำเป็น ผู้ปกครองจะมีอำนาจก็ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายมาจำกัด การจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องยกเว้น คือต้องจำกัดเท่าที่จำเป็น (อ.ปริญญา)
· หลักประชาธิปไตย การปกครองโดยประชาชน (Government by the people) ระบอบประชาธิปไตย = กฎหมายต้องมาจากประชาชน(อ.ปริญญา)
· การปกครองโดยกฎหมายกับ การแบ่งแยกอำนาจ
o การปกครองด้วยกฎหมาย (The Rule of Law) แบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) ออกเป็น ฝ่ายบริหาร (ใช้กฎหมาย) ฝ่ายนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) และ ฝ่ายตุลาการ (ตีความกฎหมาย ตรวจสอบกฎหมายที่ตราโดยฝ่าย นิติบัญญัติ)
o ประชาชน เลือกตั้ง เลือกผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมือง ทำหน้าที่ตรากฎหมาย (ฝ่ายนิติบัญญัติ)
o คณะรัฐมนตรี ใช้กฎหมาย ในการบริหารและต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน
o ตุลาการ ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ (ตีความกฎหมาย)
· รธน.มาตรา ๓ บัญญัติว่า “ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขขทรงใช่อำนาจนั้นทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
· การปกครองในระบบรัฐสภา ประมุขของรัฐ (State) คือกษัตริย์ หรือประธานาธิบดี ประชาชนเลือกสมาชิกสภา สมาชิกสภาเลือก นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี เลือกคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งรัฐบาล
· การปกครองระบบประธานาธิบดี ประมุขของรัฐคือประธานาธิบดี ประชาชนเลือกประธานาธิบดี และ ประชาชนเลือกสมาชิกสภา ประธานาธิบดีเลือกคณะรัฐมนตรีเพื่อตั้งรัฐบาล
· องค์การตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และ ตุลาการภิวัฒน์
o อำนาจนิติบัญญัติ
วุฒิสภา (76 เลือกตั้ง 74 แต่งตั้ง) - .ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ องค์กรอิสระออกจากตำแหน่ง,
สภาผู้แทนราษฎร (เลือกตั้ง) เป็นกรรมการสรรหา กกต. ผู้ตรวจการฯ คตง. ปปช. ออกพระราชบัญญัติ, พระราชกำหนด
o องค์กรอิสระ – กกต, ผู้ตรวจฯ, คตง และ ปปช เป็นกรรมการสรรหา ส.ว.(๗๔ คน)
o อำนาจตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม เป็นกรรมการสรรหา กกต. (ม.๒๓๑) ผู้ตรวจการฯ (ม.๒๔๓) คตง. (ม.๒๕๒ วรรค ๓) ปปช. (ม.๒๔๖ วรรค ๓)
o พระมหากษัตริย์ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งประธานสภาผู้แทน, ผู้นำฝ่ายค้าน, ประธานวุฒิสภา, นากยกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, ผู้พิพากษาและตุลาการ และ องค์กรอิสระทุกองค์กร เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย
o พระมหากษัตริย์ ม.๒๐๐ ทรงแต่งตั้งผู้พิพากษาและตุลาการ, ทรงใช้อำนาจแบบ Passive, ม.๑๙๕ ราชการแผ่นดินต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
o อำนาจบริหาร สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรี
o ปวงชนชาวไทย เจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามมาตรา ๓
· เสรีนิยม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ที่เน้นความเป็นปัจเจก (Individual) ปัจเจกแต่ละคนต่างก็พยายามจะสนองความต้องการและผลประโยชน์ของตนเอง ต้องการอิสระ และพึ่งตนเอง มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล (Reason) เพื่อนิยามความต้องการของตนเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต มีเสรีภาพ (Freedom) การเลือกเพื่อสนองความต้องการของปัจเจก แต่ข้อจำกัดของเสรีภาพคือต้องไม่ละเมิดผู้อื่น หรือทำให้เกิดอันตรายกับผู้อื่น และ ความอดกลั้น (Toleration) ที่จะยอมรับความแตกต่าง ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ศีลธรรม และ การเมือง และคำนึงถึงความเท่เทียมกัน (Equality)ภายใต้สิทธิทางความเป็นพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ชลิดาภรณ์)
เสรีประชาธิปไตย(Liberal democracy) เป็นการผสมกันระหว่าง เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหนึ่ง ซึ่ง Francis Fukuyama ถือว่าเป็นชัยชนะของเสรีนิยมต่ออุดมการณ์ทางการเมืองอื่น โดยใช้ระบบการเมืองแบบตัวแทนและระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งเสรีนิยมไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการล่มสลายของระบบศักดินา สมบูรณาญาสิทธราช และคอมมิวนิสต์ การเติบโตของทุนนิยมในยุโรป (อ.ชลิดาภรณ์)
รูปแบบอื่นๆของประชาธิปไตย เนื่องจากประชาธิปไตย เป็นเรื่องของอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ดำรงอยู่อย่างพอเพียงได้ ประชาธิปไตยย่อมไม่มีวันพอเพียง ความสมบูรณ์ของประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคต เส้นทางของประชาธิปไตย ในฐานะอุดมการณ์ทางการเมืองจึงเป็นเส้นทางที่ไม่มีจุดจบ ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงและดำเนินไปตลอดเวลา ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ กรอบการมีส่วนร่วมทางการเมือง เชื่อว่าจะทำให้ประชาธิปไตยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จากประชาธิปไตยทางตรง (Direct democracy) ในสมัยกรีกโบราณ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative democracy) เช่นเดียวกับ ประชาธิปไตยแบบราดิคัล (Radical democracy) และประชาธิปไตยแบบประชานิยม (Populist democracy) ซึ่งก็ช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเริ่มเสื่อมคลายความนิยมไปในปลายทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ประชาธิปไตยสายชุมชนนิยม (Communitarianism) ประชาธิปไตยสายเสรีภาพนิยม (Libertarianism) โดยเฉพาะการถกเถียงหรือวิวาทะ (debate) ระหว่าง สายชุมชนนิยม และสายเสรีภาพนิยม ทำให้กรอบคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมๆกัน
ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative democracy) รากฐานของมันวางอยู่บนกรอบคิดที่ว่า ความชอบธรรมทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยอยู่ที่การยอมรับในเรื่อง การให้ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ (Public justification) โดยความสมเหตุผลนี้ก็ต้องวางอยู่บน Rationality หรือ Reason ที่ยังสมเหตุสมผลในเชิงศีลธรรมด้วย โดยสาธารณชนเองก็ยินดีที่จะรับฟังหรือยอมรับการนำเสนอความคิดและหลักการทางการเมืองต่างๆ อย่างสมเหตสมผลด้วยเช่นกัน รากฐานทางความคิดของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดว่า “ประชาชนโง่” ในทางตรงข้ามพลเมืองแต่ละคนรู้ดีว่าอะไรคือผลประโยชน์ สิ่งที่ดีงามและทรงคุณค่าสำหรับตัวเอง ความชอบธรรมของระบอบอยู่ที่ความสมเหตุสมผลแบบสาธารณะ ไม่ใช่ความสมเหตุสมผลส่วนตัว (Private justification) ที่ตนเองมีอยู่แต่เพียงผู้เดียวและไม่สามารถที่จะร่วมกันกับคนอื่นๆได้ (อ.ธเนศ)
1. ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองตนเองของประชาชน ประชาธิปไตยมีหลายรูปแบบ เช่นประชาธิปไตยโดยตรง ประชาธิปไตยโดยระบบผู้แทน ประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม
2. ประชาธิปไตยมีรากฐานสำคัญ 5 ประการคือ
· อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน
· ความมีเสรีภาพ
· หลักความเสมอภาค
· หลักการเสียงข้างมาก (majority rule) ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิและรับฟังเสียงข้างน้อย (minority Rights) โดยเคารพและคุ้มครองสิทธิเสียงข้างน้อยด้วย
3. เสรีประชาธิปไตยคือ
ประชาธิปไตยที่ยอมรับกันในปัจจุบันนี้เป็น ประชาธิไตย-เสรีนิยม หรือ “เสรีประชาธิปไตย” (liberal democracy) ซึ่งเป็นการผสมกันระหว่าง ความเสมอภาค (ประชาธิปไตย) กับ หลักเสรีภาพ (เสรีนิยม) เพราะมนุษญ์มีสิทธิเสรีภาพอยู่ก่อนแล้วตามธรรมชาติ ดังนั้นในแง่ของเนื้อหาสาระ (contents) ของประชาธิปไตย รัฐจะต้องสงเสริมปกป้อง สวัสดิภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความมั่นคงของมมนุษย์ แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น
เสรีประชาธิปไตยมองที่การก่อตัวของเจตจำนง (Will formation) ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องดูเนื้อหาสาระ (contents) ของมันด้วย คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการจำกัดสิทธิของผู้มีอำนาจในการปกครอง
· อำนาจอธิปไตย ในแต่ละประเทศ ต่างระบบการปกครอง ที่อยู่ของอำนาจอธิปไตยที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกัน เช่น ประเทศทีมาจากการเลือกตั้ง อำนาจอธิปไตยอยู่ที่สภาผู้แทน ประธานาธิบดี หรือระบบเผด็จการทหารก็อยู่ที่ทหาร สมบูรณาญาสิทธิราช ก็อยู่ที่กัตริย์ แต่ ชมิท เชื่อว่าอำนาจอธิปไตย จะเกิดและเห็นได้ก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต ต.ย. กรณี การเมืองของไทยปัจจุบันเห็นได้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของรัฐสภ หรือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต้อยู่ที่ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ
· ประเทศไทยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นตามหลักการเราถือได้ว่าการเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยเมื่อประกอบด้วยลักษณะดังนี้ (ในช่วงแรกหลัง พ.ศ. 2475)
o มีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและมีการแข่งขันระหว่างนักการเมืองหรือพรรคการเมือง
o ยอมรับผการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลจะเปลี่ยนไปตามผลของการเลือกตั้ง
o ส.ส.ได้เป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
๓. โครงสร้างภาคสังคม
เช่น โครงสร้างทางสังคมของระบบศักดินา เกี่ยวข้องกับรัฐ และ ประชาธิปไตยอย่างไร โครงสร้างของรัฐ สะท้อน และ ผลิตซ้ำโครงสร้างทางสังคม หน้าตาของประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร มีองค์ประกอบปลีกย่อย หรือ แง่มุมทีมีลักษณะเฉพาะอย่างไร สะท้อนโครงสร้างทางสังคม (เราต้องเอาองค์ความรู้มาเชื่อมโยงกันให้ได้)
ประชาสังคม (Civil society) Civil นั้นแปลว่า พลเมืองหรือประชาชน ส่วน Society นั้นแปลว่า สังคม คือการเข้าหมู่เข้าพวก การที่คนอยู่ร่วมกัน หากแปลแบบชาวบ้านก็คือ สังคมของพลเมืองนั่นแหละการอยู่ตัวคนเดียวนั้นย่อมมีเสรีภาพ 100% คนที่อยากทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองก็สามารถเลือกที่จะปลีกตัวออกไปอยู่คนเดียวได้อีทีนี้การที่คนเข้ามาอยู่รวมกันเป็นสังคม ก็เพราะการอยู่รวมกันเป็นสังคมนั้นย่อมได้ประโยชน์มากกว่าการที่อยู่ตัวคนเดียว เช่น สามารถที่จะหาคู่ครอง มีโรงเรียนให้ลูกเรียน มีโรงพยาบาล มีอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด มีความสะดวกมากมายกว่าการอยู่ตัวคนเดียว ฯลฯแต่การที่คนมารวมตัวกันอยู่เป็นสังคมย่อมจำเป็นที่ต้องลดเสรีภาพส่วนตัวลงบ้าง โดยต้องระลึกเสมอว่า สังคมให้ประโยชน์แก่ตัวเรามากกว่าที่เราจะแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวดังนั้น หน้าที่ของพลเมืองหรือคนที่อยู่ในสังคมก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยต้องมีวินัยที่เคร่งครัดในการที่จะทำให้สังคมสงบสุข หากใครละเมิดสิทธิประโยชน์ของคนอื่นหรือส่วนรวม ก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ ขอย้ำว่าสังคมให้ประโยชน์แก่ตัวเรามากกว่าที่เราจะแยกตัวออกไปอยู่แต่เพียงคนเดียวสำหรับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบันเช่นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวีเดน เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ นั้นประชาชนมีวินัยสูง มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้สิทธิประโยชน์ของตนเอง จึงไม่สามารถที่จะเกิดเผด็จการขึ้นมาได้ในสังคมเหล่านี้ได้ และสิ่งนี้เองที่เรียกว่า "Civil Society" หรือนักวิชาการไทยแปลว่า "ประชาสังคม" นั่นเองดังนั้น หัวใจของประชาสังคมก็คือ1.การตระหนักในสิทธิประโยชน์ของตนเอง2.มีความเข้าใจเรื่องการสละเสรีภาพบางประการของตนเพื่อความสันติของสังคม3.มีวินัยและความรับผิดชอบต่อสังคมคราวนี้ก็ต้องว่ากันถึงเรื่องประเทศไทยของเราว่ามี Civil Society แค่ไหน เพียงใด
๔. ระบบทุนนิยม
ดูปฏิสัมพันธ์ ระหว่างทุนนิยม และ ความเป็นไปในระบบ การเมือง รวมทั้งหน้าตา ของระบบการเมืองด้วย และ ในทางกลับกัน การเมืองความเป็นไปในระบบการเมือง เข้าไปส่งผลต่อเกี่ยวระบบเศรษฐกิจ แบบทุนนิยม อย่างไร ระบบทุนนิยมโลก หน้าตาเป็นอย่างไร
ระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจที่เปิดให้เอกชนมีการแข่งขันทางธุรกิจอย่างเสรี มีกำไรเป็นเป้าหมาย มีกลไกราคาเป็นตัวกำหนด ส่วนรัฐจะมีหน้าที่ดูแลเรื่องส่วนรวมของประเทศ เช่นการทหาร การต่างประเทศข้อดี เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ทั้งประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพข้อเสีย เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รวยกระจุก จนกระจายระบบทุนนิยม คือระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการสะสมทุน ปัจเจกบุคคลมีความสำคัญ คนมีเสรีภาพในการเลือกและการตัดสินใจ ความสัมพันธ์ทางการผลิตหลักในระบบทุนนิยมคือความสัมพันธ์แบบขายแรงงานแลกเงิน (wage-labor relationship) นายทุนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ขณะที่แรงงานขายพลังแรงงานของตัวเอง ในอัตราค่าจ้างคงที่ ในกระบวนการผลิตสินค้า มีมูลค่าส่วนเกินเกิดขึ้น และตกเป็นของนายทุน นายทุนใช้มูลค่าส่วนเกินในการสะสมทุนต่อเพื่อการผลิตรอบต่อไป
จุดบกพร่องของระบบทุนนิยม
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2544 และ 3 กันยายน 2544
ผมได้กล่าวถึงระบบทุนนิยมว่า โดยแก่นแท้แล้ว เป็นปรัชญาที่ให้สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ แก่ประชาชนทุกคนอย่างเต็มที่ เพราะอดัม สมิธ (Adam Smith) สรุปให้เห็นว่า การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของทุกคนในสังคมนั้น ส่งผลให้การเกื้อกูลให้สังคมดังกล่าว เจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าอย่างที่ระบบเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ระบบสังคมนิยม ไม่สามารถทาบติดได้
แต่ระบบทุนนิยม ก็มีจุดบกพร่องหลักๆ อยู่ 4 จุดที่ต้องอาศัยการเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาล แต่โดยหลักการแล้ว รัฐบาลควรมีบทบาทในการกำกับเศรษฐกิจของประเทศน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องมีบทบาทในการจัดการกับ
1. การผูกขาด : การผูกขาด คือ การที่ผู้ผลิตรวมตัวกันได้ หรือมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะกำหนดราคาสินค้าได้ ความหมายทางวิชาการ คือผู้ที่มีอำนาจผูกขาด จะตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่กำหนดโดยตลาดเสรี และจะผลิตสินค้าในปริมาณที่ต่ำว่าที่ผลิตภายใต้ระบบตลาดเสรี ดังนั้น ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ เพราะจะซื้อของได้น้อย และในราคาแพง โปรดสังเกตว่า การผูกขาดนั้น ควรวัดจากความสามารถที่จะกำหนดราคาสินค้า เพราะฉะนั้น การป้องกันการผูกขาดจึงมิใช่ การกำหนดส่วนแบ่งตลาดขั้นต่ำของผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว เพราะหากผู้ผลิต สามารถคบคิดร่วมกัน (Collusion) ก็จะสามารถผูกขาดได้ เช่น กรณีของโอเปคนั้น มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 31 % แต่สามารถกำหนดราคาตลาดได้อย่างที่เห็นกันอยู่
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการจำกัดอำนาจผูกขาดให้หมดไป ยกเว้นกรณีที่เป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติ (เช่น กรุงเทพ คงไม่จำเป็นต้องมีสนามบินนานาชาติเกินกว่า 2 แห่ง) ในกรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมราคาให้ต่ำลง
2. สินค้าสาธารณะ (Public Goods) มีสินค้า และบริการบางชนิดที่ยากต่อการกีดกัน มิให้ผู้อื่นมาร่วมบริโภค เช่น การป้องกันประเทศจากภัยคุกคามต่างๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ทั่วหน้ากัน แต่หากไปสอบถามแต่ละคนว่า พร้อมจะจ่ายเงิน (ภาษี) เท่าไร เพื่อให้ได้รับบริการดังกล่าว ทุกคนก็พยายามบอกปัดไป เนื่องจากคิดว่าตนควรจ่ายเพียงเล็กน้อย หรือไม่จ่ายเลย เพราะหากคนอื่นยอมจ่าย แต่เราไม่จ่าย เราก็ยังได้ประโยชน์จากความมั่นคงของชาติอยู่ดี กล่าวคือ เป็นปัญหาของคนที่ต้องการของฟรี (Free Rider) ทำให้การใช้จ่ายเพื่อป้องกันประเทศ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากปล่อยให้ผู้บริโภค “ซื้อ” บริการดังกล่าวโดยสมัครใจ หมายความว่า รัฐบาลต้องพยายามประเมินระดับการใช้จ่าย เพื่อป้องกันประเทศที่เหมาะสม แล้วบังคับเก็บภาษีจากประชาชน
ความล้มเหลวของตลาด (Market Failure) อันเกิดจากสินค้าสาธารณะนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับปัญหาที่ผมจะขอเรียกว่า ผลพลอยได้ทางบวก หรือทางลบ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์สร้างมลภาวะที่กระทบต่อสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทางออกคือ การเก็บภาษีผู้ใช้รถยนต์ แล้วนำรายได้มาชดเชยความเสียหาย ให้แก่ผู้ที่สุขภาพถูกกระทบ ปัญหาที่เกิดขึ้น พูดได้ว่ามักเป็นปัญหาของความไม่ชัดเจน ของการครองสิทธิ เช่น ผู้ขับรถยนต์ไม่ยอมจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เสียสุขภาพ เพราะไม่มีใครสามารถอ้างว่าตนเป็นเจ้าของอากาศบริเวณนั้น
ปัญหาอีกอย่างหนี่ง คือ ความยากลำบากในการจัดตั้งตลาด เพื่อให้การซื้อ – ขายเกิดขึ้น เช่น เราต้องการจะเก็บภาษีพิเศษกับรถยนต์ที่เข้ามาสร้างมลภาวะ และสภาวะจราจรติดขัด เแต่ไม่รู้ว่าจะเก็บเงินดังกล่าวอย่างไร เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เทคโนโลยีหาทางออกให้เราได้ เช่น ในประเทศสิงคโปร์ ที่รถยนต์ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเก็บเงินเจ้าของรถได้ทุกครั้ง ที่เขาขับรถเข้าไปในพื้นที่จราจรแออัด เป็นต้น ปัญหาที่ว่านี้ เป็นปัญหาของการสร้างตลาดไม่ได้ เพราะต้นทุนของการธุรกรรมซื้อ – ขาย สูงเกินไป (High Transaction Cost) แต่พัฒนาการของระบบอินเทอร์เน็ต และโทรคมนาคม ทำให้สามารถทำธุรกรรมใหม่ๆ ได้ เช่น การประมูลตั๋วเครื่องบินออนไลน์ เป็นต้น
จุดบกพร่องของระบบทุนนิยมนั้น นอกจากการที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อป้องกันการผูกขาด และจัดการกับสินค้าสาธารณะแล้ว รัฐบาลยังมีบทบาทในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และการพัฒนาเศรษฐกิจอีกด้วย
3. เศรษฐกิจมหภาค : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สมัยก่อน ค.ศ.1936 นั้น มิได้คิดว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทในการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจมากนัก เว้นแต่การควบคุมนโยบายการเงิน ไม่ให้ปริมาณเงินขยายตัวมากเกินไปจนเกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งประเทศต่างๆ ก็ได้ผูกค่าเงินของตน กับทองคำ (Gold Standard) เป็นหลัก ในส่วนภาคการผลิตจริง ก็จะยึดหลักว่าตลาดเสรี ย่อมปรับราคาเพื่อให้อุปสงค์เท่ากับอุปทน แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีวัฎจักร กล่าวคือ บางครั้งก็เฟื่องฟู บางครั้งก็ตกต่ำ แต่หากปล่อยให้ราคาสินค้า และเงินเดือน (ราคาของแรงงาน) สามารถปรับขึ้น – ลงได้โดยเสรี ก็จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ดีที่สุด
ต่อมา John Maynard Keynes ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจมหภาค อาจจะตกอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่องได้ โดยกลไกตลาดเสรี จะไม่ผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยตัวเอง การลดดอกเบี้ย และราคาสินค้า อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับไปสู่ดุลภาพที่มีการจ้างงานเต็มกำลังได้ เพราะเศรษฐกิจนั้น ถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนเอกชน ที่อาศัยสัญชาตญาน (Animal Instincts) และความมั่นใจ ซึ่งจะหวังไม่ได้ว่า จะมีความแกร่งกล้าพอที่จะผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ Keynes มองว่าเศรษฐกิจโดยรวมนั้น อุปสงค์มักจะไม่เพียงพอ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายขาดดุลเป็น “หัวเชื้อ” ในการฟื้นเศรษฐกิจ (Pump priming) ให้หลุดออกจากสภาวะชะงักงัน กล่าวคือ Keynes ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นมิให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะกลไกตลาดอาจฟื้นความมั่นใจได้อย่างเชื่องช้า
4. การพัฒนาการเศรษฐกิจ : ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มักจะมีสมมติฐานว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการเมือง มีการพัฒนาไปถึงระดับที่กลไกตลาดเสรี สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว นอกจากนั้น เศรษฐศาสตร์มักจะกล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ (ซึ่งรวมถึงการปรับโครงสร้าง และการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ) ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่นั้น จะกล่าวถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจมากกว่า
ประสบการณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่านโยบายที่อิงกับตลาดเสรี (คือ การไม่อาศัยการผูกขาด การกีดกันทางการค้า หรือการบิดเบือนราคา หรือดอกเบี้ย) จะเกื้อกูลการพัฒนาที่ยังยืน และต่อเนื่อง อันที่จริงแล้ว บทเรียนจากอดีตแสดงให้เห็นว่า การออมเพื่อนำไปลงทุนในกิจการที่ให้ผลตอบแทนสูง (โดยเปิดให้มีความเสรี และโปร่งใสที่สุด) ประกอบกับการเปิดกว้าง เพื่อรับการลงทุน และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาการศึกษา และประสิทธิภาพของแรงงาน คือปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง การนึกว่าจะต้องกีดกันต่างชาติ เพื่อรักษาอธิปไตย การรีบสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย แม้ว่าต้นทุนจะสูงกว่าประเทศอื่นๆ การแทรกแซงโดยการกำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำ เช่นสินค้าเกษตร หรือการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น การที่รัฐบาลเข้าไปบงการเกี่ยวกับธุรกิจ และการลงทุน หรือเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการเสียเอง รวมทั้งการที่ธนาคารกลางเข้าไปแทรกแซงกดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำ ล้วนแต่เป็นนโยบายที่บั่นทอนการพัฒนาการเศรษฐกิจในระยะยาวทั้งสิ้น แม้ว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ จะมีเจตนาที่ดีก็ตาม
โดยสรุปแล้วระบบนายทุน หรือตลาดเสรี ก็ยังเป็นระบบที่จัดสรรทรัพยากร (ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน วัตถุดิบ หรือเงินทุน) ไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในเชิงของการทำให้เกิดผลผลิตมากที่สุดทั้งในปัจจุบัน และอนาคต โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้ามามีบทบาทมากนัก และยิ่งรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงน้อยเท่าไร เศรษฐกิจก็จะเจริญมากขึ้นเท่านั้น
หนังสือพิมพ์ The Nation ได้ลงบทความของ ศาสตราจารย์ Jeffrey Sachs แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตำหนิการทำงานของไอเอ็มเอฟมาโดยตลอด และกล่าวถึงระบบตลาดทุนในยุคโลกาภิวัฒน์ว่า กำลังทำความผิดหวังให้กับชาติต่างๆ เพราะได้สร้างฟองสบู่ที่กำลังจะแตก และหากนักลงทุนเกิดความตื่นตะหนก ทำให้แย่งกันขายหุ้น และพันธบัตรที่ถืออยู่ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ แต่ Sachs ก็สรุปว่า “แม้ระบบตลาดทุน จะมีปัญหาดังกล่าว การอาศัยกลไกตลาด (เสรี) เพื่อจัดสรรเงินทุน ก็ยังดีกว่า (superior) การจัดสรรโดยรัฐบาล ซึ่งมีจุดอ่อน เพราะขาดความรู้ และข้อมูล (ignorance) และการตัดสินใจ จะถูกแทรกแซงจากปัจจัยทางการเมือง” ดังนั้น Sachs จึงแนะนำให้อาศัยกลไกตลาดเสรีต่อไป แต่ต้องปฏิรูปให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเพิ่มความเคร่งครัดเกี่ยวกับธรรมาภิบาลทั้งของบริษัทต่างๆ ตลอดจนจรรยาบรรณของนักวิเคราะห์อีกด้วย
รัฐธรรมนูญ
การทำความเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าการสอบข้อเขียน หรือ ปากเปล่า) ไม่ควรตอบในเชิงเทคนิค แบบรัฐศาสตร์แบบเก่า ควรมองความเชื่อมโยง กับประเด็นหลัก ในแง่ประชาธิปไตย สังคม การเมือง โครงสร้างทางการเมือง และ เศรษฐกิจ ของไทยอย่างไร คือ รัฐธรรมนูญจะตอบโจทย์ใหญ่หลายประการ เช่น การมีประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน มันมีปัญหาในสังคมการเมืองไทย อย่างไร ต.ย. เช่น คณะกรรมการประชาธิปไตย ของหมอประเวศ ได้พูดถึงปัญหาของประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ของไทยไว้ชุดหนึ่ง แล้วที่สุดนำไปสู่ ข้อเสนอ กลายเป็นรากฐานของการร่าง รธน. ปี ๔๐ รธน. สรุปว่ารัฐธรรมนูญตอบโจทย์อะไรในทางรัฐศาสตร์
รัฐธรรมนูญคือ ชุดของกติกาที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันทางการเมืองต่าๆ และกำหนดความสัมพันธ์ของประชาชนและหน่วยงานของรัฐ (คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน – รธน.2550 ดี และ จำกัดอำนาจผู้ใช้อำนาจ คือกลไกในการควบคุม สร้างสมดุลระหว่างอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
อ.ธเนศ
1. ความหมายรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ Han Kelsen
ความยุติธรรมและกฎหมายเป็นคนละสิ่งกัน ในความคิดของนักทฤษฎีกฎหมายอย่าง Han Kelsen (1881-1973) เห็นว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสัมบูรณ์ (absolute) ในขณะที่กฎหมายเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relative) แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ (Pure law) ทีไม่ต้องพึ่งพากับอะไรหรือมีความเป็นเอกเทศ ด้วยคามพยายามที่จะกำหนดให้กฎหมายเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากตัวเอง (กฎหมาย)(Han Kelsen, “Science and Politics”,p.365) ไม่ได้เกิดจากผลประโยชน์หรือค่านิยม แต่กฎหมายก็ต้องการ “กฎ”ที่สูงกว่าและมีอำนาจมากกว่าเป็นตัวรองรับ และ Justification คือมีเหตุผลผลสนับสนุนการกระทำหรือให้ความสมเหตุสมผล โดยกระบวนการทั้งหมดในระบอบประชาธิปไตยก็จะไปสิ้นสุดที่รัฐธรรมนูญ
2. รัฐธรรมนูญถูกจัดเป็นกฎหมายสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถที่จะอ้างอิงกับอะไรที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นได้อีก อะไรที่เหนือหรือสูงกว่ารัฐธรรมนูญก็ย่อมจะมาจากสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย เช่น พระผู้เป็นเจ้า การรัฐประหาร ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
3. รัฐธรรมนูญถูกสร้างขึ้นจากสิ่งพิเศษ ที่นอกเหนือจากกฎหมายหรือจากสิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ กล่าวคือรัฐธรรมนูญต้องพึ่งพาสิ่งที่ไม่ใช่กฎหมาย รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นกฎหมายสูงสุดที่แปดเปื้อนไม่บริสุทธิ์เพราะต้องพึ่งพาอะไรอื่นๆที่ไม่ใช่ “กฎ” หรือ “ปทัสถาน” (norm) เพราะปทัสถานคือแบบแผนสำหรับยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติและมีรากฐานมาจากความถูกต้อง (righteousness) และมีเหตุผล (Rationality) แต่ปทัสถานก็เป็นเรื่องของการประเมินค่า (judgment) หรืการวินิจฉัยลงความเห็น ดังนั้นปทัสถานจะถูกกำหนดจากสิ่งปกติ (normal)
4. Georges Canguilhem .ให้ความเห็นว่าคำว่าปกติ (normal) มีรากศัพท์มาจากคำว่า Normalis ที่มาจากคำว่า Norma หมายถึง กฎ หรือ สภาวะทั่วๆไป (regular) ดังนั้นคำว่าปกติคือ ไม่เบี่ยงซ้ายหรือเบี่ยงขวาคือสมดุล สภาวะปกติคือสภาวะที่ปราศจากค่านิยม
5. (นศ.สรุปเองว่า)รัฐธรรมนูญ ต้องไม่มาจาก สิ่งพิเศษนอกรัฐธรรมนูญ แต่ต้องมาจาก ปทัสถานที่กำหนดจากสิ่งปกติ (norma) ตามความหมายของ Georges Canguilhem คือสมดุลไม่เบี่ยงซ้ายหรือขวา เพราะปทัสถานเองก้เป็นเรื่องของการวินิจฉัย ประเมินค่า
6. ในระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชน(people)ไม่ต้องการกฎหมาย เพราะกฎหมายมาจากประชาชน แต่ประชาชน (people) ต้องการรัฐ (State) แต่รัฐไม่ต้องการประชาชน รัฐต้องการประชากร(population) เพราะประชากรมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) คือมีเกิดและตาย (Michel Foucault) รัฐทำให้ประชาชนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้อำนาจอธิประไตยแม่จะแตกต่างกันถ้าไม่มีรัฐแล้วความเป็นประชาชน ก็เป็นเพียงแค่ ฝูงชน (multitude) ที่มีแต่ความหลากหลาย ปราศจากความเป็นเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสภาวะของความเป็นอำนาจอธิปไตยเกิดความลักลั่น เหมือนกรณีการชุมนุมของเสื้อเหลืองเปรียบเหมือนฝูงชนภายใต้อำนาจอธิปไตยที่ลักลั่น(ขาดความเป็นระเบียบทำให้เกิดเหลื่อมล้ำไม่เป็นไปตามกฎ) สรุปปรกฎการณ์เสื้อเหลืองและเสื้อแดงเป็นปรากฎการณ์ของฝูงชน ในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ความหลากหลายไม่สามารถก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าไม่สลายความแตกต่างไปก่อน (ความเห็น นศ.)
7. ในระบอบเสรีประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย
8. ในการร่างรัฐธรรมนูญ “คณะบุคคลกลุ่มที่ร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นตัวแทนที่ประชาชน “เลือกขึ้นมา ทำหน้าที่แทน” หรือ “ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทน” ประชาชน ในกรณีแลกคือมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในกรณีที่สองมาจากอำนาจพิเศษที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย (Extra-legality) เช่นการรัฐประหาร อะไรคือมาตรฐานตัดสินว่าคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ We the people ..เราคือประชาชนของประเทศ (หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕) แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพ เป็นอำนาจที่สัมบูรณ์ (absolute) บางครั้ง ผู้ถูกแทน(ประชาชน) กลับมาทีหลังผู้แทน กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เป็นผู้ที่มาก่อนผู้ถูกแทน (ประชาชน) ซึ่งตามกรอบคิดจะเป็นลักษณะของฟาสซิสม์มากว่าที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นเรื่องของกลุ่มเผด็จการที่กระทำในนามของอำนาจอธิปไตย ดังนั้นภายใต้โครงสร้างของรัฐในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี สิทธิ เป็นพื้นฐานเพื่อป้องกันการรุกรานจากอำนาจอธิปไตย หรือ การรุรานของ “อำนาจประชาธิปไตย”
o นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าระบบตัวแทนเป็นกรอบคิดแบบ อภิสิทธิ์ชน (aristocracy) มากกว่าเสรีประชาธิปไตย เพราะการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความเพียง ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่กษัตริย์ เอกอัคราชทูต ข้าราชการก็เป็นตัวแทนของรัฐได้ การมีตัวแทนหรือการเป็นตัวแทนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประชาธิไตย
o ระบอบประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาททางการเมือง ระบอบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่ก็ไม่ยึดหลัการปกครองโดยตรงหมือนเอเธนส์ แต่เน้นการมีตัวแทน โดยระบอบเสรีหประชาธิไตยแบบใหม่ใช้ กรอบคิดเรื่อง Consent หรือความยินยอม เป็นหลักในการปกครอง
o คำถามว่าระบบตัวแทนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่? กรอบความคิดเรื่องความเป็นตัวแทนเป็นกรอบคิดของยุโรปสมัยกลางไม่ใช่ประชาธิปไตยของกรีกโบราณ เป็นกรอบคิดในคริสศตวรรษที่ ๑๓ และ ๑๔
o ผลงานความคิดที่สำคัญเรื่องการเป็นตัวแทน คือผลงานของ Thomas Hobbes โดย Hobbes ให้คำนิยามรัฐในฐานะที่เป็นบุคคล (Person) คนเดียว หรือเเป็นกลุ่มบุคคลที่จะกระทำการใดและมีความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นๆ ในการกระทำแทนหรือในนามของ ”กลุ่ม” คน อื่นๆได้
o ในปลายสมัยกลางของยุโรปเป็นต้นมา การเป็นตัวแทนที่เชื่อมต่อเข้ากับสถาบันกษัตริย์ เป็นการมอบอำนาจ (authorization) ระหว่างผู้ปกครองที่เป็นสภาบันการเมืองที่เป็น “อมตะ” เช่นสถบันกษัตริย์ และผู้ถูกปกครอง จนทำให้การเป็นตัวแทนหรือการมอบอำนาจตามสัญญาประชาคมนั้นทำให้ตัวแทน (สถาบันกษัตริย์) เป็นสิ่งที่คงที่หรือคงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
o ในความเป็นตัวแทนนั้นมีความเปลี่ยนแปลงออยู่ตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่องและสร้างเสถียรภาพจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
o กรอบคิดของเสรีนิยม การเป็นตัวแทนมีรากฐานอยู่ที่ บุคคล (person) ในกรอบความคิดของ Hobbes อำนาจที่เกิดขึ้นจึงเป็นอำนาขของบุคคลแต่ละคนมากกว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนที่มี Rationality ในการเห็นเป้าหมายหรือผลประโยชน์ของตนว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เป็นกรอบความคิดของความเป็นปัจเจกชน ความเป็นตัวแทนจึงแสดงลักษณะของความเป็นส่วนตัว (private) ถึงแม้ว่าการเป็นตัวแทนจะสามารถทำได้ในกรอบของส่วนรวมหรือสาธารณะก็ตาม แต่ความเป็นส่วนรวมก็ไม่ใช่รากฐานของความเป็นตัวแทน นอกจากนั้นการมีทรัพย์สินและการมอบอำนาจให้กับตัวแทนบ่งบอกถึงสถานะและศักดิ์ศรี บุคคลในฐานะทีมีศักดิ์ศรี (dignity) เท่านั้นจึงสมควรที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทน
· Hobbes มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวและโหดร้าย ในสังคม มนุษย์แต่ละคนควรสละเสรีภาพ และทำสัญญาเพื่อมอบอำนาจให้รัฐเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย (จาก Leviathan)
o สำหรับเรื่องของแนวคิดเรื่องตัวแทน (representation) ก็ยากที่จะหาข้อสรุป ได้ว่าคืออะไร เนื่องจาก ระหว่างตัวแทน (representation) และ ผู้ที่ถูกแทน(represented) หรือประชาชนนั้น มีแนวคิดเรื่องช่องว่างคือความเป็นเอกภาพระหว่างผู้แทนและผู้ถูกแทน ไม่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น การครอบคลุมถึงส่วนต่างๆของสังคมไม่ได้ทั้งหมด ความแตกาต่างระหว่างโครงสร้างของสังคม ที่แตกต่างไปจากโครงสร้างทางการเมืองและรัฐ
o รัฐประชาชาติมีความแตกต่างไปจากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช (absolutist state) ถึงแม้ว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชอาจจะมีความเป็นรัฐสมัยใหม่ (modern state) แต่ก็ไม่ใช่รัฐประชา ชาติ เพราะในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ในขณะที่รัฐประชาชาติ อำนาจอธิปไตยเป็นของ “ประชาชน” หรือ ชาติคือประชาชน และอำนาจประชาธิปไตยอยู่ที่หรือเป็นของ “ประชาชน”
9. การเมืองแบบพรรคและรัฐสภา
o สำหรับโลกเสรีประชาธิปไตยเมื่อความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันหรือแย่งสิ่งที่มีคุณค่าอันเดียวกัน การแก้ปัญหาที่นิยมกระทำกันก็คือการออกเสียง เช่น การยกมือออกเสียงในสภา เพราะเสียงเป็นสิ่งเดียวที่มีความหมายที่ประชาชนจะใช้ในการต่อสู่ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ (ในทางทฤษฎี)
o ในทางปฏิบัติ หรือถ้าเสียงข้างมากมิได้ดำเนินไปตามการใช้ “Rationality” คือไม่เป็นไปตามความคาดหวังหรืออุดมคติของเสรีนิยม วัฒนธรรมทางการเมืองโดยเฉพาะระบบรัฐสสภา เป็นเรื่องของ “กำลัง” ที่เกิดจากจำนวนที่มากกว่า กฎหมายในรัฐสภาจึงเกิดจาก กฎหมู่ การเป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองในรัฐสภาดำเนินไปพร้อมกับการจัดกลุ่มทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานทางเศรษฐกิจนอกระบบรัฐสภา สิ่งที่ปรากฎในสภาจึงกลับเป็นนามธรรม เช่น ตัวแทนของประชาชน ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีความเป็นรูปธรรมกลับไม่ปรากฎในรัฐสภา
o บทบาทของกลุ่มต่างๆทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าต้องการอะไร เพราะผลประโยชน์ชัดเจนอยู่ตรงหน้า จึงไม่มีความจำเป็นต้องถกเถียงกันหรือหาเหตุผลอีก
o การประชุมในรัฐสภาการอภิปรายถกเถียงกันจึงมีสถานะไม่แตกต่างไปจากการ “เล่นละครการเมือง” ให้สมกับความเป็นนักการเมือง ดังที่ Carl Schmitt ได้ให้ความเห็นว่าการอภิปรายในรัฐสภาเป็นการเมืองที่ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร
o โลกการเมืองเป็นโลกของ “ปริมาณ” เพราะเป้าหมายของนักการเมืองอยู่ที่ชัยชนะ ก็ต้องการคะแนเสียงที่มาก การเมืองจึงเป็น อาชีพหนึ่ง เป็น”สัมมาชีพทางการเมือง” ไม่ใช่เรื่องของการเสียสละหรือทำงานการกุศล และภายใต้หลักการของเสรีนิยมนั้นการเสียสละเป็นการละเมิดหลักการของเสรีนิยม
o ระบอบการเมืองแม้จะตั้งอยู่บนหลักการของเสรีประชาธิปไตย แต่การดำเนินการทางการเมืองเป็นแบบกลุ่มมากกว่าจะเป็นเรื่องของปัจเจกชน
10. รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายสูงสุดในระบบอบเสรีประชาธิปไตย หรือ มี “Decisionism” คือมีคนคิดให้เราอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ Carl Schimitt challenge the liberal-democracy theory of sovereity
แนวคิด หรือ Concept ของรัฐธรรมนูญทุกฉบับในโลกไม่ว่า จะมีที่มาอย่างไรเช่น การรัฐประหาร 2549 ของไทย หรือ แมกนากาต้า ของอังกฤษ จุดประสงค์หลัก เพื่อคุ้มครอง “สิทธิและเสรีภาพ” ของประชาชนและ “จำกัดอำนาจ” ของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจรัฐ โดยการใช้กลไกอำนาจรัฐที่รักษาความสมดุลทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ และ การตรวจสอบไม่ว่าผู้ปกครองจะเป็นใคร คณะใด การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญมีจุดประสงค์เดียวกันหมด รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญไทยที่บัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพ ไว้ดีที่สุดของรัฐธรรมนูญไทย ที่ดีเพราะเขียนไว้ทุกอย่างและมีผลในทางปฏิบัติเลยไม่ต้องรอกฎหมายลูก แตกลไกการใช้อำนาจรัฐอาจมีปัญหาต้องพิจาณาปรับปรุงแก้ไข(สมคิด เลิศ) ประเด็นที่น่าคิดคือ รัฐธรรมนูญ 2550 มีอะไรเปลี่ยนแปลง (ด้านสิทธิเสรีภาพ) หรือประเด็นสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ 2550 กระทบประชาชนอย่างไรบ้าง (ให้มากที่สุด) หรือ กฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) กระทบภาคประชาชนอย่างไร (เช่น ให้สิทธิการรวมตัวกันในภาคเอกชน NGO สหภาพ เป็นต้น) ระบบเลือกตั้ง 40 หรือ 50 อะไรดีกว่ากัน (ดูอำนาจบริหาร นิติบัญญติ และ การตรวจสอบ เพราะการร่างรับธรรมนูญที่ดีขึ้นกับ การคานอำนาจกันระหว่าง อำนาจยริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ)
· แนวคิดพื้นฐานของ Schmitt คือการทำลายสมการพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า เจตจำนงทั่วไป (General Will)l จะนำไปสู่เสรีภาพ (Freedom) รัฐบาลที่ดี (Good Government) เพราะความคิดพื้นฐานของเสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าถ้าประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงของเขาได้อย่างอิสระเสรีแล้วประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนจะได้รัฐบาลที่ดี ประชาชนจะมีประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเป็นวาทกรรมทางการเมืองหลักๆที่เรามักได้ยิน คือถ้ามีการเลือกตั้งและเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตและยุติธรรมแล้วคนเราก็จะมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เราก็จะมีรัฐบาลที่ดี และได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ Schmitt โจมตีว่ามันไม่เป็นความจริง และ Schmitt ยังโจมตีว่าความคิดของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถ้าประชาชนมีส่วนร่วมและถ้าเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่จะได้กฎหมายที่ดีสำหรับประชาชน ซึ่ง ชมิทธ์ โจมตีว่าไม่จริง มันเป็นการทำอยู่บน เอกลักษณ์หรือความเหมือนกัน (Identity) บางอย่างที่ทำให้ General Will นำไปสู่ เสรีภสพและรัฐบาลที่ดี อยุ่แล้วโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ ชมิทธิ์ล้มล้างว่าไม่เป็นความจริง คือทฤษฎีการเมืองของ ชมิทธิ์ กล่าวว่ามันมีช่องว่างอยู่มากระหว่าง general will และ เสรีภาพ ระหว่าง General will กับ รัฐบาลที่ดี ระหว่าง general will กับกฎหมาย Schmitt เห็นว่าเป็นช่องว่างที่ใหญ่มากและถ้าไม่ทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ดีเราจะไม่มีทางสร้างการเมืองที่ดีขึ้นมาได้จริงๆ เพราะเราไปเชื่อว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ประชาชนมีเจตจำนง ทำการเมืองอย่างเต็มที่แล้ะทุกอย่างก็จะดีไปหมด เป็นแวคิดที่ ชมิทธิ์โจมตีไว้ ชมิทธิ์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย สิ่งที่มีอำนาจทีสุดในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสุดท้ายไม่ใช่ General Will แต่จริงๆมันคือ Decisionism (คือ สิ่งต่างๆทางการเมืองมีการตัดสินใจล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว) ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือของคนในสังคม มีคนบางพวกบางกลุ่ม บางพวกตัดสินใจอยู่ก่อนแล้ว แล้วนำสิ่งที่เขาตัดสินใจอยู่แล้ว มาเป็นแนวทางบังคับให้คนในสังคมเชื่อหรือยึดถือ โดยมีขบวนการที่ซับซ้อนจนคนในสังคมนั้นคิดว่าตัวเองเชื่อและต้องการสิ่งนั้นๆจริงๆ นับเป็นแนวคิดหรือทฤษฎีทีสำคัญที่สุดของชมิทธิ์ คือ Decisionism และ ชมิทธ์ ก็โจมตี Norm ของ Kelsen ว่าเป็น Decisionism หนึ่ง คือมีคนบางกลุ่มทึกทักว่าอะไรบางอย่างเป็น Norm (รูปแบบ แบบแผน หรือ มาตรฐาน) ของสังคม แล้วบอกว่าคนในสังคมนั้นต้องยึดถือ Norm นั้นเหมือนๆกัน ชมิทท์ เห็นว่ามันเป็น Decisionism ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ไม่ได้มาจากการถกเที่ยงของใครเลย ตัวอย่างประเทศไทย อ.ศิโรตน์ ยกตัวอย่างในรัฐธรรมนูญว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว การที่บอกว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยวมีการลงประชามติหรือเปล่าหรือว่าเคยมีการปรึกษาหาหรือของคนในสังคมหรือเปล่า ในแง่ประวัติศาสตร์ก็ไม่มี รัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นมาโดยคิดว่าไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกดินแดนไม่ได้ คำถามถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตย ทำไมประเทศไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว เคยมีการปรึกษาคนในประเทศไทยหรือไม่ว่าไทยต้องเป็นรัฐเดี่ยว ถ้าถามแบบ ชมิท คือรัฐเดี่ยวของไทยเป็น ปทัสถาน ของใคร ? ใครสร้างมันขึ้นมา แล้วทำไมต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ เป็นสหพันธรัฐได้ใหม เป็นมลรัฐได้ไหม เป็นเขตปกครองพิเศษบางพื้นที่ได้ไหม แต่ถ้าถามแบบ Kelsen ก็อาจจะถามว่าที่ไทยเป็นรัฐเดี่ยว คนไทยชอบการปกครองแบบรัฐเดียว (ซึ่งก้ไม่รู้ว่าถามคนไทยที่ไหน ถามคนไทยกี่คน พ.ศ. ไหน และ แต่ละ พ.ศ. คิดเหมือนกันหรือเปล่า)ก็ตอบไม่ได้ แต่ถ้าถามอย่าง ชมิท คือ ปทัสถาน ที่เราเชื่อนั้นมันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า ใครเป็นคนกำหนดแล้วเราคิดว่าเป็นของเรา อีกประเด็นที่ ชมิทท์ โจมตีว่าเสรีประชาธิปไตยล้มเหลว โดยบอกว่าเสรีประชาธิปไตยปฏิเสธระบบเผด็จการและปฏิเสธอำนาจนิยมทุกรูปแบบ แต่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ของเสรีประชาธิปไตยในแง่ความคิดทางการเมืองจะพบว่า ปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นของเสรีประชาธิปไตยในทุกประเทศ ทุกสังคมมันจะมาพร้อมกับการสร้างเสรีประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นเริ่มจากคนกลุ่มน้อย เริ่มต้นจากคนกลุ่มน้อยก่อน เช่น การให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันถือว่าเป็นมาตรฐานประชาธิปไตย ถ้าสังคมไหนไม่มีมักจะถือว่าไม่มีประชาธิปไตย คำถามในแง่ประวัติศาสตร์ความคิดคือปรากฏการร์นี้มันเกิดมาจากขบวนการประชาธิปไตยหรือเปล่าจากประวัติศาสตร์ ถูกเรียกร้องจากผู้หญิงกี่คนไม่ใช่ผู้หญิงทั้งหมดของสังคมและเราถือว่าสิทธิแบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า และเมื่อได้สิทธิไปแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกเสียงโดยคิดเรื่องประชาธิปไตย แต่คิดถึงเรื่องอื่นๆเช่น ผู้หญิงเลือกผู้หญิงด้วยกันเลือกผู้หญิงที่สนใจเรื่องผู้หญิงด้วยกัน ไม่ได้คิดว่าเป็นการลงคะแนนเพื่อประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียม การรณรงค์การเลือกตั้งว่าควรเลือกแบบไหนถึงจะเป็นประชาธิปไตย (คือคิดว่าคนไทยยังไม่เข้าใจเสรีประชาธิปไตย จึงทำให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยเป็น Dcisionism ตามแนวคิดของ ชมิทท์) ดังนั้นจึงเป็นเผด็จการ ดังนั้นการที่จะลากเส้นระหว่างเสรีประชาธิปไตยกับเผด็จการเป็นความจริงหรือไม ขบวบการรณรงค์การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า มันเป็นการยัดเยียดวาระทางการเมืองบางอย่าง บางอย่างที่ผู้ให้การศึกษาคิดว่ามันดี ไปสู่ชาวบ้านซึ่งเราคิดว่าวิธีนี้จะทำให้เกิดประชาธิปไตย ทั้งๆที่ขบวนการดังกล่าวเป็นประชาชนหรือเปล่า เป็นคำถามที่ ชมิท ถามว่า องค์ประกอบของประชาธิปไตยทั้งหมดมันมีความเป็นเผด็จการซ่อนเล้นอยู่มาก แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าเสรีประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการจริงๆ ขณะที่อังกฤษเป็นแม่แบบของเสรประชาธิปไตย แต่อังกฤษก็เป็นประเทศจักรวรรดินิยมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการฆ่าคนพื้นเมืองอย่างโหดร้ายในอินเดีย ในพม่า Norm (ทิศทางใหญ่ๆ ของสังคม) ที่กล่าวอ้างเป็นจริงหรือเปล่าทำไม่ประเทศที่อ้างว่ามีประชาธิปไตยจึงฆ่าคนได้มากเช่นนั้น สหรัฐมี Norm จริงหรือเปล่า ทำไมบางครั้งเลือก Democrat (แนวคิดที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงทางเศรษฐกิจ) บางครั้งเลือก Republican (แนวคิดเศรษฐกิจเสรี) ถ้าเป็นคำถามของ ชมิท
· หมายเหตุ เนื่องจาก ทั้ง Kelsen และ Schmitt เป็นนักปรัชญา ดังนั้นคำว่า Norm ขอให้วิเคราะห์ในแง่ของ “วิธีหรือกรอบความคิดหรือแนวคิดไม่ใช้การปฏิบัติหรือพฤติกรรม” เช่น Norm ของคน สหรัฐฯ เกี่ยวกับประชาธิปไตย ก็คือแนวคิดที่เป็นรูปแบบ หรือมาตรฐานของคนอเมริกัน
· ประเทศไทยทำไมต้องเป็นเศรษฐกิจเสรี Norm แบบนี้เกิดมาได้อย่างไร ไม่ว่าไทยจะมีการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ถ้าเป็นคำถามของ ชมิทท์ เคยมีการลงประชามติหรือ norm เกิดจากคนกี่คน หรือ จอมพลสฤษดิ์
· แนวคิดของนักวิชาการจะวิเคราะห์ปัญหาให้ถ่องแท้แต่ไม่ได้หาทางออกให้ ไม่เหมือนนักวิชาการไทยไม่ค่อยวิเคราะห์ให้ถ่องแท้แต่ชอบฟันธง
· ทางออกเป็นเรื่องของสังคม ถ้าตามแนวคิดของ ชมิทท์ คือสังคมต้องแสดงออกถึงแนวคิดให้เต็มที่แล้วสังคมจะพบทางออกเอง ไม่ควรมีการประนีประนอม ไม่ต้องอ้างความสามัคคีของชาติ เพราะการอ้างความสมานฉันท์ เป็นการบอกให้คนบางกลุ่มเงียบ หรือหยุด แสดงความคิดเห็น รับเรื่องนี้ไปซะสามัคคีกันไว้ ถ้าคิดในกรอบประชาธิปไตย หรือ กรอบคิดแบบ ชมิทท์ ก็ไม่ถุกต้อง เพราะคนทุกกลุ่มต้องมีสิทธิแสดงออกหรือพูดได้อย่างเสรี ประเด็นการสร้างความคิดทางการเมืองของ ชมิทท์ น่าสนใจ คนที่ไปสอนว่าประชาธปไตยควรเลือกแบบไหน เป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย ถ้าประชาธิปไตยวางอยู่บนความเป็นปัจเจก (individual) และเสมอภาคเท่ากันใครจะมีสิทธิไปบอกใครว่าเลือกแบบนั้นดีหรือแบบนี้ดี เป็นคำถามที่ท้าทายดีของชมิทท์ ที่ตั้งคำถามแบบนั้น
· ถ้าเราไม่รู้จักตั้งคำถามเหมือน ชมิทท์ หลายๆครั้งเราก็จะรับเอาวาระทางการเมืองของผู้รู้ประชาธิปไตยไปเป็นวาระทางการเมืองของเรา กลายเป็นความคิดของเราและเราไปพูดต่อ กลายเป็นเจตจำนงของสังคมขึ้นมา ทั้งๆเป็นคำพูดของคนไม่กี่คน เช่น มักพูดกันแต่ว่านักการเมืองที่ดีต้องไม่ซื้อเสียง ต้องเป็นคนดี มีศีลธรรม มันเป็นวาทกรรมที่คนสร้างขึ้นมาเช่นข้าราชการ เผด็จการทหารเพื่อให้เชื่อว่า ไม่มีใครพูดว่านักการเมืองที่ดีต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือมีจุดยืนเพื่อคนยากจน คนด้อยโอกาสทางสังคม
· Political will เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไปหักล้าง general will ที่ว่านำไปสู่เสรีภาพ และรัฐบาลที่ดี ชมิทท์ จะตั้งคำถามว่า general will หรือเจตจำนง (ความตั้งใจมุ่งหมาย ความจงใจ) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิดจากการยัดเยียด เกิดจากการแต่ง ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า
· สื่อเป็นตัวกลางสำคัญในการเผยเพร่เจตจำนง สื่อในแต่ละสังคมใครควบคุม รัฐบาลควบคุม ทหารควบคุม (ต่างจากพฤภา 2535 ที่มีการพัฒนาสื่อ) แต่หลัง 2549 TPBS เป็นของรัฐบาล ดังเตจำนงของประชาชนเสรีนิยมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมือ่รัฐเป็นผู้คุมสื่อทั้งหมดเอาไว้ สังคมจะมีความคิดเสรีได้อย่างไรชมิทท์ มองว่าสื่อก็จะเป็นแหล่งโฆษณาชวนเชื่อไป คุมความคิด คุมความเห็น คุมวาระทางการเมืองได้ ในที่สุดก็จะคุมเจตจำนงทางการเมืองของคนในสังคมได้
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าเจตจำนงทางการเมืองคือที่มาของอำนาจทางการเมือง หรือเจตนารมของประชาชน แต่ ชมิทท์ บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสมัยใหม่มันตรงกันข้าม สมการทางการเมืองของ ชมิทท์ เกี่ยวกับสรีประชาธิปไตย คือ อำนาจทางการเมืองต่างหากที่กำหนดเจตจำนง หรือเจตนารมทางการเมืองของประชาชน หรือความต้องการทางการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ประชาชนกำหนดอำนาจทางการเมือง ความเป็นประชชาชนถูกสร้างโดยอำนาจทางการเมือง ความคิดของประชาชนถูกสร้างจากอำนาจทางการเมืองตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ความคิดที่เราคิดว่าเป็นของเราจริงๆมันเป็นของเราหรือเป็นขบวนการของรัฐผ่านสื่อต่างๆ โรงเรียน สถาบันการศึกษา เป็นความคิดอิสระของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
· Political Power ชมิทท์ วิจารณ์ประชาธิปไตยรัฐสภาที่เป็น model หลักทางการเมืองของ ในโลกทางอุดมคติทางการเมืองทุกคนก็จะบอกว่ากำลังเคลื่อนไปสู่ประชาธิปไตย ต.ย. รัฐประหาร 19 กันยา ทหารตั้งรัฐสภาขึ้นมา มีสภนิติบัญญัติแห่งชาติ ชมิท? มองว่าปรการณ์เหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าโลกใน ศตวรรษที่ 20 พยายามเดินไปสู่ประชาธิปไตย ขณะที่รูปแบบทางการเมืองก็เดินไปสู่รูปแบบการใช้สภา ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยต่างใช้ระบบสภาเป็นรูปแบบทางการเมือง และมักเป็นข้ออ้างว่าเมื่อมีสภาแล้วประชาชนก็มีส่วนร่วมทางการเมือง หรืออ้างว่ารัฐบาลมาจากประชาชน คือการใช้สภาในการสร้างความชอบธรรม
· ในกรณีหรือโลกเสรีประชาธิปไตย การปกครองแบบรัฐสภามาพร้อมกับลักษณะที่สำคัญมากข้อหนึ่งคือการอ้างว่าความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมทางความคิดเห็นไปไว้ในสภาให้หมด การอ้างว่าคนกลุ่มต่างๆที่ทะเลาะกันในสังคมอย่าทะเลาะกันข้างถนนให้ไปทะเลาะกันในสภาทั้งหมด นี่เป็นความคิดแบบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งต่อมาสังคมเผด็จการอื่นๆก็รับเอาแนวทางนี้ไปใช้ด้วย อย่ามีม็อบ การชุมนุมให้ไปเถียงกันในสภา เพราะเชื่อว่าสภา ความเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันได้ สามารถโต้เถียงกันได้ โดยใช้หลักเหตุและผลเพราะมีความเชื่อที่ลึกซึ่งต่อไปว่าสภาเป็นรูปแบบทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ความแตกต่างกันอยู่ด้วยกัน อย่างสันติและจะมีข้อสรุปที่ดีที่ทุกคนยอมรับได้ โดยเชื่อว่าสภาจะเป็นที่ๆจะเกิด Public Deliberation คือการปรึกษาหารือร่วมกันของสาธารณะ เชื่อว่าสภาจะให้กำเนิด Public argument หรือความคิดเห็นร่วม ขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public debate หรือการถกเถียงของสังคมร่วมกันขึ้นมา เชื่อว่าสภาจะทำให้เกิด Public discussion ขึ้นมา โดยขบวนการเหล่านี้อาจอยู่นอกสภาก็ได้ ไม่ต้องเกิดในสภาอย่างเดียว แต่ ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับขบวนการเหล่านี้ในสภาในกรอบเสรีประชาธิปไตยถือว่าขบวนการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสภาจะทำให้ได้สิ่งที่ดีขึ้นมา คำถามคือการถกเถียงแบบนี้มันให้สิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือเปล่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่สาธารณะจริงหรือเปล่า (คำถามปรากฎการณ์ทางการเมืองว่ามีจริงหรือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต้องพิสูจน์ เพราะในแต่ละสังคม ปรเทศมีไม่เหมือนกัน เช่น มี debate ที่โปร่งใสจริงหรือเปล่า) คำถามอีกข้อหนึ่งของ ชมิทท์คือต่อให้มีขบวนการแบบนี้ในสภาจริงแน่ใจได้หรือเปล่าว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นจากขบวนการแบบนี้(คำถามเชิงปรัชญา คือถึงพิสูจน์ได้ว่ามีขบวนการดังกล่าวจริงแล้ว ประชาธิปไตยจะเกิดจากขบวนการเหล่านี้ได้จริงหรือ) ถ้ารองตั้งคำถามแบบ ชมิทท์ ว่าการถ่ายทอดการแถลงนโยบายและการประชุมสภา แสดงให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า ประชาชนมีส่วนร่วมจริงหรือเปล่า คำถามมีต่อไปว่าทำไมไม่มีการถ่ายทอดการประชุมคณะรัฐมนตรี นโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเราอยู่ที่ ครม. หรือ สภา ซึ่งจะเห็นว่า ครม.กระทบต่อความเป็นอยู่ของเรามากกว่า แต่กรอบคิดของเราถึงจำกัดไว้ไม่ให้คิดถึงการถ่ายทอดการประชุม ครม. เช่นนโยบายการเวนคืนที่ดิน การสร้างเขื่อน การเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เป็นต้น อยู่นอกเหนือปริมณฑลที่ประชาชนจะเข้าถึงจึงมีคำถามวาขบวนการเหล่านี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง) ทหารที่ยึดอำนาจก็ไม่มีการถ่ยทอดการประชุมครม.เรื่องการซื้ออาวุธ ที่ผูกพัน 10 ปี เงินหลายแสนบาท ควรจะนำมาใช้ทางการศึกษา หรือด้านอื่นหรือเปล่า
· ทฤษฎีของ ชมิทท์ ถูกยกย่องว่าสำคัญเพราะมันเสนอในเรื่องที่ตอนหลังถูกพิสูจน์ว่า เสรีประชาธิปไตยมีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง ในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่ไม่มีวันแก้ได้ เป็นข้อเสนอที่สำคัญทีหักล้างกฎ ทางรัฐศาสตร์ที่มีมาก่อนที่เชื่อว่า ถ้ามีเสรีประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะดีขึ้น แต่ ชมิทท์ เสนออีกกฎหนึ่งว่าต่อให้เสรีประชาธิปไตยดีขึ้นประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังไม่เกิดเพราะเสรีประชาธิปไตยมีปัญหาในตัวเสรีประชาธิปไตยเองที่แก้ไม่ได้ นี่คือกฎอีกแบบหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นมา เช่น เสรีประชาธิปไตยเชื่อเรื่อง Public debateที่มีสมมุติฐานรองรับอยู่ 3 ข้อ คือ สมมุติฐานเรื่องอำนาจ ที่ถูกตรวจสอบได้ สมมุติฐานเรื่องการมีส่วนร่วม สมมุติฐานการมีอิสระสิทธิและเสรีภาพ ก็เป็นสมมุติฐานที่ใช้ยืนยันทฤษฎีของเขา
· อ.ศิโรจน์ เห็นว่าการเป็นนักรัฐศาสตร์เรียนรู้หลายทฤษฎีแต่ละทฤษฎีอาจเหมาะสมกับบางเวลาหรือสถานะการณ์เพราะทุกทฤษฎีมีจุดอ่อนจุดแข็งที่จะใช้ตามความเหมาะสม เพราะไม่สามารถพบได้ว่าทฤษฎีไหนทำให้เราค้นพบความจริง เพราะทุกทฤษฎีก็พยายามค้นหาความจริงที่อาจจะยังไปไม่ถึง ประสบการณจะทำให้เราทำความเข้าใจได้ว่าทฤษฎีไหนน่าเชื่อถือและปฏิบติได้จริง เช่น แนวคิดอมาตยาธิปไตย เป็นทฤษฎีที่นักรัฐศาสตร์ใช้มากในการอธิบายสังคมไทย สมัยจอมพลสฤษดิ์ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ข้าราชการเป็นใหญ่ พอรัฐบาลหลัง 19 กันยายน 2549 ก็มีนักวิชาการนำเอาแนวคิดนี้มาใช้มากขึ้นว่า 19 กันยายน เกิดเพราะ อมาตยาธิปไตย เพราะมันเกิดจากชนชั้นนำ ข้าราชการเก่า ทหารเก่า แต่ว่าในการนำมาวิเคราะห์ทางสังคมปัจจุบันกลับติดปัญหาแน่นอน เช่น อมาตยาธิปไตยในช่วงสังคม ค.ศ. 1960 (2503) ระบบราชการมีความเข้มแข็งมากขณะที่ในปี 2549 ราชการมีความอ่อนแอ คนเก่งในภาคราชการสู้ภาคเอกชนไม่ได้เลย ในขณะที่ปี 2503 คนเก่งๆอยู่กับราชการทั้งนั้น เช่น อ. ป๋วย อึ๋งภากร เสนาะ อุนากูล เป็นต้น ระดับ Elite ของสังคมในช่วง 2549 ไม่มีในวงราชการอีกแล้ว ดังนั้นจะใช้ทฤษฎีอมาตยาธิปไตย อธิบายสสังคมขณะนี้ก็มีปัญหา คือทฤษฎีแต่ละทฤษฎีก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนในบางเรื่องแล้วแต่ว่าเราเข้าใจมันมากน้อยแค่ไหน (ความเห็น นศ. น่าจะนำทษฎีของ ชมิทท์มาอธิบายปรากฎการณ์ 19 กันยายน 2549 เรื่ององค์อธิปัตย์ ที่ปรากฎขึ้นเมื่อเกิดวิกฤต)
· อ. ศิโรจนต์ เห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญไทยเอานักวิชาการผู้รู้ไม่กี่คนมาร่างไปตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีไม่ได้ปรึกษาคน ไม่ว่าจะเป็น 2540 หรือ 2550 การร่างรัฐธรรรมนูญต้องมาจากความต้องการของประชาชน ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจหรือกลุ่มคนไม่กี่คน
· ที่มาของรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช้เฉพาะตอนทำประชาวิจารณ์ หรือเอาเฉพาะนายพลแก่ๆ ข้าราชการแก่ๆ หรือนักวิชาการไม่กี่คนมาร่างโดยไม่รู้ว่าประชาชนต้องการอะไร โดยเฉพาะการร่าง รธน. 2549 ประชาชนไม่มีส่วนร่วม มีส่ว่นร่วมแบบน่าเกียจคือรับหรือไม่รับเท่านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ยังเปิดกว้างกว่ามาก (อ.ศิโรจต์) รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นแม้จะถูกร่างภายใต้สหรัฐฯ แต่ไม่มีการรัฐประหาร การมีส่วนร่วมจึงต่อเนื่อง แต่ของไทยทุกครั้งที่มีรัฐประหาร รัฐธรรมนูญจะถูกฉีก ปัญหาของประเทศไทยคือฉีกรัฐธรรมนูญกันง่ายไป
· ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มีอยู่จริงในสังคมไทยหรือเปล่า เป็นประเด็นที่ ชมิทท์ พูดไว้มากพอสมควร เสรีประชาธิปไตยวางอยู่บนพื้นฐานที่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ชมิทท์ ตั้งคำถามว่าจริงหรือเปล่าที่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดในระบอบเสรีประชาธิปไตย (Decisionism คือมีอำนาจบางอำนาจกำหนดเรื่องบางเรื่องไว้แล้ว โดยไม่ต้องผ่าน รธน. หรือผ่านรัฐสภา) ชมิทท์ใช้แนวคิด Decisionism โจมตีว่า แนววคิด (concept) ที่เสรีประชาธิปไตยที่ว่ารัฐธรรมนูฐเป็นกฎหมายสูงสุดนั้นมันไม่เป็นความมจริง รัฐธรรมนูญเป็นผลของการร่างโดยคนไม่กี่กลุ่มซึ่งไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดด้วยตัวมันเอง เพราะความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเกิด มาจากหลายเงื่อนไข เช่นมีการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาค้ำรัฐธรรมนูญ มีการใช้อำนาจทางการทหารเข้ามาค้ำ รธน.เอาไว้ แต่ รธน.เป็นกฎหมายสูงสุดหรือเปล่าเป็นสิ่งที่ ชมิทท์ ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา
· อีกแนวหนึ่งที่ ชมิทท์ ใช้วิจารณ์ความเป็นกฎหมายสูงสุดของ รธน. คือ ความคิดเรื่องException หรือ Exceptionism ชมิทท์ อธิบายว่าในสังคมการเมืองต่างๆมันจะมีสถานะการทางการเมืองอยู่สองแบบ แบบแรกคือสถานะการณ์ทางการเมืองแบบปกติ ที่สภาและรัฐบาลทำงานไปตามปกติ (ชมิทท์ มองว่าไม่ได้สท้อนความเป็นจริงทางการเมือง) แบบที่สองเป็นสถานการณ์การเมืองแบบพิเศษ (มันซุกซ่อนอำนาจพิเศษบางอย่างไว้) ชมิทท์ อธิบายว่าความสัมพันธ์ทางการเมืองที่สำคัญให้ดูสถานะการพิเศษทีสังคมเกิดวิกฤตมากๆ หาทางออกไม่ได้ ดูว่าในเวลานั้น เกิดอะไรขึ้นใครเป็นคนตัดสินใจว่จะทำอะไรในเวลานั้น นั่นคือสถานะการณ์ที่เรียกว่า Exceptionist ความเป็นจริงทางการเมืองของสังคมจะปรกฎออกมา เช่น ใครมีอำนาจสูงสุด บรรทัดฐานทางการเมืองของแต่ละสังคมคืออะไร มันจะปรากฎออกมาในเวลาแบบนั้น ถ้าจะศึกษาการเมืองให้ดูว่าสังคมนั้นๆเวลาเกิดวิกฤต (สังคมตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆด้วยตัวเองไม่ได้ ถึงเวลานั้นจะมีคน หรือ กลุ่มคนลุกขึ้นมาตัดสินใจ) ไม่ต้องดูพรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ตัวแสดงสำคัญคือใคร ตัวแสดงแต่ละตัวสร้างระบบการเมืองแบบไหนขึ้นมา สร้างสถาบันการเมืองแบบไหนขึ้นมา สิ่งนั้นมีความสำคัญกว่าในการศึกษาการเมือง เช่นกรณี 911 บรุซ ประกาศเลยว่าจะทำสงครามกับอิรัก (Exception ในที่นี้คือ 911 ที่ประธานาธิบดี กับผู้นำทหารเพียงไม่กี่คนกำหนดชะตากรรมของประเทศ สหรัฐฯ) องค์อธิปัตย์คือชนชั้นนำทางการทหารของสหรัฐฯเพราะมีผู้นำทางการทหารร่วมด้วย (ไม่ใช่ประธานาธิบดีบรุซ ประธานาธิบดีคนอื่นก็อาจต้องตัดสินใจเหมือนกัน)
· โดยทิศทางแล้วในสังคมหนึ่ง องค์อธิปัตย์จะอยู่ที่คนไม่กี่กลุ่ม หรือไม่กี่คน เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ ในตะวันตกพวกผู้นำชนชั้นกระฎุมภี ตัวละครอาจจะเปลี่ยนแต่องค์อธิปัตย์ที่เป็นหน่วยทางการเมืองเป็นผู้นำของชนชั้นมักจะไม่เปลี่ยนง่าย เช่นผู้นำนอกรัฐธรรมนูญ
· คำถาม อ. ศิโรจน์ มองว่า 19 กันยา อธิบายไม่ได้ชัดว่าเกิดวิกฤตหรือเปล่า แต่ที่ชัดเจนคือ 6 ตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่อำนาจรัฐไม่เหลืออยู่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ถูกล้ม ทหารก็ไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะทำอะไรได้ (พฤษภา ทมิฬ ก็อาจนำ ชมิทท์ มาวิเคราะห์ได้ในระดับหนึ่ง) แต่ 19 กันยาไม่แน่ใจว่าจะใช้แนวคิด ชมิทท์ นี้ได้หรือเปล่า ประเทศไทย อำนาจอธปัตย์ ไม่ได้อยู่ที่นายก (คนมักเข้าใจผิด) แต่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำบางพวก (อำนาจสูงสุดไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ไม่ได้ถูกด่า)
· ที่สำคัญอีกอย่าหนึ่งของ ชมิทท์ คือ เรื่องการแบ่งแยกอำนาจต่างๆ ของสถาบันทางการเมือง ความเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยสำหรับเสรีประชาธิปไตย แบ่งเป็น 3 อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และถ่วงดุลกัน อำนาจต้องไม่อยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องกระจาย ไม่รวมศูนย์ ถานักการเมืองรวมศูนญ์อำนาจก็จะถูกโจมตีว่าไม่ดี เช่น ดร.ทักษิณ เป็นการทำลายเสรีประชาธิปไตย ทำไมเสรีประชาธิปไตยจึงเชื่อเรื่องแบ่งอำนาจ และความสมดุลแห่งอำนาจ เพราะอยู่ภายใต้แนวคิด (concept) แบบการตาด ตลาดจะทำงานได้ดี ผลประโยชน์จะตกแก่ลูกค้า ต้องไม่มีการผูกขาด การเมืองที่ดีต้องไม่มีการผูกขาด ไม่รวมศูนย์ ผลประโยชน์จะตกที่ประชาชน ชมิทท์ บอกแนวความคิดเรื่องการ Balance หรือสร้างดุลยถาพทางอำนาจเป็นวิธีคิดที่สำคัญในโลกตะวันตกในช่วงหลัง คริสศตวรรษที 16 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ล็อค หรือ มองเตสกิเออ ก็จะใช้ แนวคิดการสร้างดุลยภาพทางอำนาจมาอธิบายปัญหาสังคมตะวันตกแทบทั้งหมด เช่น การสร้างดุลการค้าระหว่างประเทศ ดุลยภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ การสร้างดุลยภาพระหว่างกษัตริย์พระองค์ต่างๆ การสร้างอำนาจทาการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ และ ชมิทท์ มองว่าแนวคิดังกล่าวนี้มีอิทธิพลที่มีนัยสำคัญต่อการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย
· เสรีประชาธิปไตยเชื่อว่าการให้การออกกฎหมายอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยที่กลุ่มนั้นสามารถใช้กฎหมายเองได้ด้วย คนกลุ่มนั้นอาจใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน ตามอำเภอใจได้ คือคนออกกฎหมาย และคนใช้กฎหมายต้องเป็นคนละกลุ่มกัน เพราะจะไม่ทำให้เกิดการผูกขขาดอำนาจ คือการแยกอำนาจนิติบัญญัติออกจากอำนาจบริหาร และ แยกการตีความทางกฎหมายออก คือ อำนาจตุลาการ ชมิทท์ อธิบายว่ารัฐธรรมนูญของตะวันตกมีแนวคิดดังกล่าวทั้งสิ้นแต่การที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ รธน.อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการรวบอำนาจเท่านั้น ขึ้นอยู่กับคนใช้รัฐธรรมนูญ แนวคิดนี้ก็สามารถใช้อธิบายการเมืองไทยได้เหมือนกัน เช่นเวลาทหารยึดอำนาจก็จะบอกว่าจะรีบร่างรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด อาจพูดได้ว่าเรามีการปกรองที่มีรัฐธรรมนูญแตไม่ได้หมายความว่าเรามีรัฐธรรมนูญจริงๆ เพราะมีการฉีกหรือร่างใหม่ได้ตลอดเวลา นำความคิดของ ชมิทท์ มาอธิบายว่าประเทศที่มีรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ระบบรัฐธรรมนูญ หรือไม่ได้ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นแม่บทในการปกครองประเทศ เช่นประเทศไทย รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความสำคัญในตัวเอง ชมิทท์ ให้ความสำคัญกับการแยกอำนาจมากโดยเฉพาะการบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ ชมิทท์ เชื่อมั่นการปกครองในระบอบประธานาธิบดี คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสร้างประชาธิปไตยเพราะเป็นการแบ่งแยกอำนาจบ ริหารและนิติบัญญัติที่ชัดเจน คณะที่การปกครองแบบรัฐสภาไม่ชัดเจน เพราะพรรคเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล รัฐบาลมี ส.ส.ในสภามากที่สุด การแบ่งหรือถ่วงดุลยอำนาจจึงไม่ชัดเจน สภาก็ตรวจสอบบริหารไม่ได้ เพราะเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ชมิทท์จึงไม่เชือประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเพราะมันตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาทั่วโลก เสียงข้างมากคุมทั้งสภาและบริหาร
· ชมิทท์ เชื่อว่าระบบประธานาธิบดีเป็นระบบถ่วงดุลอำนาจที่ดี สภาก็มาจากการเรื่องตั้งกระบวนการหนึ่ง ประธานาธิบดีก็มาจากการเลือกตั้งอีกขบวนการหนึ่ง และสองขบวนการนี้สามารถควบคุมกันได้เพราะมีที่มาที่แตกต่างกัน
· การอธิบายการเมืองไทยแบบรัฐสภาคือสภาคุมรัฐบาลไม่ได้ เพราะเป็นเสียงของรัฐบาลจึงคิดว่ารัฐประหารดีกว่า หรือ สร้างระบบผู้แทนจากการแต่งตั้งให้มีอำนาจเท่ากับผู้แทนที่มาจากการลือกตั้ง เราคาดหวังแบบลมๆแร้งๆว่าผู้แทนจากการเลือกตั้งจะมาคุมรัฐบาล เป็นวิธีการหาคำตอบแบบบ้านเรา ซึ่งเป็นปัญหาของระบบรัฐสภาทั่วโลก แต่ตะวันตกคิดว่าต้องแก้ปัญหาด้วยระบบประธานาธิบดี ชมิทท์ ชี้ปัญหาของรัฐสภาและหาทางออกเพื่อให้ประชาธิปไตยเติบโตขึ้น แต่ไทยโจมตีปัญหาและหาทางออกที่ทำให้ระบบรัฐสภาแย่ลงคือมีการหาผู้แทนที่มาจากการแต่งตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ
· ความคิดของ ชมิทท์ สังคมที่มีระบบรัฐธรรมนูญกับสังคมที่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญเป็นคนละเรื่องกัน ประเทศเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญได้เช่น พม่า อย่าไปคิดว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วประเทศจะมีประชาธิปไตย
· ถ้าการเรียนรัฐศาสตร์การเรียนรู้รัฐธรรมนูญจึงไม่เพียงพอ ต้องศึกษาเรื่องสิทธิเสรีภาพด้วยของประชาชนด้วย เพราะบางรัฐธรรมนูญไม่มีรายละเอียดเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือให้ทำตามกฎหมายยอื่นเขียนไว้
· ข้อเสียของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย แต่เวลามีการเดินขบวน ก็สามารถเอผิดจากกฎหมย พรบ อื่นได้เช่น กฎหมายทางเท้า กฎหมายจราจร ทำให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดกลายเป็นถูกบังคับด้วยกฎหมายอื่นด้านสิทธิและเสรีภาพ ทำให้เห็นว่า พรบ จราจร กับ รัฐธรรมนูญสิ่งไหนสำคัญกว่า
· ชมิทท์ เรื่องรัฐสภาคือขบวนการทางกฎหมยและการออกกฎหมาย
· ประชาธิปไตยคืออะไร ? ถ้าเราเชื่อเรื่องประชาธิปไตยาเราก็ต้องเชื่อเสียงส่วนใหญ่ แล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้ประกันว่าจะเกิดสิ่งที่ดีเสมอไปแล้วเราจะเชื่อเสียงส่วนใหญ่ได้อย่างไร ในหลายประเทศจึงมองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่ ต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วยปกครองด้วยหลักกฎหมายเป็นใหญ่ด้วย ต้องมีการแบ่งอำนาจอย่างจริงจัง มีการควบคุมผู้ปกครองอย่างจริงจังด้วย
· ประเทศไทยจะ สวิงอยู่แค่สองขั้วว่าประชาธิปไตยต้องมาจากเสียงส่วนใหญ่ อีกขั้วบอกมาจาก 19 กันยาก็ดีได้ไม่ต้องเสียงส่วนใหญ่ เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เอาเสียงส่วนน้อยแต่มีความรู้มาปกครองประเทศดีไหม การคิดแบบแบ่งขั้วมีประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือเปล่า
· Public discussion หรือ Public argument ชมิทท์ เชื่อว่าในระบบเสรีประชาธิปไตย มันทำงานบนสมมุติฐานรองรับ 3 ข้อด้วยกันคือ
o เชื่อว่าอำนาจทางการเมืองต้องถูกโต้แย้งเพื่อค้นหาชุด หรือค้นหาความจริงที่ดีที่สุดของสังคมร่วมกัน และนำปสู่
o ความเชื่อว่าขบวนการทางการเมืองทั้งหมดต้องเป็นเรื่องเปิดเผยเพื่อดึงเอาอำนาจมาอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเมือง และ
o สื่อจะต้องมีสิทธิเสรีภาพในการกระตุ้นให้พลเมืองแสวงหาความจริงได้มากที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ ในการตั้งคำถาม หรือการซักฟอก
ข้อสมมุติฐานทั้ง 3 ข้อเสรีประชาธิประไตยเชื่อว่าเมื่ออยู่รวมกันคือสิ่งที่จะเป็นหลักประกันของเสรีประชาธิปไตยในสังคม และเชื่อว่าประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น สิทธิเสรีภาพของสื่อสิทธิเสรีภาพของการชุมนุม สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
· สิทธิแสดงความคิดเห็นหรือหมิ่นประมาทต้องไม่เป็นคดีอาญา ต้องได้รับความคุ้มครอง ที่ในความเชื่อเรื่องการโต้แย้งอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลการให้สื่อเป็นอิสระ ทำให้เสรีนิยมและประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกันขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งมีคำถามว่า Liberal Democracy เท่ากับ Democracy หรือเปล่า เสรีนิยม+ประชาธิปไตย = ประชาธิปไตยหรือเปล่า หรือ ทำให้เป็นประชาธิปไตยน้อยลง แต่ ชมิทท์เชื่อว่าเป็นอย่างหลัง คือทำให้ประชาธิปไตยเสื่อมลง
· ชมิทท์ วิจารณ์เรื่องการเปิดเผยเปิดกว้างในระบอบเสรีประชาธิปไตยไว้มาก ประเด็นที่วิจารณ์คือระบบเสรีประชาธฺปไตย openness หรือ ความเปิดเผย หรือ Public opinion
11. Division and Balance of Power อำนาจต้องกระจายและสามารถควบคุมได้ ตามหลักการของเสรีประชาธิปไตย
12. กฏหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าใครคือองค์อธิปัตย์
· องค์อธิปัตย์อาจเป็นคนๆเดียวหรือกลุ่มคนในบางครั้งบางโอกาสหรือสถานะการณ์ เช่นชนชั้นนายทุนหรือกระฎุมภีและจะแสดงตัวออกมาเมื่อเกิดวิกฤต ตามแนวคิดของ Schmitt (น่าจะเป็นแนวคิดที่มาจาก มาร์กซ์)เช่น กรณี 14 ตุลา 2516 (คนเดียว) และ 19 กันยา 2549 (กลุ่ม)
· มาร์กซ์และ Schmitt มองว่าชนชั้นกระฎุมพี ทำลาย สมการทางการเมืองของเสรีประชาธิปไตยที่เชื่อว่า General Will นำไปสู่ Freedom, Good Government
13. โครงสร้างสถาบันทางการเมือง
· โครงสร้างส่วนบน ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล ศาล และพรรคการเมือง
· โครงสร้างส่วนกลาง ประกอบด้วย พรรคการเมือง (กลุ่มผลประโยชน์)
· โครงสร้างส่วนร่าง ประกอบด้วย ประชาชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
การปกครอง (อ.สมคิด)
· โครงสร้างการปกครอง ส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น
· กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการ กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กฎหมายละเมิด กฎหมายข้อมูลข่าวสาร กฎหมาศาสปกครอง เพื่อให้การบริหารราชการมีประสิทธิภาพดีขึ้น
14. Positivism (1847) เป็นกรอบของกฎหมายเก่า เป็นหลักทฤษฎีที่องค์ความรู้มาจากฐานปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ และ properties ตลอดจนความสัมพันธ์ของมัน จะถูก พิสูจน์ด้วย Empirical Science
o Carl Schmitt
15. รัฐประชาชาติและสิทธิ
16. The Rule of Law เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อว่าการปกครองด้วยกฎหมายดีกว่าการปกครองด้วยคน (the rule of man) การปกครองด้วยกฎหมาย เพื่อต้องการจำกัดอำนาจรัฐ (ตามแนวคิดของ Neo-Liberalism) และปกป้องคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในแง่เสรีประชาประชาธิปไตย The Rule of Law นั้นต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ
· ประชาชนต้องรู้ข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ
· รัฐทำอะไรต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบ
· ต้องมีการบังคับใช้ได้ในอนาคต
· ต้องมีความชัดเจน
· บังคับใช้ได้กับทุกคนทั่วไป
o Jean Bodin เชื่อว่ารัฐแบ่งแยกไม่ได้ อำนาจอธิปไตย เป็นอำนาจสูงสุด ไม่เชื่อว่ารัฐจะจำกัดอำนาจตัวเอง (แต่แนวคิดไม่เรื่องอำนาจอธิปไตยแบ่งแยกไม่ได้ให้ดู EU หรือสหภาพยุโรปที่ อำนาจอธิปไตยด้านการเงินของประเทศต่างๆ ถูกแบ่งไปแล้ว)
17. หน้าที่ของกฎหมาย คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ จำกัดอำนาจของผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจ
18. Weima Republic เป็นชื่อที่ใช้เรียก German State หรือรัฐเยอรมันในช่วง 1919-1933
19. รัฐธรรมนูญควรร่างโดยนักวิชาการผู้มีอำนาจหรือควรร่างด้วยประชาชน
· ควรร่างโดยนักวิชาการ หรือผู้มีอำนาจ แต่ควรร่างตามความต้องการของประชาชน (ขยายความเอาเวลาตอบ) นักวิชาการหรือนักกฎหมายเหมือนวิศวกรหรือช่างเทคนิคในการสร้างบ้านและประชาชนเหมือนเจ้าของบ้าน การร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องร่างตามที่เจ้าของบ้านต้องการ ปลูกบ้านต้องตามใจผู้อยู่ผูกอู่ต้องตามใจผู้นอน
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ Hans Kelsen วางทฎษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายไว้ทั้งในแง่ ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย, การให้อำนาจกฎหมายลำดับสูงในการออกกฎหมายลำดับรอง และ รวมทั้งถึงความมาก-น้อย ของกฎหมายลำดับศักดิ์ต่างๆ หลักเรื่อง GRUNNORM เป็น กฎหมายพื้นฐานเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหลักการในเรื่องนี้จะเป็นหลักที่ถูกตีความเสมอเพื่อเป็นการยอมรับหรือปกป้องสิทธิของประชาชนในกรณีพิพาทเรื่องการคุ้มครองสิทธิ กล่าวคือเป็นการคุ้มครอง “สิทธิ” ที่แม้จะไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม ดังนั้นทฤษฎีในเรื่อง GRUNNORM ดังกล่าวจึงเป็นการยอมรับการมีอยู่ของกฎเกณฑ์ที่มีศักดิ์สูงกว่ารัฐธรรมนูญ อันอยู่เหนือสุดในทฤษฎีปิรามิดแห่งกฎเกณฎ์แห่งกฎหมายของ Kelsen อีกประการหนึ่ง
· ประชาธิปไตยต้องการนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
Kelsen เห็นว่าประชาธิปไตยจะมีขึ้นได้ต่องมาจากรัฐและอาศัยโครงสร้างของรัฐ (ประชาชานต้องผ่านกลไกของรัฐ) เพราะ Grund Norm ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของปัจเจก
20. รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศมาจากไหน แตกต่างกันอย่างไร
· มีที่มาต่างกันบ้างมาจากการล้มระบบกษัตริย์เช่น ฝรั่งเศส บ้างมาจากการรัฐประหารยึดอำนาจ เช่นประเทศไทย แตกต่างกัน (ขยายความ)
· สำหรับ Kelsen ถือว่าไม่เป็นประเด็นสำหรับที่มาไม่ว่าจะเป็นจากการปฏฺวัติหรือวิธีอื่นๆ อำนาจทำให้เกิดกฎหมายหรือกฎหมายทำให้เกิดอำนาจ
Grund Norm เป็นเรื่องที่ควรจะเป็น “Ought to” ไม่ได้เป็นสิ่งที่ เป็น อยู่ หรือ คือ “Is” หรือต้องเป็นเช่นนั้น Kelsen มองว่า Heteronomy (ภาวะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการควบคุมของผู้อื่น เผด็จจการ) เป็นตัวเสริมสร้างกฎหมาย ในขณะที่ Autonomy (ความอิสระ การปกครองตนเอง ความเป็นปัจเจก) เป็นตัวทำลายกฎหมาย
ของ Kelsen “General Theory of Law and State” สำนักความคิดทางปฏิฐานนิยม positivism โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาสาย ธรรมชาตินิยม (ความจริงคืออะไร) ความจริงเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ มีอยู่แล้วรอการค้นพบ และแน่นอนตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงของ
อิมมานูเอิล คานท์ (Immanuel Kant) (1724-1804) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน จากแคว้นปรัสเซีย ได้รับการยกย่องโดยทั่วไปว่า เป็นนักคิดที่มีอิทธิพลมากที่สุดของยุโรป และเป็นนักปรัชญาคนสำคัญคนสุดท้ายของยุคแสงสว่าง เขาสร้างผลกระทบที่สำคัญไปถึงนักปรัชญาสายโรแมนติกและสายจิตนิยม ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 งานของเขาเป็นจุดเริ่มของ เฮเกิล
21. G.W.F. Helgel รัฐเป็นสิ่งที่แสดงออกของเหตุผล (rationality)
22. กฎหมายความมั่นคงและเสรีประชาธิปไตยทำให้เป็นประชาธิปไตย
23. ความแตกต่างแนวคิดของ
· Hans Kelsen (1881-1973) นักกฎหมายมหาชน มีแนวคิดด้านรัฐธรรมนูญ ที่อ้างอิงกับ Norm ในสังคมนั้นๆที่มีอยู่แล้วมากกว่าที่มาของรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกได้ว่ารัฐธรรมนูญมาจากประชาชน การปฏิวัติ หรือรัฐประหาร Kelsen เป็นเยอรมัน แนวคิดจะมององค์รวมหรือสัญญาประชาคม มากกว่า ปัจเจก Kelsen มองว่าประชาชนจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมตัวกัน (multitude) ด้วยกลไกของรัฐ Kelsen ต้องการแยกกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) ออกจากการเมือง ในเยอรมันถือว่า Kelsen เป็นผู้ให้กำเนิดเเสรีประชาธิปไตย (อ.ศิโรตน์)
· Thomas Hobbes มองว่าอำนาจที่เกิดขึ้นเกิดจากอำนาจของบุคคลแต่ละคนมากกว่าที่จะเป็นส่วนรวม บุคคลแต่ละคนมี Rationality ของเขาเอง เมื่อผู้คนรวมตัวกันก็จะเป็นประชาชน (people)
· ค.ศ. 1588 – 1679) ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวัตถุนิยม สมัยใหม่ (Modern Materialist) ฮอบส์ พัฒนาทฤษีแนวคิดธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ ฮอบส์ มองเรื่องวัตถุ และ พฤติกรรมมนุษย์ ในทางลบ ว่ากิจกรรมของมนุษย์ถูกจูงใจด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว ฮอบส์ สนับสนุนรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่สามารถรักษาระเบียบได้ แต่ก็เสนอแนวคิดแบบสัญญาประชาคมด้วย ฮอบส์ เป็นนักคิดที่อิสระและเป็นนักเขียนที่ก้าวร้าว แต่แหลมคม หนังสือของเขาห้ามเผยแพร่ เช่นดียวกับ แมคิอาเวลลี่ โดยยืนยันว่าเราควรแยกการเมืองออกจากศาสนา ฮอบส์ เขียนใน หนังสือ Leviathan ว่ารัฐเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อย่างไม่เป็นธรรมชาติและเป็นสิ่งจำเป็น และ มองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่อยู่ด้วกันโดยมีข้อตกลงระหว่างกัน ไม่ได้เกิดจากสัญชาติญาณการรวมหมู่เหมือนผึ้งหรือมด ปัจเจกชนต้องยอมสละสิทธิให้แก่องค์อธิปัตย์ (Sovereignty) ในการปกครอง และ ฮอบส์เห็นว่าองค์อธิปัตย์ ต้องมีอำนาจสูงสุดจึงจะป้องกันความวุ่นวายได้ และ ควรมอบอำนาจให้กษัตริย์ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เพียงคนเดียว
· John Lock มีกรอบคิด เรื่อง “เสรีภาพตามธรรมชาติ” ที่มองมนุษย์ในทางบวกกว่า Hobbes ซึ่งการพัฒนาเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ นำไปสู่แนวคิดเรื่องอำนาจ รัฐ ที่เกิดเป็น ทฤษฎีสัญญาประชาคม ของ Jean Jacques Rousseau
· สิทธิและเสรีภาพ เป็นหัวใจสำคัญของ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับทั่วโลก แม้แต่ Magna Carta (ค.ศ.1215) ของอังกฤษ ซึ่งลงนามโดย King John ซึ่งถือเป็น the foundation of British constitutionalism ดังนั้น รัฐธรรมนูญต้องวางกลไกในการใช้อำนาจเพื่อคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of power) ตามแนวคิดของ มองเตสกิเออร์ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจตุลาการ เพื่อให้เกิดระบบตรวจสอบและสร้างสมดุล (Checks & Balance) และการจำกัดอำนาจขอรัฐให้มีเท่าที่จำเป็น
· H.L A Hart เป็นอังกฤษจึงมีแนวคิดเชิงปัจเจก (individualism)
· Schmitt มองว่า เสรีประชาธิปไตย ≠ ประชาธิปไตย (Liberal Democracy ≠ Democracy) และ เจตจำนงค์ (Will Formation) ≠ เนื้อหาสาระ (Contents) Schmitt เห็นว่า เสรีประชาธิปไตย เป็นปัญหาของประชาธิปไตย Schmitt มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางรัฐศาสตร์ส่วน Kelsen จะมีอิทธิพลต่อแนวคดิกฎหมายมหาชนมากกว่า ทั้งที่ทั้งคู่เป็นนักกฎหมายมหาชน
Schmitt เชื่อว่าศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองมาก Schmitt เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สองไปเกี่ยวข้องกับนาซี โดนสหรับฯ และเยอรมันนี ห้ามสอนหนังสือ เป็นปัญหาชนที่ถูกห้ามสอนหนังสือและไม่เคยเดินทางออกจากเยอรมันนี แต่มีข้อเขียนที่มีคนสนใจมากโดยเคยให้ความเห็นว่า เสรีนิยมจะทำให้ประชาธิปไตยมีปัญหา (ศิโรตน์)
· Debate ทีแรงและใหญ่มากระหว่าง Schmitt กับ Kelsen คือเรื่องของที่มาของศาลรัฐธรรมนูญ ควรจะมาจากไหน การปกป้องศาลรัฐธรรมนูญจะมาจากไหน (ศิโรตน์) Kelsen ไมถึงกับไม่สนใจที่มาของรัฐธรรมนูญ แต่ Kelsen มีแนวคิดว่าทุกสังคมมี ปทัสถาน หรือ Norm ของมันและระบบการเมืองมาจาก ปทัสถานนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้นำทางการเมืองมาจากไหนไม่สำคัญ เพียงแต่อิงกับ Norm ในสังคม และมองว่า Norm เป็นเรื่องของเสรีประชาธิปไตย Kelsen และ Schmitt ขัดแย้งกันรุนแรงเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ว่าในระบอบเสรีประชาธิปไตยว่าถ้าเกิดการขัดแย่งจะทำอย่างไรดี Kelsen เป็นฝ่ายเวนอว่าควรจะต้องมีองค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยข้อขัดแย้งสำหรับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญสำคัญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญต้องอิงกับ Norm ทางการเมืองของคนในสังคม กรณีนี้ Schmitt จะไม่เห็นด้วยกับ Kelsen โดย Schmitt บอกว่าสิ่งต่างๆทีถือว่าเป็น ปทัสถาน (Norm) ในสังคมการเมืองเป็น ปทัสถานจริงๆหรือเปล่าหรือเป็นเพียงเรื่องของคนในชนชั้นเป็นพิเศษ
· Schmitt กับ Carl Marx (1818-1883) ชมิทท์พูดไว้หลายครั้งว่า สิ่งต่างๆที่เราคิดว่าเป็น ปทัสถานหรือสิ่งที่สังคมการเมืองคิดว่าดี หรือสิ่งที่ทุกคนในสังคมต้องยึดถือเมื่อไปให้ถึงที่สุดแล้วจริงๆในแง่ประวัติศาสตร์ทางความคิดมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการมีอำนาจของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นส่วนที่ ชมิทท์ น่าจะได้มาจาก มาร์กซ์ เช่น การเมืองเป็นเรื่องของระบบตลาดมันเกิดมาพร้อมกับชนชั้นนายทุนเพราะการเมืองต้องมีการแข่งขัน เชื่อว่าท่ามีการแข่งขันอย่างเสรีระหว่างผู้สมัครทุกคนอย่างเปิดเผยแล้ว จะได้รัฐบาลที่ดีที่สุด การเมืองที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นความคิดแบบตลาดโดยตรง ประเด็นของ เคลเซ่น เชื่อว่าทุกสังคมมี ปทัสถานของมัน และเหมือนกับว่าทุกคนในสังคมยอมรับนับถือ ปทัสถานนี้ด้วย แต่ ชมิทท์ไม่เชื่อว่ามี ปทัสถานแบบนี้อยู่
· ชมิทท์ โจมตีแนวคิดในการใช้ UN เป็นองค์กรกลางในการสร้างสันติภาพของโลกในกรณีที่ประเทศมีกข้อขัดแย้ง เพราะในที่สุดแล้วมันก็กลายเป็นเครื่องมือของจักรวรรดินิยม จะมีบางชาติเช่น สหรัฐฯ จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรดีที่สุดสำหรับโลกเป็นข้ออ้างในการใช้กำลังปราบฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตวเอง ทำให้ ชมิทท์ มีชื่อเสียงในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพราะ ชมิทท์ พูดเรื่องนี้ไว้ 50 กว่าปีแล้วก้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า การสร้างองค์กรกลางขึ้นมาท้ายที่สุดแล้วองค์กรกลางคือองค์กรที่มีอำนาจที่สุด ดังนั้นในแง่ของการเมือง ชมิทท์จะมีแนวคิดและการให้เหตุผลค่อนข้างชัดเจน ทำให้สิ่งที่ เคลเซ่น มองว่าเป็น ปทัสถาน จริงๆแล้วอาจไม่ใช่ เป็นเรื่องของคนบางกลุ่มที่สร้าง ปทัสถานนั้นขึ้นมา และการที่ให้สังคมต้องมี ปทัสถาน หนึ่งก็เหมือนกันก็เท่ากับว่ายอมให้คนกลุ่มนั้นเอา ปทัสถาน นั้นมาบังับใช้กับคนกลุ่มอื่น แนวคิดนี้ อ.ศิโรตน์ เห็นว่าใช้อธิบายปัญหาสังคมไทยได้ในเรื่องความขัดแย้งต่างๆ เช่นทางศาสนา ชาติพันธุ์ ความคิด 6 ตุลาก็ใช่ (มองว่าคนไทยเป็นปทัสถาน แต่คนในธรรมศาสตร์ไม่ใช่ จึงฆ่าได้) กรือเซะ ตากใบ ก็เช่นกัน หรือ กรณีขัดแย้ง เสื้อเหลือง เสื้อแดงคือถือว่ามีปทัสถาน อยู่คนที่แตกต่าง ไม่ใช่คนไทย ทำให้เห็นว่า ชมิทท์สร้างฐานทางทฤษฎีทีทรงพลังในการอธิบายโลกในปัจจุบันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อว่าสังคมต้องมีปทัสถานร่วมกัน ซึ่งต้องตั้งคำถามว่าจริงหรือ และมีที่มาอย่างไร อาจเป็นสิ่งที่กลุ่มคนคิดขึ้นมา
· ชมิทท์ มองว่าอำนาจธิปัตย์เรื่องที่อยู่กับการเมืองบางหน่วย ปกติเราจะไม่รู้ว่าอยูที่ใคร จะแสดงตัวเมื่อเกิดวิกฤต อาจจะอยู่ในคนๆเดียว เช่น กรณี 14 ตุลา ชมิทท์ ยังบอกว่าในบางเงื่อไข อำนาจอธิปัตย์อาจไม่ได้อยู่ที่คนๆเดียวก็ได้ อาจอยู่ที่กลุ่มบางกลุ่มก็ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำชนชั้นกระฎุมภี
· สำหรับรัฐธรรมนูญ เคลเซ่น จะพูดถึงที่มาชัดเจนกว่า ชมิทท์ โดยเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญต้องมาจาก ปทัสถานของสังคมนั้นๆ การสร้างสถาบันทางการเมืองต้องมี ปทัสถานเป็นฐาน แต่ ชมิทท์ เห็นว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ ดังนั้นในแง่ของสถาบัน และ ขบวนการ เคลเซ่น จะชัดเจนกว่า ชมิทท์ ซึ่งคิดว่ามันมาจากองค์อธิปัตย์ หรือสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามีความชอบธรรมอยู่ ในเยอรมันจะถือว่า เคลเซ่น เป็นผู้ที่ให้กำเนิดเสรีประชาธิปไตย ส่วน ชมิทท์ เป็นพวกต่อต้านเสรีประชาธิปไตย ในวงการกฎหมายมหาชน เคลเซ่น ก็จะเป็นฝ่ายคนดี ส่วน ชมิทท์ จะถูกมองเป็นพวกเผด็จการนาซี แต่น่าแปลกที่ลูกศิษย์ของเคลเซ่น นำเอาแนวคิดของ ชมิทท์ไปใช้ในการศึกษารัฐธรรมนูญมากแต่ใช่ในลักษณะที่ไม่พูด
· รัฐธรรมนูญ 2517 (อ.ปรีดีย์ พนมยงค์ เคยค้านว่าเป็นรธน.ที่ทำลายเจตนรมณ์ของ 14 ตุลา เพราะผู้แทนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีคนพูดว่าเป็น รธน.ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ดีสุดฉบับบหนึ่ง) การตั้งสภาสนามม้ามีการประชุมและทำ การคัดเลือกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ องค์ประกอบในการร่างรัฐธรรมนูญมาจาก องค์อธิปัตย์ คือหลัง 14 ตุลาคม พระมหากษัตริย์เป็นคนตั้งทั้งหมด รัฐธรรมนูญไม่ได้มาจากประชาชน ตามแนวคิดของ Schmitt ค่อนข้างชัดเจนถึงที่มาและกลไกการทำงานของ อำนาจจากองค์อธิปัตย์ ในยามวิกฤตมากกว่า รธน. 2550 จากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 (ศิโรตน์)
24. จารีตประเพณีเปลี่ยนเป็นโครงสร้างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
· ถ้าจะอ้างตามแนวคิดของ Kelsen เชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีพื้นฐานมาจาก ปทัสถานเบื้องต้น (Basic norm) ของสังคมนั้นๆ และเกิดเป็น ปทัสฐาน(norms) ที่เป็น ปิรามิดของกฎหมาย ดังนั้นจารีตประเพณีจึงเปลี่ยนเป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญได้ถ้าใช้แนวคิดของ Hans Kelsen รัฐธรรมนูญที่มีหมวดพระมหากษัตริย์และองค์มนตรี ก็เป็นผลมาจากจารีตประเพณีในรัชการที่ 5 ที่มีองค์มนตรีเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดิน
25.
· Max Weber ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย
· แมกซ์ เวเบอร์ (ค.ศ. 1864 – 1920) Max Weber นักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป
26. ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) เป็นกรอบแนวคิดที่การถกเถียงที่จำกัดวงอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลรับที่เกิดขึ้นก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวคิดหรือนโยบายของผู้ เชี่ยว ชาญก็เป็นไปได้ เพราะการแสดงความสามารถในการถกเถียงใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องต่างๆได้เสมอกันโดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นเทคนิคระดับสูง ผู้ชำนาญการทางเทคนิคที่มีความรู้ทั้งหลายยังคงเป็นผู้กำหนดแนวทางสำคัญๆของรัฐ ในความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมิได้หมายถึงความเป็นกลาง ความรู้ในตัวของมันเองก็ไม่ได้มีความเป็นกลาง ความรู้เต็มไปด้วยค่านิยมและอคติที่ส่งเสริมการควบคุมทางสังคม (social control) เพราะไม่สามารถหนีการตีความซึ่งก็ทำให้อคติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นการตีความของนักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถเป็นเครื่องมือของใครบางคน จึงไม่แตกต่างจากรัฐในกรอบของมาร์กซิส
27. ความพยายามของแนวทางแบบประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานมาจากชุมชนนั้นไม่ต้องการเศรษฐกิจแบบพึ่งพิง (dependency) เพื่อให้ชุมชนเกิดความเป็นเอกเทศ เกิดการเรียนรู้ และรับผิดชอบต่อตัวเอง การพึ่งพาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ การรื้อฟื้นบทบาทของชุมชนขึ่นมาใหม่มีส่วนสำคัญในการทำให้มนุษย์สามารถปกครองตนเอง และชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมสมาชิกแทนรัฐ คือการพยายามลดบทบาทของรัฐภายใต้กรอบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism)
อ.สิริพรรณ
28. ความหมายและความสำคัญของพรรคการเมือง
29. โครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทย
o ระบบอุปถัมภ์
o รัฐรวมศูนย์ (กทม)
o ความเลื่อมล้ำระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเมือง
o ความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่ถูกมองข้าม
30. พัฒนาการการเมืองไทย
o ทหารและระบบราชการ
o เจ้าพ่อนักการเมือง
o ทุนจากธุรกิจขนาดใหญ่และทุนระดับชาติ
31. การจัดตั้งพรรคการเมือง
32. กองทุนเพื่อพัฒนาการเมือง
33. การทำหน้าที่ของพรรคการเมืองในสภา ตามรธน 2540/2550
o อภิปรายปรายไม่ว้างใจ นายกรัฐมนตรี 2/5 (2540); 1/5 (2550)
o อภิปรายไม่วางใน รมต.รายบุคคล 1/5 (2540); 1/6 (2550)
o หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว 2 ปี ใช้เสียงเพียง 1/2 ของฝ่ายค้าน
34. พลวัตรของพรรคการเมือง
o ด้านระบบ
o ด้านผู้นำ
o ด้านนโบบาย
35. เราเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่อะไร ผู้แทนของเรารู้หรือไม่ว่าพวกเขามีหน้าที่และบทบาทอย่างไรฦ
36. การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ (หลักการและการตรววจสอบ) จริยธรรมเป็การปิดปากควรใช้ระบบดารตรวจสอบ
37. ในฝรั่งเศสเป็นการต่อสู้ระหว่าง ประชาชน กับกษัตริย์
38. ในประเทศไทยปัจจุบบันเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชน กับข้าราชการชั้นสูง (องคมนตรี)
39. พระราชอำนาจ ๑. ทางกฎหมาย เท่าเทียมกัน ๒. ทางสังคม (กัษัตริย์แต่ละพระองค์ไม่เท่ากัน)
40. รธน.2550 เป็นรธน. ที่เพิ่มให้ระบบราชการสู้กับระบบการเมือง ถ้ามองในแง่การถ่งดุลอำนาจน่าจะเป็นเหตุผล
o ผลประโยชน์ทางการเมือง
o กลุ่มทุนเดิม <--> กลุ่มทุนใหม่
๕. ระบบรัฐสภา
แบบอังกฤษ และ ระบบผสม (Hybrids) ควรดูหน้าตาของระบบรัฐสภา ที่เป็นแม่แบบ มีการออกแบบโครงสร้าง ของระบบรัฐสภาใหม่ให้เหมาะสมกับตัวเอง รวมทั้ง ประเทศไทยด้วย
ระบบรัฐสภา เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งของระบบอบการปกครอง (ทั้งระบอบประชาธิปไตยและอื่นๆ เช่น พม่าไม่เป็นประชาธิปไตยแต่มีระบบสภา) เป็นโครงสร้างส่วนบนของสถาบันทางการเมือง
ระบบสภาเป็นระบบ Checks & Balances โดยการแบ่งแยกอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และ ตุลาการ เป็นอิสระจากกันและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และ ปกครองโดย นิติรัฐ (The Rule of Law) ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก และ คณะรัฐมนตรี ควรมีอิสระและเสรีภาพ โดยไม่จำเป็นหรือถูกบังคับให้สังกัดพรรค เพื่อให้เกิด ความเป็นอิสระของผู้แทนปวงชน หรือ Free Mandate และไม่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง (แต่ประเทศไทย รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ยังบังคับให้ต้องสังกัดพรรค และ Free mandate เหมือนกัน เพียงแต่ รธน. 2550 เพิ่ม ความชัดเจน ว่าต้องปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน – Conflict of Interest)
ระบบรัฐสภาอังกฤษ และ ระบบคน มีการพัฒนามาพร้อมกัน ส่วนไทยรับระบบเข้ามาขณะที่คนยังไม่พร้อม และ การพัฒนาคนยังไม่ทันกับระบบรัฐสภา การพัฒนาภาคประชาชนให้เข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ การที่ ส.ส. เป็นรัฐมนตรีได้ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเสมือนแค่ทางผ่านเพื่อไปเป็นฝ่ายบริหาร มากกว่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตรวจสอบ และถอดถอน เพื่อให้สภาทำหน้าที่ของมัน (Functions) ถ่วงดุลได้ และในขณะที่การยุบสภาก็อยู่ที่อำนาจของนายกรัฐมนตรี จึงทำให้อำนาจของรัฐสภามีน้ำหนักอยู่ฝ่ายบริหาร
ระบบกึ่งรัฐสภา (semi - parliament system) ให้ทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน คือ ประมุขของฝ่ายบริหารหรือนายกรัฐมนตรีก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจะทำให้การถ่วงดุลระหว่าง อำนาจบริหาร และ อำนาจนิติบัญญัติดีขึ้น เช่น ระบบรัฐสภาของประเทศ อิสราเอลเป็นต้น อาจจะเหมาะกับประเทศไทยที่ยังต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ซึ่งยังไม่เหมาะกับระบบสภาแบบ สาะรณรัฐ (Republic)
๖. ท้องถิ่น
ให้แยกแยะ (อย่ามุ่งตอบเชิงเทคนิค) การเมืองท้องถิ่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร แง่มุม การปกครองท้องถิ่น ไม่เหมือนการเมืองท้องถิ่นแม่แต่น้อย ให้ทำความเข้าใจให้ดี ประเด็นต่างๆของการปกครองท้องถิ่น เช่น การกระจายอำนาจ ตอบโจทย์อะไร การเชื่อมโยงประเด็น หรือการมองเหล่านี้ เข้ากับประชาธิปไตยอย่างไร เชื่อมกับประเด็นหลักๆ ของ รธน. รัฐ โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม
การปกครองท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจตามหลักการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ มีการพิจารณาการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารงานของท้องถิ่นมากขึ้น
๑. กรอบความคิดเกี่ยวกับการกระจายอำนาจการปกคองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ
· ความหมายของการกระจายอำนาจ
· มิติของการกระจายอำนาจ
· ข้อดีข้อเสียของการกระจายอำนาจ
๒.การปกครองท้องถิ่นในต่างประเทศ
· สหรัฐอเมริกา
· สหราชอาณาจักร
· ญี่ปุ่น
· ฝรั่งเศส
๓. บทเรียนจากต่างประเทศ
· ความก้าหน้าของการกระจายอำนาจในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายอำนาจในทาง นิติบัญญัติ
· ความหลากหลายของรูปแบบการบริหารงานท้องถิ่นในประเทศอังกฤษ ความหลากหลายรูปแบบ โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา
· ความเข้มแข็งของเทศบาลในฝรั่งเศส
· แนวโน้มของการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่น การยุบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในญี่ปุ่น บทบาทของภาคในฝรั่งเศส
๔.กรณีประเทศไทย
· รัฐธรรรมนูญใหม่กับการปกครองท้องถิ่น
· บทบัญญัติ เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณะ
· การพัฒนาศักยะภาพของท้องถิ่นมากขึ้น เช่น การส่งเสริมให้มีองค์กรความร่วมมือ การบริหารงานบุคคล การทบทวนภารกิจของท้องถิ่น
· การตรวจสอบของประชาชน
· การส่งเสริมด้านคุณธรรม และ จริยธรรม
· ปัญหารและอุปสรรค การคลังท้องถิ่น เช่น แหล่งรายได้, การจัดสรรงบประมาณ, การกำกับตรวจสอบ
· ภารกิจขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ยังคงจำกัด และ แบ่งไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน
· การที่ รัฐธรรมนูญ บัญญัติถึงราชการส่วนกลาง และ จังหวัดให้เป็นหน่วยใน การของบประมาณ
๗. การเมืองภาคประชาชน (ไม่ใช่การเมืองท้องถิ่น)
เชื่อมโยงกับประชาธิปไตยอย่างไร เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางสังคม ระบบทุนนิยม อย่างไร
การเมืองภาคประชาชน หรือ ประชาธิปไตยทางตรง คือ การเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะโดยตรง โดยไม่ผ่านทางตัวแทนของพรรคการเมือง หรือหน่วยงานราชการ การเมืองภาคประชาชนเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งย้ำแนวคิดที่ว่า "การเมืองไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง" การเมืองภาคประชาชนเป็นคำจำกัดความโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ แบ่งพิจารณาได้ 3 แนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1. การริเริ่มกฎหมาย
2. การลงประชามติ
3. การถอดถอน
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ตรวจสอบ ถอดถอนและเสนอกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังให้สิทธิประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถจัดให้มีการชุมนุมเรียกร้องได้ อย่างไรก็ตาม แม้แต่การเลือกตั้งเอง ประชาชนมีทางเลือกมากแค่ไหน กับพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะฐานคิดของนักการเมืองเกือบทุกพรรค ได้รับการครอบงำโดยความคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา เรายังไม่มีพรรคการเมืองที่มาจากฐานคิดอื่นๆ หรือกลุ่มบุคคลที่หลากหลายพอ ถ้าเช่นนั้นเราควรทำอย่างไร ?
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นหัวใจสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็สอดคล้องกับความก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตยที่ปรากฎขึ้นมาทั่วทั้งโลก ไม่ใช่ที่เกิดขึ้นเฉพาะเพียงในประเทศไทยเท่านั้น อันเป็นลักษณะของประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าในโลกปัจจุบันนี้. ฉะนั้นผมจึงถือว่า ความเคลื่อนไหวของประชาชนใดๆก็แล้วแต่ เพื่อที่จะมีความสามารถหรืออำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะได้โดยตรง โดยไม่ต้องไปผ่านตัวระบบพรรคการเมืองก็ตาม โดยไม่ผ่านการไปร้องขอต่อระบบราชการก็ตาม การกระทำเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ถือว่าเป็นการเมืองภาคประชาชน
ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า ตามที่มีมาในอดีต การกำหนดนโยบายหรือการกำหนดกิจกรรมทางการเมือง เกิดขึ้นจากพรรคการเมือง…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เกิดขึ้นจากนักการเมืองและข้าราชการ อันนี้สำหรับเมืองไทยนะครับ ซึ่งไปสัมพันธ์กับธุรกิจ
ประมวล เพ็งจันทร์ : แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วม. ตรงนี้หรือเปล่าครับที่เป็นความหมายที่เราบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ทำให้เกิดรูปแบบทางการเมืองการปกครองแบบใหม่ที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ซึ่งต่างไปจากประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน…
ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมขอถามอาจารย์ไพสิฐ ซึ่งทำงานกับภาคประชาชนมามากมาย... แล้วเราจะดึงการเมืองภาคประชาชนให้มาสัมพันธ์กับระบบคิดที่มันเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้อย่างไรครับ ? การเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนี้… เมื่อก่อนเราจะมีนักการเมืองเกิดขึ้น แล้วมาเสนอนโยบาย มีกิจกรรมที่เขามาเสนอให้เราคิดว่า เขาแหละเขาเหมาะที่จะเป็นผู้นำนโยบายนั้นไปประพฤติปฏิบัติ แต่ในกรณีที่อาจารย์นิธิพูดถึง ตอนนี้เปิดโอกาสแล้ว. ประชาชนควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง… ในเรื่องนี้ จะทำให้การเมืองภาคประชาชนมามีส่วนเชื่อมกันอย่างไรครับ ?
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : ในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้สร้างช่องทางขึ้นมามากมายที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิดังกล่าว หรือเข้าไปกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา. จากประสบการณ์ของผมซึ่งลงไปในพื้นที่ต่างๆที่มีปัญหา การเมืองภาคประชาชนเริ่มที่จะเข้าใจอำนาจหรือความสามารถของตน ซึ่งจะบีบเข้าไปในการเมืองในภาคซึ่งนักการเมืองเล่นอยู่ หรือราชการจัดการอยู่
ขณะเดียวกัน บนช่องทางที่ประชาชนได้รับการสถาปนาหรือบัญญัติรับรองสำหรับสิทธิดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ ช่องทางต่างๆเหล่านี้ ถ้าหากไม่ไปใช้สิทธิก็ดี ถ้าหากไม่ไปทำตามเงื่อนไขของกฎหมายก็ดี อันนี้อาจจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธการใช้สิทธิดังกล่าว. เพราะฉะนั้น โดยสรุปที่คำถามซึ่งอาจารย์ประมวลถามว่า ประชาชนจะเข้าไปอย่างไร ? ผมว่าในปัจจุบัน ประชาชนได้รุกเข้าไปมากแล้ว. แต่อยากจะมองว่า โอกาสที่ ขบวนการในการเลือกตั้งที่เปิดขึ้นมาในคราวนี้นั้น ถือว่าเป็นโอกาสหนึ่ง… ผลจะเป็นอย่างไร ? ผมว่าอย่าไปคาดหวังมากว่าจะได้คนดี หรือไม่ดี, แต่ว่า โอกาสที่ได้มาสร้างเครือข่ายติดต่อ, รุกเข้าไป, และหลุดพ้นจากความกลัวต่างๆ จะเป็นโอกาสสำคัญและเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะทำให้การเมืองภาคประชาชนเติบโตยิ่งขึ้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า การเมืองภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปกำหนดนโยบาย… คือเมื่อก่อนเวลาที่เรานึกถึงการเมือง จะมีพรรค ก, พรรค ข,... ว่าไปนะครับ แล้วก็มีนโยบายเสนอขึ้นมาให้เราเลือก เหมือนกับว่ามีอาหารสำเร็จรูปตักใส่จานให้เรา เราจะเลือกกินจานไหนเราก็เลือก. ทีนี้อาจารย์พูดว่าการเมืองภาคประชาชน ประชาชนจะมีส่วนร่วมเข้าไปกำหนดนโยบาย เหมือนกับว่าจะมีการเมืองแบบสั่งได้หรือเปล่าครับ…
คือหมายความว่า พรรคทุกพรรคที่เสนอนโยบาย อาจจะไม่มีนโยบายในส่วนที่เราคิดว่าน่าจะมีในสังคมไทย. อย่างนั้น ประชาชนจะมีส่วนไหมครับที่จะผลักดันให้เกิดนโยบายนั้น นโยบายนี้ขึ้นมา. ผมไม่แน่ใจครับว่า จะทำได้หรือเปล่าตามกฎหมาย แต่ตามที่อาจารย์พูด ทำให้ผมเข้าใจไปว่า เหมือนกับว่าประชาชนมีส่วนที่จะกำหนดนโยบาย
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมขออนุญาตพูดภาพในวงกว้างนะครับ… คือพูดกันอย่างตรงไปตรงมาเลย ระบบพรรคการเมือง ผมว่าไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่ทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่นี่ มันไม่ได้ตอบสนอง ตอบปัญหา หรือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน. ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้ คุณกำลังจะเลือกประธานาธิบดี ซึ่งคนที่จะมีโอกาสเป็นประธานาธิบดี มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น, ซึ่งเหมือนกันหมดทุกอย่างเลย ยกเว้นหน้าตา. เป็นแต่เพียงว่าคุณชอบหน้าแบบไหนคุณก็เลือกแบบนั้น. อันนี้มันไร้ความหมายถูกไหมครับ ?
คนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางนโยบายสาธารณะที่แท้จริงในอเมริกานี่ คือนายราฟ เนเดอร์ ซึ่งมีคะแนนที่เขาประมาณว่าจะได้จากผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์, ซึ่งสูงมากนะ แต่ว่าก็ไม่มีทางจะได้เป็นประธานาธิบดี แล้วก็ไม่มีทางแม้แต่ที่จะผลักดันนโยบายของตนเอง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรครีพลับริกัน หรือพรรเดโมแครทก็ตามแต่… ตกลง คนอเมริกันกำลังเลือกอะไรอยู่. เลือกหน้าตาที่แตกต่างกัน ซึ่งคนหนึ่งหน้าตาใจดีหน่อย อีกคนหนึ่งเคร่งเครียดหน่อย, แล้วคุณชอบหน้าแบบไหนก็เลือกแบบนั้น. อันนี้ไม่มีความหมายโดยสิ้นเชิง
ทีนี้เมื่อเป็นเป็นเช่นนี้ ประชาชนในหลายประเทศเขาทำอย่างไร ? ในหลายประเทศด้วยกัน ประชาชนพยายามไปตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้นมา เช่นเป็นต้นว่า พรรคกรีน ซึ่งมีความสำเร็จในหลายประเทศในยุโรป เพราะว่า ประชาชนมองการดำเนินงานและการจัดการทรัพยากรสาธารณะในอีกลักษณะหนึ่ง ไม่เหมือนกับพรรคการเมืองเก่า และผลักให้พรรคการเมืองเก่าหันมามองการจัดการทรัพยากรสาธารณะ แบบที่ตัวเองต้องการให้ทำบ้าง แต่ก็ผลักไม่สำเร็จ ในที่สุดก็ต้องหันไปสู่พรรคการเมืองใหม่.
เพราะฉะนั้น ทั้งโลกกำลังเผชิญปัญหาว่า เราจะผนวกระหว่างการเมืองภาครัฐหรือภาคโบราณที่เคยมีมา กับการเมืองภาคประชาชนนี้ให้เข้าหากันอย่างไร ? ผมไม่ได้บอกว่า เมืองไทยควรตั้งพรรคกรีนบ้าง ควรตั้งพรรคประชาชนอะไรขึ้นมา อันนี้คนละเรื่อง. เป็นแต่เพียงว่า ปัญหาเรื่องการจะผนวกเอาการเมืองทั้งสองภาคเข้าหากัน เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นปัญหาทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่เพียงการเมืองในเมืองไทยเท่านั้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : นั่นก็หมายความว่า การเมืองภาคประชาชน แม้ว่าจะไม่มีพรรคการเมืองของตนเองก็ตาม แต่ความต้องการตรงนี้มันจะก่อให้เกิดพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบต้อง…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : อาจจะเกิดหรือไม่เกิด อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ช่วยกันคิดได้ว่าจะทำอย่างไรให้การเมืองภาคประชาชน มันสานต่อกับการเมืองภาคที่เป็นทางการ เพื่อจะทำให้มันเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น. ถ้าประชาชนรู้สึกว่าเราจะต้องมาทบทวนนโยบายพลังงาน เพื่อไม่ให้มันเป็นแบบที่สงขลา มันจะได้เกิดการทบทวนนโยบายกันจริงๆ. ถ้าสมมุติว่ามันมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือหลายๆพรรคก็แล้วแต่ ที่รับเอามโนทัศน์แบบนี้, มโนทัศน์ว่าเราใช้พลังงานแบบนี้ไม่ได้ เราต้องกลับมาทบทวนใหม่ ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า เราจะใช้พลังงานกันอย่างไร เราจะสร้างพลังงานกันอย่างไร ? แต่ตราบเท่าที่ทั้งสองอันนี้มันไม่ประสานกัน โอกาสที่จะเกิดการทบทวนนโยบายหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการพัฒนา นโยบายพลังงาน นโยบายป่าไม้อะไรก็แล้วแต่, มันเกิดขึ้นได้ยาก
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมคิดว่ามีประเด็นที่เราจะต้องพูดกันนิดหนึ่งก็คือว่า ในเมืองไทยนี่ ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญก็คือว่า การจะผนวกเอาการเมืองภาคประชาชนเข้าสู่การเมืองที่เป็นทางการ มันยังเป็นปัญหาอยู่. แม้ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญซึ่งให้การยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายๆเรื่อง. แต่พอมาถึงปัจจุบัน มันมีจุดหลายจุดสำหรับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่.
ผมอยากจะยกตัวอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงในปัจจุบันเกี่ยวกับ"ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน" ซึ่งชาวบ้านรวมตัวกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 5 หมื่นชื่อ เสนอเข้าไปในสภาฯ. ซึ่งกฎหมายตัวนี้ รัฐธรรมนูญมันเปิดโอกาสให้มีการเสนอกฎหมาย ซึ่งอันหนึ่งผมคิดว่า มันเป็นนโยบายให้ชาวบ้านมีสิทธิ์เสนอเข้าไป. แต่พอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่รัฐสภา สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า โดยตัวระเบียบและขั้นตอนต่างๆที่หยุมหยิม มันทำให้ความสามารถในการที่จะกำหนดนโยบาย หรือกฎหมายจากพื้นล่างขึ้นไป มันต้องไปเจอกับอุปสรรค…
เช่นการเสนอกฎหมายคุณต้องไปสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วพอคุณเสนอเข้าไปสู่สภาฯ มันอาจจะถูกบรรจุเป็นวาระที่ 179 หรือ 182… หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนที่เสนอกฎหมายเข้าไป, ไม่มีสิทธิ์เข้าไปเสนอหลักการในสภาฯ ปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของ สส. ไปลุมยำกันเอง. ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือในคณะกรรมาธิการฯ ก็กำลังจัดการเปลี่ยนกฎหมายนี้ไปทั้งหมด
ผมคิดว่าตอนนี้สิ่งซึ่งเป็นปัญหามีอยู่ด้วยกันหลายๆเรื่อง ผมคิดว่าไม่ใช่มีเรื่องนี้เรื่องเดียว ในหลายๆเรื่องสิ่งที่เผชิญก็คือว่า ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่มันเปิดให้ พอเข้าไปสู่ช่องทางในการปฏิบัติ ผมคิดว่ามันต้องพบกับสองส่วนที่เป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้การเมืองภาคประชาชนเข้าไปสู่การเมืองอย่างเป็นทางการได้ลำบาก. ผมคิดว่าหนึ่งคือ"ระบบราชาการ" กับอันที่สองคือ"นักการเมือง". อันนี้เป็นสองส่วนที่ทำให้กลไกหลายๆอย่างมันไม่ทำงาน. ผมคิดว่ารวมถึงประชาพิจารณ์ด้วย ซึ่งทำให้สุดท้าย คุณไม่สามารถผนวกความรู้ของชาวบ้านกับการเมืองที่เป็นทางการได้.
ประมวล เพ็งจันทร์ : จริงอยู่ พรบ.ป่าชุมชนฉบับของประชาชนที่ถูกยำจนเละนี่น่ะ แต่ดูเหมือนว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคที่มาแอบอ่านร่างของประชาชน แล้วหยิบเอาส่วนใดส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนว่า เขาแอบรู้แล้วว่า ประชาชนต้องการแบบนี้ ก็เลยหยิบฉวยเอาไปเป็นร่างฉบับของพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ ซึ่งตรงกับที่ท่านอาจารย์นิธิพูดเมื่อสักครู่นี้ว่า…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : มีครับ แต่มันไม่เกิดผล, คืออย่างนี้ครับ. จริงๆความแตกต่างของ พรบ.ป่าชุมชนของประชาชน กับของพรรคการเมือง, ซึ่งจริงๆแล้วมันมาจากกรมป่าไม้… ที่ว่าอำนาจในการจัดการดูแลป่าชุมชนนั้นเป็นของใคร ? ในขณะที่ร่างของประชาชน ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมค่อนข้างมาก ในการเข้าไปจัดการดูแลทรัพยากรป่าที่ถือว่าเป็นป่าชุมชน ในขณะที่ร่างของพรรคการเมืองและราชการสอดคล้องต้องกัน ถึงแม้ว่าจะมีพละความที่แตกต่างกัน แต่ใจความหลักเหมือนกัน คือว่า ยังคงสงวนรักษาอำนาจในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชนไว้อยู่ในมือของอธิบดีกรมป่าไม้ หรือระบบราชการ
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมฟังอย่างนี้แล้วนึกถึง อ.สมเกียรติ, อ.สมเกียรติปรารภอยู่เสมอว่าพรรคการเมืองมีอยู่ 10-20 พรรค แต่อันที่จริงแล้วมันมีความหมายเมื่อรวมกันแล้วเหมือนมีอยู่เพียงแค่หนึ่งเดียว. อ.สมเกียรติมีความคิดอย่างไรครับว่า พรรคการเมืองมีมาก และมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทางออกมีคล้ายๆกัน อาจารย์คิดว่ามันน่าจะมีพรรคการเมืองที่มันไม่ใช่…
สมเกียรติ ตั้งนโม : คือผมคิดว่าอย่างนี้ครับ จริงๆแล้ว ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ก็จะมีพรรคการเมือง 5-6 พรรคซึ่งเป็นพรรคใหญ่ๆ มาเสนอตัวให้ประชาชนเลือก, แต่จริงๆแล้ว ประชาชนเกือบไม่ได้เลือกใครที่มีความแตกต่างกันเลย เพราะว่าทุกพรรคการเมืองล้วนมีฐานคิด หรือพลังอำนาจในการกำหนดนโยบายมาจากฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา.
อันนี้เช่นเดียวกันกับตะวันตก. ผมคิดว่าฐานคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนาแบบนี้ มันเป็นวาทกรรมเก่า ซึ่งมันน่าจะหมดยุคสมัยของมันไปแล้ว หลังจากที่มันได้พิสูจน์ตัวมันเองมา 40-50 ปีในเมืองไทยว่า เมืองไทยนี่ก้าวไปสู่หนทางของความทุกข์ยากมากขึ้นทุกวัน. ผมคิดว่า วาทกรรมเก่าแบบนี้ แบบเศรษฐกิจพัฒนามันจบลงได้แล้ว พร้อมกับพรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรค.
พรรคการเมืองใหญ่ๆ 5-6 พรรคที่ทำตัวอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่พรรคประชาธิปไตยเลยสักพรรคเดียว แต่เป็นพรรคของนายทุน นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม เป็นพรรคของคนที่มีเงินทองมากเท่านั้น. คนจนๆส่วนใหญ่ของประเทศเกือบไม่ได้รับประโยชน์จากพรรคการเมืองเหล่านี้เลย.
เท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้จาก ประชาชนทุกวันนี้ที่เดือดร้อนไปนอนค้างอยู่ที่หน้ารัฐสภา 3 เดือน รัฐบาล พรรคการเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้. แต่เศรษฐกิจที่มันถูกสะกิดสะเกาหน่อยๆน่ะ นโยบายของรัฐ ของรัฐมนตรีหลายคน หรือแม้แต่คนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นกันทั่วไปหมด. ผมมานึกดูว่านี่อะไรกัน. ทุกวันนี้พรรคการเมืองจึงทำหน้าที่เหมือนกับ "การผสมพันธุ์กันระหว่าง เจ้าขุนมูลนาย กับ นักธุรกิจ รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ แล้วมาย่ำยีเมืองไทย…"
ผมว่าพอได้แล้ว, เราควรเสนอวาทกรรมใหม่ๆ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการจะช่วยเหลือคนจนได้อย่างไร ? เรื่องการจะฟื้นฟูทรัพยากรให้เข้าถึงมือคนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่างไร ? มีไหมครับ นโยบายของพรรคการเมืองไหนที่คิดแบบนี้ ผมอยากจะเลือก
ประมวล เพ็งจันทร์ : มีบางพรรคตั้งชื่อ ผมไม่กล้าเอ่ยชื่อ แต่มีควาหมายถึง ชาวไร่ชาวนา แล้วก็ประกาศนโยบายดูเหมือนกับว่า จะมีการแจกแถมกันมโหฬาร อาจารย์คิดว่านั่นเป็นวาทกรรมใหม่ไหมครับ ?
สมเกียรติ ตั้งนโม : ตอนนี้ไม่เห็นมีภาพใดภาพหนึ่งชัดเจนขึ้นมา นอกจากพลังความเคลื่อนไหวของประชาชน จากชนชั้นล่างก็ดี จากนักวิชาการ ที่เข้าอกเข้าใจภาวะเช่นนี้ของสังคมไทย ซึ่งกำลังผลักดันอยู่. ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นกระแสใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง และมันก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีพลังเพิ่มขึ้นทุกวัน
ประมวล เพ็งจันทร์ : อ.นัทมนครับ, ในฐานะเป็นสุภาพสตรีท่านเดียวที่นั่งอยู่กับเราในที่นี้, อาจารย์มองพรรคการเมืองไทยซึ่งเป็นอยู่ในตอนนี้ อาจารย์คิดว่ามันมีความต่างอะไรกันไหมครับ ? นโยบายของพรรคการเมืองที่มีอยู่ตอนนี้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิทธิสตรี หรือปัญหาที่โยงใยไปสู่ความเป็นผู้หญิงในสังคมไทย
นัทมน คงเจริญ : คือถ้าต่อประเด็นจาก อ.สมเกียรติ, อย่างเช่น ความแตกต่างของนโยบายที่แต่ละพรรคเสนอ มันไม่ได้ต่างกันเลย. บางครั้งนโยบายใหม่ๆที่พรรคการเมืองเสนอขึ้นมา อาจจะฟังดูหวือหวา แล้วก็ดูจูงใจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อยที่ไม่ค่อยมีใครฟังเสียงมาโดยตลอด, แต่ว่าในประเด็นนี้ ในส่วนของการพูด สามารถเอามาเชื่อมโยงได้ว่า นโยบายที่วางเอาไว้ คุณทำจริงได้หรือเปล่า ? มันสามารถแปลนโยบายออกมาในเชิงปฏิบัติได้จริงไหม ?
อยากจะยกตัวอย่างว่า ในกลุ่มต่างๆ มันก็จะมีหลากหลาย อย่างเช่นกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน… และอยากจะยกตัวอย่างในกลุ่มของผู้หญิงว่า กลุ่มของผู้หญิงก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในทางการเมือ งอย่างไม่เป็นทางการมานานแล้ว ในการเมืองภาคประชาชน. แต่ว่า พอเอาเข้าจริงๆในปัจจุบัน ผู้หญิงเริ่มผลักดันตัวแทนของตนเองให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยการเข้ามามีบทบาทการเมืองในระบบมากขึ้น. จากเดิมมานี่ ผู้หญิงซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองมักจะเป็นตัวแทนจากชนชั้น หรือเครือญาติมากกว่าที่จะเป็นตัวแทนบทบาทหญิงชาย.
ถ้าเราสังเกตุดูการผลักดันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เช่นการรณงค์เรื่องธงเขียวนะคะ จะพบว่าบทบาทของผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองในระบบมากขึ้น จนในปัจจุบันเริ่มมีการส่งตัวแทนของผู้หญิงเข้ามา เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ ถ้าจะถามว่าเราจะเลือกพรรคไหน ? ที่จะเสนอนโยบายที่แตกต่างกัน เราคงจะต้องดูว่า จุดยืนของผู้ลงสมัครเป็นอย่างไร ซึ่งสะท้อนตัวพรรคการเมืองของเขาเอง. แล้วเข้ามาในประเด็นของผู้หญิงว่า ไม่เพียงแต่คุณเป็นผู้หญิงหรือเป็นตัวแทนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่คงจะต้องดูที่ประเด็นข้อเท็จจริงที่คุณนำเสนอว่า มันสามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาได้มากน้อยแค่ไหน ?
ประมวล เพ็งจันทร์ : แล้วถ้าอาจารย์จะไปเลือกตั้งทั่วไป อาจารย์คิดว่า อาจารย์จะเลือกพรรคนี้เพราะพรรคนี้มีนโยบายเกี่ยวกับสตรีเด่นชัด หรืออาจารย์เลือกโดยนโยบายซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องสตรี
นัทมน คงเจริญ : คิดว่าคงจะดูที่นโยบายโดยรวมมากกว่า
บทสนทนา เรื่อง "การเลือกตั้ง กับ การเมืองภาคประชาชน (ต่อ)
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมคิดว่าไม่ใช่เพียง อ.นัทมน เท่านั้นที่จะมองเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง อันนี้น่าที่จะ... กลุ่มผู้หญิงก็ตาม กลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านก็ตามแต่ น่าจะรวมตัวกัน แล้วก็จัดการหรือจัดองค์กรขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงนโยบายเกี่ยวกับผู้หญิงได้ด้วย. กาหัวพวก สส.ทั้งหลายที่ต่อต้านตัว พรบ.นามสกุล, ถ้าคุณเห็นด้วยกับเขา คุณเลือกเขาไปเลย, แต่ถ้าคุณคิดว่านั่นเป็นการดูถูกผู้หญิง ก็อย่าไปเลือกมัน.
ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญครับว่า ถ้าเรา... การเมืองภาคประชาชนจะมีพลังได้ เราจะต้องมีการจัดองค์กร เพื่อที่จะมีความสามารถที่จะมีพลังในการต่อรองในการเลือกตั้งได้ด้วย. ไม่ควรจะเป็นเพียงแต่ว่า ไปเลือกตั้งให้ถูกต้องตามกฎหมาย… อันนั้นก็จำเป็น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า, คุณรวมกลุ่มกัน แล้วพยายามที่จะจัดองค์กรขึ้นมาให้สามารถที่จะต่อรองเชิงนโยบายกับคนที่มาสมัครเป็น สส.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมฟัง อ.นิธิ ทำให้นึกถึง อ.สมชายว่า เป็นไปได้ไหมครับที่ พรบ.ป่าชุมชนที่ร่างโดยประชาชน ยกขึ้นมาเสนอเสียเลยนะครับว่า มีพรรคการเมืองไหนที่จะรับร่างฉบับนี้ โดยไม่มีการเล่นแร่แปรธาตุ แล้วเราจะเลือก
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมเห็นด้วยนะครับ… ไม่รู้ว่าเห็นด้วยกับใคร คือสิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่ก็คือว่า เรากำลังสะท้อนการเลือกตั้งที่ทำให้คนไปลงคะแนนกลายเป็นปัจเจกที่เป็นคนๆ. มันเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สามารถสะท้อนความต้องการของคนออกไปได้.
การที่ทำให้แต่ละคนกลายเป็นคน แล้วไปหย่อนบัตรผมคิดว่า… มันจะมีการโฆษณาตามโทรทัศน์ต่างๆที่บอกกับเราว่า "เสียงของท่านกำหนดอนาคตของประเทศชาติได้" ซึ่งส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าเสียงของผมไม่เคยกำหนดประเทศชาติเลย. คนที่ผมเลือกนี่ ถ้าจะเป็น สส. ก็จะมาอันดับท้ายๆ อันนี้ถ้าบังเอิญโชคดี หรือไม่งั้นก็ไม่ได้เลย. แล้วบ่อยครั้งเสียงของผมจะตกไป. เพราะฉะนั้นจะบอกว่าเสียงของผมกำหนดอนาคตของประเทศชาติไหม ? ผมว่ามันกำหนดไม่ได้หรอก เสียงของคนที่ถูกทำให้เป็นคนๆเดียวแล้วไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง ผมจึงเห็นควรให้มีการรวมกลุ่ม ในแง่ของการเสนอนโยบาย.
แต่ตอนนี้นี่ สิ่งที่ผมค้นพบที่เป็นปัญหาตามมาก็คือ หลายครั้งในเกือบทศวรรษที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเสนอนโยบายจากภาคประชาชนขึ้นไป เช่น กลุ่มของผู้ใช้แรงงานเสนอว่า ถ้าพรรคการเมืองใดเห็นด้วยกับนโยบายการส่งเสริมแรงงาน เราจะเทคะแนนให้. ผมเคยเห็นเรื่องการรณรงค์ทางด้านนี้มา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นปัญหาตามมาก็คือว่า สมมุติว่าพรรคการเมืองเขารับ แล้วไปเบี้ยวทีหลัง. สิ่งที่เห็นก็คือ พรรคการเมืองนั้นอาจได้รับการเลือกตั้งเข้าไป…
เพราะผมคิดว่าปัญหาในสังคมมันมีความสำคัญที่ซ้อนกันอยู่หลายเรื่อง เช่นกลุ่มผู้หญิง เห็นว่าพรรคนี้ไม่สนับสนุน พรบ. นามสกุล, แต่พอไปเลือกตั้ง เขาอาจจะไปเลือกตั้งด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งผมเห็นว่าการพยายามรณรงค์ให้นโยบายจากภาคประชาชนขึ้นไป ที่เคยเกิดขึ้น มันยังไม่เห็นถึงการกำกับที่ตามมาภายหลัง… ที่ว่าถ้าเผื่อพรรคการเมืองรับไปแล้วเบี้ยว จะทำอย่างไร ?
ผมคิดว่านโยบายที่ชัดเจน อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บางพรรคการเมืองเสนอมาเป็นเอกสาร อันนี้เป็นเอกสารด้วยซ้ำนะครับ ชัดเจนว่า พรรคนี้มีการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่พอหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป พรรคการเมืองนั้นก็ไปปรับใหม่… ถ้ามันจะสะท้อนอะไรได้ ในส่วนตัวคิดว่า พรรคการเมืองไทยในสังคมปัจจุบัน มาตรฐานมันต่ำขนาดไหน ? แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมสะท้อนอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันสะท้อนให้เห็นได้หรือเปล่าว่า ในสังคมของเรา ในแง่ของการเมืองภาคประชาชน เอาเข้าจริง,มันก็ยังไม่ถึงระดับเข้าไปควบคุมการเมืองภาคที่เป็นทางการได้
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คือผมว่าใช่นะครับ หมายความว่าการเมืองภาคประชาชนนี่ ในด้านการจัดองค์กรทางการเมืองเพื่อการต่อรองในทางการเมืองนี่อ่อนแอ แต่ภาคอื่นๆผมเห็นว่าไม่อ่อนแอ. แต่ที่นี้ ผมไม่อยากให้พวกเราสิ้นหวังกันจนเกินไป เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นมาในสังคมไทย อย่างน้อย 2 อย่างคือ
อย่างที่หนึ่งคือ, อบต. และองค์กรปกครองท้องถิ่นกำลังได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ตอบสนองการสร้างถนน การหาน้ำปะปา และอื่นๆที่ประชาชนต้องการ. และครั้งหนึ่งเคยได้โดยการไปสร้างสายสัมพันธ์พิเศษในเชิงอุปถัมภ์กับ สส. คราวนี้คุณหันมาที่ อบต.ของคุณแล้ว. และประชาชนก็มองเห็นแล้วว่า สส.จะต้องมาทำอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การสร้างถนน หรือต่อน้ำปะปาอย่างเก่า
อันที่สองต่อมาก็คือ, รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้กำหนดให้เขตเลือกตั้งเล็กลง ซึ่งทำให้การจัดองค์กรและการสร้างเครือข่ายองค์กรในเขตเลือกตั้งที่เล็กลงนั้น มีหวังว่าจะเป็นไปได้. แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะต้องเกิดขึ้นนะครับ แต่ว่ามันง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะในการที่คุณจะคุม สส.ของคุณ และผมคิดว่าโอกาสที่เราจะคุม สส.ของเรา คุมนักการเมืองท้องถิ่นของเรา ผู้สมัครรับเลือกตั้งของเรา มันเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้. และน่าจะคิดกันให้หนักในเรื่องการจัดองค์กรที่จะต่อรองในทางการเมืองในระบบนี่ให้มากขึ้น
ประมวล เพ็งจันทร์ : เท่าที่ฟัง อ.นิธิ และ อ.สมชายนี่ เป็นไปได้ไหมครับที่ต่อแต่นี้ เราไม่ให้นักการเมืองมาหาเสียง, แต่ อบต.หรือชุมชนอะไรก็แล้วแต่ กำหนดมาเลยนะครับว่าเขาต้องการอย่างนี้ ในกรณีนี้ มีนักการเมืองคนไหนที่จะไปผลักดันให้เรื่องนี้เป็นจริงในเชิงปฏิบัติในระบบรัฐสภา หรือระบบราชการก็แล้วแต่ ถ้าคนไหนสามารถทำได้ เราจะเลือกคนนั้น… คือไม่ใช่ให้เขามากำหนดว่า เขาจะเอาอย่างไร ? แต่ชุมชนเป็นผู้กำหนดเองว่าเราจะเอาอย่างนี้
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือถ้ามองจากฐานการเมืองภาคประชาชนไป การที่ประชาชนรุกขึ้นมาอย่างนี้ คิดว่าเป็นการจุดประกายของประชาชนขึ้นมา แม้ว่าจะยังไม่สามารถติดต่อพรรคการเมืองได้ก็ตาม แต่ถ้าคนมานั่งรวมกลุ่มพูดคุยปัญหาของตัวเองว่าคืออะไร ? แค่นี้ก็ถือว่า การเมืองภาคประชาชนได้เกิดขึ้นมาแล้ว
แต่ถ้าหากมองการเมืองภาคประชาชนไปเชื่อมต่อกับเรื่องของการเลือกตั้ง ตัวของพรรคการเมืองเองในปัจจุบัน พยายามที่จะใช้นโยบาย ทำตัวเหมือนกับขายสินค้าล่วงหน้าว่า ถ้าเผื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้ว จะเข้าไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้ก็เกิดปัญหาอย่างที่ อ.สมชายพูด ที่ว่าไม่มีขบวนการหรือเครือข่ายที่จะไปกำกับให้มันเกิดขึ้นมา
ผมคิดว่าในส่วนที่การเมืองภาคประชาชนต้องทำ นอกจากจะทำอย่างที่อาจารย์พูดแล้ว แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นคือว่า จะไม่มีพรรคการเมืองมา. เพราะพรรคการเมืองเขาไม่ได้คิดถึงสิ่งที่ชาวบ้านต้องการอะไร ? แต่เขาคิดว่า เขาไปที่ไหน เขาจะได้... เพื่อให้ตัวเองเข้าไปนั่งในตำแหน่งนั้น แล้วก็ไปหาทางออกที่จะไม่ทำตามนโยบาย.
ผมจึงอยากจะเสนอในที่นี้ว่า ความต้องการของประชาชน อย่างเช่น พรบ.ป่าชุมชน นอกจากพรรคการเมืองจะหยิบขึ้นไปหาเสียง แล้วไปดำเนินการต่างๆก็ดี ผมคิดว่าจะต้องรุกคืบไปอีกขั้นก็คือว่า จะต้องเอาเครือข่ายหรือขบวนการของตัวเอง เข้าไปสู่ขบวนการทางการเมืองอย่างเป็นทางการด้วย.
อันนี้สำคัญในแง่ที่ว่า การที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการการเขียนกฎหมายระดับชาติ นอกจากตัวเองได้ประโยชน์แล้ว ตรงนี้คือประโยชน์ที่ตัวเองจะได้จากการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีส่วนร่วม โดยไม่ต้องไปผ่านกลไก หรือคนปิดเปิดประตูทำนบพรรคการเมือง ซึ่งแทบจะไม่มีประโยชน์เลย... และยิ่งเจอพรรคการเมืองแบบโบราณๆ ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการถูกคอรัปชั่นก็ดี ถูกบิดเบือนไปก็ดี ยิ่งทำให้เกิดปัญหาขึ้นไปอีก.
เพราะการเมืองภาคประชาชน คือการเมืองซึ่งประชาชนได้เข้าไปมีส่วนในการกำหนดอนาคต ชะตาชีวิตของตัวเองได้โดยตรงมากกว่า. และในอนาคตต่อไป สังคมมันซับซ้อนมากขึ้น นโยบายรวมๆบางทีมันทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนกันว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องไปสนใจกับนโยบาย เพราะเรื่องตัวเองเผชิญอยู่มันเป็นเรื่องเฉพาะอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นการแตกประเด็น... การพูดถึงนโยบายจึงต้องมาลงรายละเอียดเหมือนกันว่า เรื่องไหนประเด็นไหนซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนของตนเอง แล้วเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไปเชื่อมโยงกับพื้นที่อื่น แล้วจัดเป็นกลุ่มนโยบายขึ้นมา. แต่พวกนักการเมืองที่ใช้นโยบายทางด้านการเงินเป็นอย่างนั้น นโยบายการพัฒนาเป็นอย่างนี้กว้างๆ ผมคิดว่านโยบายอย่างนี้เป็นนโยบายหลอก
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ กรณีจะมีการแก้ไข พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. โดยที่จะให้มีการปรับหรือเรียกเงินจากผู้ซึ่งเป็น สส.ในเขตเลือกตั้งแล้วจะไปเป็นรัฐมนตรี. ฟังเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรคแล้ว ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย โดยยกเอาเหตุผลขึ้นมาสารพัด. แต่พอถึงวันที่จะลงมติแล้วมีเสียงบีบจากประชาชนว่า ทุกคนต้องการให้ สส. จ่ายเงิน ก็ปรากฏว่าได้มีการยอมผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปได้ ทั้งที่ความจริงดูแล้วก็ฝืนใจพรรคการเมืองทุกพรรคเลย นั่นแสดงว่า แรงบีบคั้นจากความรู้สึกของประชาชน ถ้ามีกระแสที่เชี่ยวกรากพอ ก็สามารถบังคับได้. กรณีนี้ อาจารย์คิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้ไหมครับ ในกรณีเกี่ยวกับ พรบ.ฉบับต่างๆ เช่น พรบ.ป่าชุมชนอะไรอย่างนี้ ?
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : คิดว่าในสังคมไทยตอนนี้ สิ่งที่มันเป็นประเด็นซึ่งผลักให้เป็นญัตติสาธารณะนี่ ผมเห็นด้วย เช่น เราไม่ค่อยพอใจกับ สส. ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วลาออกไปเป็นรัฐมนตรี คนรู้สึกรับไม่ได้. แต่พอหลายๆเรื่อง มันเป็นเรื่องซึ่งผมคิดว่ามันไม่สามารถตัดสินได้ในฉับพลัน ซึ่งมันจะทำให้ประเด็นบางประเด็นที่ละเอียดลงมาหน่อย ผมคิดว่ามันจะไม่สามารถสร้างญัตติสาธารณะให้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหา
ผมขอยกตัวอย่าง กรณีเรื่องปัญหาเขื่อนปากมูล หรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่ององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่. ทั้งหมดนี้ คิดว่ามันเป็นเรื่องที่จะไม่สามารถทำให้สังคมรับรู้หรือเห็นประโยชน์โดยตรงได้ เนื่องจากมันมีความละเอียดและซับซ้อน... ไม่เหมือนกับเผด็จการประชาธิปไตยที่เราสามารถเลือกได้. ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นปัญหา ถ้าเผื่อเราพยายามจะสร้างนโยบายพื้นฐานจากลุ่มต่างๆ ในปัญหาที่มันเป็นนโยบายย่อยๆที่ไม่ได้ผนวกคนทั้งประเทศเข้าด้วยกัน หรือสังคมมีความรู้สึกร่วมกัน. อันนี้คิดว่าเป็นปัญหาที่ทำให้คนบางกลุ่มอาจจะ... เมื่อไม่สามารถผลักให้เป็นญัตติสาธารณะได้ ผมคิดว่าจะถูกกระทำ...
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมเห็นด้วยกับ อ.สมชายว่า เวลานี้ญัตติสาธารณะมันสามารถเกิดขึ้นได้จากประชาชน. สมัยก่อนจะมีแต่ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ทหาร เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะ แต่พอตอนนี้ประชาชนสร้างได้.
คราวนี้ ประชาชนกลุ่มไหนล่ะที่เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะขึ้นมา อันนี้คือปัญหาข้อที่หนึ่ง... ผมคิดว่า 90% เป็นคนชั้นกลาง, คนชั้นกลางสามารถสร้างญัตติสาธารณะได้ แต่ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่คนจนๆ ไม่ใช่คนในชนบทที่เป็นผู้สร้างญัตติสาธารณะ อันนี้คือปัญหาข้อที่หนึ่ง.
ข้อที่สองต่อมา, คือเอาละ ยอมให้คนชั้นกลางเป็นคนสร้าง คนชั้นกลางมีความรักความเป็นธรรมอะไรก็แล้วแต่เถอะ แต่ถามว่าชนชั้นกลางไทยมีความรู้ไหม ? ผมว่าไม่มี แล้วก็ไม่สนใจที่จะหาความรู้ด้วย เพราะฉะนั้นญัตติสาธารณะที่คุณสร้างมาจำนวนไม่น้อย มันควรจะเป็นญัตติก็ไม่เป็น เพราะว่าคุณสตึไง.
พูดกันตรงไปตรงมาเลย... เช่น คุณมีความรู้เรื่องปากมูลแค่ไหน ? ไม่มีเลย ฉะนั้น ปากมูลที่ชาวบ้านเดินขบวนมาเป็นสิบๆปี จึงไม่เป็นญัตติสาธารณะ เพราะคนชั้นกลางไม่รู้เรื่องเลย นี่เป็นกรณีที่ผมว่าน่าวิตก. คือเรามีคนชั้นกลางซึ่งมีอำนาจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าชนชั้นกลางของเรา ไม่ได้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ผมขอเสริมต่อจากอาจารย์เพื่อให้มันเลวร้ายขึ้น คือชนชั้นกลางนอกจากไม่รู้เรื่องคนจนแล้ว ผมคิดว่าในเรื่องใกล้ตัวเขาๆก็ไม่รู้ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งค้นพบว่า... และหลายๆแห่งก็ยอมรับว่า รัฐบาลปัจจุบันทำผิดพลาด แต่ผมคิดว่าชนชั้นกลางไทยในปัจจุบันยังแฮปปี้ ยังรับได้กับแนวทางการแก้ปัญหาแบบนี้.
หรือแม้กระทั่งในหลายๆเรื่องซึ่งผมคิดว่าชนชั้นกลางน่าจะผลักดันออกมาเป็นญัตติสาธารณะที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง เช่น ตัวอย่างของการปฏิรูปที่ดิน ไม่เคยถูกพูดถึง ไม่เคยถูกผลักออกมา ผมคิดว่า ชนชั้นกลางเรา ชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นจำนวนมาก ถูกกดขี่จากราคาที่ดินซึ่งมันถูกปรับโดยนายทุนระดับชาติ... ผมคิดว่าคนเป็นจำนวนมากที่ไปผ่อน town house ไปผ่อนที่ดินเนื้อที่ 20-30 ตารางวา ราคาที่ดินผมคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นกำไรที่ไปเข้ากับใครต่อใครไม่รู้... ชนชั้นกลางไทย. นอกจากไม่รู้จักเรื่องของคนจนแล้ว เรื่องของตัวเองยังไม่ค่อยรู้ซะด้วย ว่ากำลังถูกกดขี่อยู่.
นัทมน คงเจริญ : อยากจะย้อนมาถึงเรื่องที่พูดเกี่ยวกับประเด็นการที่พรรคการเมืองรับกฎหมายเลือกตั้ง. อันนี้คิดว่ามันเป็นข้อได้เปรียบและเสียเปรียบทางการเมืองด้วยว่า พรรคการเมืองต่างได้ประเมินแล้ว, ฟังเสียงของชนชั้นกลางแล้ว, คิดว่าตัวเองอาจจะได้เปรียบพรรคอื่นก็ได้ในการที่จะเลื่อนตัวผู้สมัคร. เพราะฉะนั้นจึงนอกจากจะทำให้ถูกใจของชนชั้นกลางแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ว่าตัวเองไม่เสียเท่าไหร่. ในขณะที่ คือคู่ต่อสู้หรือพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเล็กๆอาจจะเลื่อนตัวผู้สมัครได้ลำบาก เพราะมีสายป่านไม่ยาวพอที่จะให้ตัวแทนจากเขตละคนนี่ มาเป็นรัฐมนตรี. เพราะฉะนั้น คิดว่าส่วนหนึ่งพรรคการเมืองก็เป็นเกมส์ของเขาที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้
แต่ที่นี้กลับมาสู่ประเด็นของเราในเรื่องนโยบายสาธารณะ ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เป็นไปตาม… อย่างที่ปากมูล เหมือนกับว่ารัฐก็ฟังเสียงชนชั้นกลางนิดหน่อย พอประนีประนอม, แต่ก็ไม่ได้ยอมเสียทั้งหมด. ในขณะที่ก็เป็นการประเมินว่า ทำอย่างไรถึงจะถูกใจคนจำนวนมาก ซึ่งมองว่าฐานเสียงที่มีอำนาจจริงส่วนใหญ่นี่ อยู่ที่ชนชั้นกลาง. ในขณะที่ไม่มีนโยบายอะไรซึ่งยั่งยืน หรือเป็นระบบมากพอที่จะช่วยเหลือคนเกือบ 70% ของประเทศที่เป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน หรือคนระดับล่าง. แต่ว่าถ้าเราจะเห็นนโยบายสาธารณะ อย่างที่ อ.สมเกียรติว่าก็คือ มีพวกเทคโนแครทในเรื่องของนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงทุนนิยมมากกว่า
ประมวล เพ็งจันทร์ : เมื่อสักครู่นี้ อ.สมเกียรติบอกว่ามีผู้สร้างวาทกรรม ประชาชนไม่ได้สร้างเอง อาจารย์คิดว่าใครเป็นผู้สร้างวาทกรรม หรือเป็นคนที่เสนอญัตติสาธารณะให้กับสังคมไทย อาจารย์มองเห็นไหมครับว่าใครเป็นผู้นำเสนอวาทกรรมที่ครอบงำคนไทยอยู่ในปัจจุบัน
สมเกียรติ ตั้งนโม : ผมว่าถ้าจะพูดกันถึงที่สุดเลย คนที่เสนอวาทกรรมระดับชาติและระดับโลกเลยคือสหรัฐอเมริกา
ประมวล เพ็งจันทร์ : เราไม่ได้เสนอเอง เป็นวาทกรรมที่สั่งเข้ามาหรือครับ...
สมเกียรติ ตั้งนโม : ไม่ครับ เราไม่เคยมีโอกาสที่จะเสนอวาทกรรมของตนเองเลย นอกจากเรารับวาทกรรมจากแนวคิดเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พัฒนา จากทุนนิยมอเมริกันมาเป็นสรณะของเราในปัจจุบันนี้
แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดต่อมา ผมอยากจะพูดถึงความสตึของชนชั้นกลางต่อจากที่ท่าน อ.นิธิพูดไปบ้างแล้ว. คิดว่าการที่ชนชั้นกลางเป็นคนสตึแบบนี้ เป็นเพราะว่าสื่อมวลชนในประเทศไทย ถูกครอบครองมาโดยระบบราชการมากี่สิบปี ปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่ในมือของนายทุนและนักการเมือง. ไม่มีสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุที่เป็นของภาคประชาชนเลย สิ่งเหล่านี้ล่ะครับที่มันรับวาทกรรมมาจากต่างประเทศ มากับเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมัยใหม่ แล้วก็ครอบครองเวลาในสื่อของเราทั้งหมด หรือยัดเยียดความรู้ให้กับพวกเราทั้งหมดไปในทิศทางนั้นแต่เพียงทิศทางเดียว. ผมคิดว่าหยุดได้แล้วครับ วิธีการแบบนี้.
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เวลาที่พวกเราเลือกนักการเมืองเข้าไปแล้ว, ผมสงสัยมากเลยว่า ทำไมคนที่บริหารประเทศของเรานี่ จึงเต็มไปด้วยคนที่ไม่มีความสามารถ แต่ได้รับการแบ่งปัน หรือการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันทุกๆพรรคตามสัดส่วน ให้ไปกินตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั้น, รัฐมนตรีกระทรวงนี้. ผมคิดว่าเด็ก ป.4 ทุกคนมีความสามารถบริหารประเทศชาติได้เท่ารัฐมนตรีเมืองไทยได้หมด... ไม่เห็นมีใครที่มีความสามารถเลย. เพราะไอ้ระบบไกล่เกลี่ยผลประโยชน์แบบนี้แหละครับ ซึ่งมันมากับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม… เลิกเสียทีเถอะครับ... ถ้าผมคิดจะเป็นนักการเมือง ผมก็จะเป็นนักการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นนักการเมืองแบบพวกนั้น… ผมว่าพอแล้ว น่าเบื่อหน่าย…
ประมวล เพ็งจันทร์ : ตอนนี้ปัญหาพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีชื่ออยู่ในใจเราตอนนี้ ที่คิดว่าจะเสนอตัวแทนเข้ามาในเขตเลือกตั้ง หรือในระบบบัญชีรายชื่อพรรคก็ดี ยังไม่มีพรรคใดสักพรรคหนึ่งเลยที่จะบอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลหรือมีโอกาสในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วเขาจะใช้นโยบายที่ต่างไปจากนโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบัน อันนี้ในหลักการนะครับ ส่วนเรื่องหนี้สินนั้น เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย. แล้วอาจารย์จะให้พวกผมหรือคนที่มีโอกาสเลือกตั้งกันเร็วๆนี้จะไปเลือกใครล่ะครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คือตอนนี้เรามีกลุ่มประชาชนหลายองค์กรด้วยกัน ยอมสารภาพว่าส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังเสนอทางเลือกในการแก้วิกฤต ถูกผิดเอาไว้ก่อนครับ. เสนอแนวทางในการแก้วิกฤตค่อนข้างไปในทางเดียวกัน หลายอย่างด้วยกัน. เช่นเป็นต้นว่า เว้นวรรค WTO เสีย เริ่มที่จะค่อยๆถอนตัวออกมาจาก WTO แล้วค่อยหวนกลับไปใหม่ใน 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี แล้วแต่ที่จะตกลงกัน. ผมคิดว่าทางเลือกเชิงนโยบายนี่มันเกิดมาพอสมควร แต่ว่าพลังมันไม่มี เพราะจริงๆมันจำกัดตัวเองอยู่ในหมู่ชนชั้นกลางเท่านั้น. ทำอย่างไรชนชั้นกลางจึงจะเชื่อมต่อกับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพื่อที่จะได้จัดให้มันเกิดองค์กรเพื่อที่จะไปต่อรองเชิงนโยบายได้ด้วย ว่า ฉันต้องการทางเลือกของการแก้วิกฤตอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แบบนี้เป็นต้น.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ตอนนี้มีอาจารย์ท่านหนึ่ง อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ ที่ออกมาประกาศว่าจะมีการชุมนุมกัน เพื่อที่จะประกาศญัตติที่จะขอให้ประชาชนคนไทยทั้งหมด ช่วยกันใส่ใจ แล้วก็นำไปพิจารณาในการตัดสินใจเลือกตั้ง. พูดไปพูดมาก็มีเสียงกระซิบบอกว่า อย่างนี้ก็เข้าทางพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ตั้งชื่อพรรคขึ้นมาพอมีความหมายว่าเป็นท้องถิ่น หรือเป็นอะไรของไทยนี่นะครับ… ก็แล้วแต่ แต่ประเด็นก็คือ หมายความว่า ในขณะปัจจุบันนี้ที่จะมีการเลือกตั้งนี่ ผมคิดว่ามีคนซึ่งคิดอย่าง อ.สมเกียรติ หรือมีคนคิดตามที่เรากำลังพูดนี้เยอะมาก. แต่พอไปถึงจุดที่เราต้องตัดสินใจเลือก เราก็ไม่มีโอกาสที่จะเลือก.
อ.ไพสิฐ ในฐานะที่สนใจการเลือกตั้งด้วย สนใจกฎหมายด้วย คงไม่ใช่ไปแสดงสิทธิ์ว่าเราจะไม่เลือก เพราะในสุดท้ายก็ได้จำนวนมาว่า มีคนไปใช้สิทธิจำนวนหนึ่ง. จริงๆแล้วเราควรมีวิธีการอะไรมากไปกว่านี้ไหมครับ ?
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือถ้ามองจากจุดยืนภาคประชาชนนะครับว่า ทางออกของวิกฤตสังคมปัจจุบัน… อันนี้เป็นการเมืองของภาคประชาชน ไม่ใช่การเมืองของนักการเมือง. ถ้าเกิดมองจากจุดนี้ไป ผมคิดว่าดูตัวเลือกพรรคการเมืองซึ่งไม่แตกต่างกันนั้น เงื่อนไขสำคัญเวลาเราจะไปเลือกตั้ง "ให้ดูว่าเราสามารถที่จะคุมพรรคไหนได้มากที่สุด… อ.นิธิ เคยตั้งขอสังเกตุว่า ดูพรรคการเมืองที่อ่อนแอที่สุด ซึ่งมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้าไป เราจะคุมได้ง่าย". ผมคิดว่าเลือกตามแนวคิดนี้จะดีกว่า
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมสงสัยว่า คำว่า"อ่อนแอ" มันหมายความว่าอะไรครับ
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คือมีแผลมาก อะไรต่างเหล่านี้ จะเป็นพรรคซึ่งเราสามารถคุมได้ง่าย. แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งเป็นเพียงแค่… ผมไม่อยากให้มองการเลือกตั้งว่าจะเป็นสิ่งที่ให้คำตอบทั้งหมด. แต่อยากให้มองการเลือกตั้ง เป็นในแง่ของขบวนการหรือเป็นโอกาสในทางการเมือง โอกาสที่เราจะมาเจอกัน มาพูดคุยกัน เป็นกิจกรรมทางการเมืองซึ่งจะสร้างเครือข่ายขึ้นมา. ผมคิดว่าประเด็นตรงนี้นะครับ จะสามารถยกระดับในแง่ที่ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองที่คุยๆไว้ สามารถถูกติดตามได้
อยากจะยกตัวอย่างว่า เช่นเรื่องของ ปัญหาเรื่องชุมชนแออัด เขาพยายามที่จะสร้างเครือข่ายขึ้นมา แต่ว่าใจปัจจุบันก็ยังไม่สำเร็จ. แต่ผมคิดว่าตรงนี้ยังมีโอกาสที่จะทำให้ปัญหาซึ่งเป็นประเด็น แม้ว่าจะเป็นประเด็นเล็กๆที่ไม่ได้รับการยอมรับหรือสนใจของสังคม แต่อาจจะมีการรวมกับปัญหาอื่นๆ. ตัวอย่างเช่น เรื่องความต้องการที่จะแก้ปัญหาชุมชนแออัด, ถ้าไปพูดอย่างนี้โดยตรง อาจจะไปกระทบกับชนชั้นกลางหรือผลประโยชน์ของคนที่ไม่ยอมให้มีการปฏิรูปที่ดินขึ้นมา แต่ว่าในชุมชนแออัดไม่ได้มีปัญหาในเรื่องที่ดินแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติด มีปัญหาเรื่องเด็ก มีปัญหาเรื่องการศึกษา. ถ้าหากว่าเราเลือกเอาปัญหาบางปัญหาที่คนเห็นร่วมกันได้ เช่น ปัญหาเรื่องเด็ก ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องสาธารณสุขขึ้นมาพูดนำ แล้วพูดประเด็นนี้เข้าไป สร้างเป็นเครือข่ายขึ้นมา. ผมคิดว่าโอกาสที่จะผลักดันให้ปัญหาของชนระดับล่างได้รับการแก้ไข …จะมีโอกาสมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอโยงกลับมาที่ อ.สมเกียรติได้พูดเมื่อสักครู่นี้ว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายแบบนี้ มันจะมีอัตราเร่งที่เร็วขึ้น ถ้าหากว่าสื่อสารมวลชนที่มีหัวใจ เห็นด้วยกับปัญหาของสังคม ปัญหาของคนจน ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆเหล่านี้เข้าหากัน. คือการทำให้เกิดความเข้าใจข้ามไปอีกชนชั้นหนึ่ง จากคนระดับล่างไปสู่คนระดับกลาง ก็จะทำให้ญัตติตรงนี้มีแรงกดดันมากขึ้น อันนี้น่าจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการเมือง ไม่ใช่มาจบที่พรรคการเมืองหรือจบที่การเมืองแบบรัฐสภาที่ยกมือกัน มันจะต้องเป็นการเมืองที่มีคุณภาพมากกว่านี้ ในแง่ที่ว่าขบวนการภาคประชาชนได้เข้ามาจัดการเรื่องของเราเองทั้งหลาย มากกว่าที่จะไปพึ่งพานักการเมือง
แต่อย่างไรก็ตาม บนโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่กำหนดเอาไว้อย่างนี้ เราต้องใช้โอกาสทำให้องค์กรอะไรต่างๆ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้สร้างขึ้นมา, ไม่ว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจก็ดี, กลไกในการควบคุมตรวจสอบ หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ ไปผูกโยงกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย…
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมไม่แน่ใจว่าผมถูก ผมคิดว่าพรรคการเมืองเวลานี้ พรรคการเมืองที่ไม่มีแผลนี่น่ะ มันเหลือน้อยแล้ว. นอกจากนั้นแล้ว ไอ้ความกะล่อนมันก็มากเท่าๆกัน ความต่างก็อยู่ที่ ใครกะล่อนเก่งหรือกะล่อนไม่เก่ง ไม่รู้ว่าจะวัดอย่างไรแล้วตอนนี้
ไพสิฐ พาณิชย์กุล : คิดว่า เราในฐานะคนเลือกตั้ง คนที่อยู่ข้างนอก เราคิดไม่เหมือนเขา ถ้าเราจะคิดได้เหมือนเขาเราก็ต้องชั่วเท่าๆเขา ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากมากนะครับ. คืออย่างนี้ครับ อย่าไปเข้าอยู่ในวงการของเขาเลย แต่ว่ามาสร้างเวทีในการกดดันข้างนอกดีกว่า
สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ส่วนตัวคิดว่า เวลานี้เป็นเวลาที่สุกงอมมากที่สุด ที่การเมืองภาคประชาชนจะต่อรองกับพรรคการเมือง. อันนี้เพราะอะไร เพราะผมคิดว่าในการเลือกตั้งหลายๆครั้งที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่เรารู้สึกว่า นักการเมืองนอกจากเหมือนกันแล้ว ยังตกต่ำอย่างสุดๆ ทุกพรรคมีแผลเหมือนกันหมด เป็นแผลขนาดที่ว่า ครั้งนี้ใครหย่อนบัตรเลือกตั้ง เราจะรู้สึกว่า ไปหย่อนบัตรแล้วเราอาจจะเสียดาย อยากจะดึงกลับมา. เพราะถ้าจะถามว่ามันเป็นจังหวะหนึ่งหรือเปล่า ผมคิดว่า ขั้นตอนนี้การเมืองภาคประชาชนพยายามเสนอนโยบาย ผนวกกับการเปิดช่องของรัฐธรรมนูญ บวกกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ถูกกำกับโดยชาวตะวันตก รวมกระทั่งมาถึงความตกต่ำของพรรคการเมือง อันนี้คิดว่ามันมาถึงช่องทางที่จะทำให้ การเคลื่อนไหวหรือการเสนอนโยบายจากภาคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ อาจจะเป็นจังหวะที่การเสนอนโยบายได้เป็นรูปธรรมได้มากที่สุด.
โดยอายุที่ไม่มากของผม ผมคิดว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของความตกต่ำของพรรคการเมืองอย่างพร้อมเพรียงกันมากที่สุด ซึ่งนานๆมันจะเจอทีนะครับ.
สมเกียรติ ตั้งนโม : อยากจะเสนออย่างนี้นะครับ… ท่าทีของผมเวลาพูดนี่อาจจะดูรุนแรงนะครับ แต่ความจริงผมเป็นคนที่สุภาพมากเลย คืออย่างนี้ครับ. ถ้าคุณเป็นนักการเมืองอยู่นี่ คุณจะหวั่นใจไหมครับว่า คนที่คุณซื้อเสียงไม่ได้นี่ ประมาณ 60-70% ไปกาบัตรเลือกตั้งว่าไม่เลือกพรรคการเมืองไหนเลย แล้วไอ้ที่เหลือนี่น่ะซึ่งเลือกคุณเข้าไป เป็นคนพวกที่คุณสามารถที่จะไปให้ผลประโยชน์เขาได้เท่านั้น ซึ่งมีเพียงแค่ 30% เลือกพรรคโน้นพรรคนี้กระจายกันไป. ในรัฐธรรมนูญเขาเปิดโอกาสให้คุณไปกาบัตรได้ว่า คุณไม่เลือกใคร. คนจำนวนมากถึง 60-70% ของประเทศไปกาแบบนี้ พรรคการเมืองจะหันกลับมาทบทวนนโยบายของตนเอง ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ในทุกวันนี้
คิดว่า นี่เป็นโอกาสหนึ่งที่พวกเราเชิญชวนกันไป"กาบัตรว่าไม่เลือกใครหรือพรรคการเมืองใด" นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ ซึ่งจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ที่จะทำให้คนคิดหนักเลยนะครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คิดว่าประเด็นที่ อ.สมเกียรติพูดนี่มีความสำคัญนะครับ คือการกาไม่เลือกนี่เป็นการเลือกแบบหนึ่ง อย่าสับสนว่าไม่เลือกคือว่าไม่เลือก. ไม่เลือกคือการเลือกแบบหนึ่ง. อาจจะไม่ต้องถึง 70%, ผมว่าเพียงแค่ 5% หรือ 10% แต่ทำให้พรรคการเมืองเห็นว่า 5% หรือ 10% นี่ถ้าเขาเลือก, มันจะเปลี่ยนผู้แพ้ผู้ชนะได้. แค่นั้นก็พอแล้วที่จะทำให้เขาหันกลับมาคิดว่า พรรคการเมืองกำลังตกต่ำอย่างถึงที่สุด ถ้าไม่มีการปรับตัวเขาเลยนี่ เขาจะอยู่ไม่รอด.
ประมวล เพ็งจันทร์ : ผมคงมีประเด็นสุดท้ายนะครับ. เราคงไปเลือกตั้งกันแน่นอน ประเด็นของเราไม่ได้อยู่ที่ว่าให้นาย ก. หรือนาย ข. ชนะการเลือกตั้ง. แต่คิดว่าภาคประชาชน การเมืองภาคประชาชน และการเมืองครั้งนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะก่อให้เกิดพลังของภาคประชาชนขึ้นมา. การไปเลือกตั้งไม่ใช่อยู่ที่จะให้นาย ก. ชนะนาย ข.
สุดท้ายนี้ขอ อ.นิธินะครับ อาจารย์จะให้ขอเสนอ หรือข้อคิดเห็นอะไรที่ ทำอย่างไรเมื่อประชาชนต้องเดินเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง กาทั้งบัญชีรายชื่อพรรค กาทั้งชื่อ สส. ตามเขตเลือกตั้ง ประชาชนควรมีหลักอะไรในใจไหมครับ
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ผมเห็นด้วยนะครับว่า อย่างที่ อ.สมชายพูดเมื่อสักครู่นี้ เป็นประเด็นที่สำคัญมาก คือถ้าคุณเดินไปสู่คูหาเลือกตั้ง ในฐานะปัจเจกบุคคล อยู่ๆก็ฟังวิทยุ, ดูทีวีที่เขามาหาเสียง แล้วคุณคิดเองคนเดียว และเดินเข้าไปในคูหาเลือกตั้ง กาบัตรเลือกตั้ง. คุณเป็นไอ้เบี้ยสับปะรังเคตัวหนึ่งที่ให้นักการเมืองจับคุณเล่น… ตรงกันข้าม ถ้าคุณสามารถรวมกลุ่มกันได้ จัดองค์กรให้สามารถจะต่อรองเชิงนโยบายกับพรรคการเมืองและนักการเมืองได้ พรรคการเมืองและนักการเมืองจะกลายเป็นเบื้ยให้คุณเดินแทน.
เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่ฟังวิทยุ ฟังรัฐมนตรีแล้วบอกให้เราไปเลือกตั้ง แล้วเราเดินเข้าสู่คูหาในฐานะที่เป็นตัวคนเดียวแบบนี้ คุณจะเป็นเพียงแค่เบี้ยที่ไม่มีความหมาย. และผมเห็นด้วยกับ อ.สมเกียรติว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณไปลงว่า"ไม่เลือก"ดีกว่า.
สายใจ ไชยพรหม : ท่านผู้ชมค่ะ การเมืองทั้งในภาคประชาชน และการเมืองในระบบรัฐสภา ต้องประสานสัมพันธ์กัน ภาคประชาชนจะเป็นไปได้และจะมีพลังขับเคลื่อนในสังคมไทยได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการประสานของการเมืองทั้งระบบ
การเมืองไทยที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้ ท่านผู้ชมคงต้องไปใช้สิทธิ์ และใช้วิจารณญานของเราเองนะคะ ว่าจะเลือกใครเป็นตัวแทนในการบริหารประเทศ พลังของทุกๆคนนั้นมีค่า และมีความหมาย
ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกๆท่านที่ร่วมวงสนทนาในรายการ ขอขอบพระคุณ"มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน" ที่ร่วมผิตรายการ และขอขอบพระคุณ"หอนิทรรศการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" ที่เอื้อเฟื้อสถานที่. พบกับรายการทีทรรศน์ท้องถิ่นได้ใหม่ ทุกๆวันอาทิตย์สัปดาห์แรกของเดือนนะคะ เวลา 12.05-13.00 น. สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
๘. Globalization โลกาภิวัฒน์
ไม่ได้มีแต่เฉพาะแง่มุมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องมองในแง่มุมอื่นๆด้วย เช่น ทางการเมือง และ วัฒนธรรม วิชาหลายวิชาแตกแง่มุมต่างๆ ด้วย แง่มุมในแง่การเมืองมีอะไรบ้าง อย่างไร มีประเด็นไหน ที่น่าสนใจ เช่น กรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เป็นมรดกโลก เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ Globalization อย่างไร ในมุมมองด้านการเมือง วัฒนธรรม มองอย่างไร, Olympic (การเชื่อมโยง อาจออกปากเปล่า ด้าน Cultural Globalization ไม่ออกข้อเขียน)
โลกาภิวัฒน์ ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า น. การแพร่กระจายไปทั่วโลก . การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวางซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นต้น
ปัจจุบันโลกาภิวัฒน์ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น ณ จุดได้จุดหนึ่งของโลก สงผลหรือมีปฏิสัมพันธ์กับอีกจุดของโลกได้ จากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่งจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง เช่นปัญหาเศรษฐกิจการเงินในสหรัฐปัจจุบันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการเงินของยุโรป และ ทวีปเอเซีย ไม่ใช่เฉพาะทางด้านธุรกิจเท่านั้น การเมือง วัฒนธรรมต่างๆ ก็สามารถส่งผลถึงกันได้อย่างรวดเร็วตามความเร็วแสงคือการส่งข้อมูลข่าวสารผ่านทางเครือช่ายอินเทอร์เนต เป็นต้น การถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิคให้คนทั้งโลกได้เห็นเกือบเป็นเวลาเดียวกัน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่คนในเอเซีย หรือประเทศไทย ทราบการรณรงค์หาเสียงและผลการเลือกในเวลาตั้งที่ใกล้เคียงกัน
ในแง่มุมการเมืองโดยเฉพาะเศรษฐกิจมักจะถูกมองว่าการเมืองเศรษฐกิจเป็นสองด้านของเหรียญที่ส่งผลต่อกันเช่นนโยบายเศรษฐกิจถูกกำหนดด้วยการเมือง และ การเมืองมีผลกระทบจากเศรษฐกิจตกตกต่ำ เช่น ปํญหาราคาน้ำมัน การเมืองที่สามารถต่อสู่แลเล่นเกมส์กันได้แม้จะอยู่คนละมุมโลก เช่นกรณีการต่อสู่ทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในต่างประเทศผ่านสื่อชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันเป็นช่วงๆก็เกิดจากปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์นั่นเอง
การกล่าวอ้างเชิงวัฒณธรรม (ดูถูกทางวัฒนธรรม) ของชาติหนึ่งถูกส่งผ่านแบบโลกาภิวัฒน์ไปยังอีกประเทศหนึ่งไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือเกมการมืองก็ส่งผ่านผลของมันโดยโลกภวัฒน์ เช่นการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ ในปี พ.ศ. 2546
วัฒนธรรม สภาพแวดล้อมโลกทุกอย่างก็ถูกโยงเข้าสู่เศรษฐกิจการเมืองในระดับโลก เช่น การฝ่าฝืนไม่ดูแลสภาพแวดล้อมของสัตว์ ก็เป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศที่สามารถนำไปใช้ในการกีดกันทางการค้า การนำคำสินค้าหรือตัดภาษี GSP การใช้แรงงานเด็กในประเทศด้อยและกำลังพัฒนาที่โยงไปถึงการว่างงานของคนงานในประเทศพัฒนา ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน การสนับสนุนโครงการ NGO เพื่อเป็นเครื่องมือในทางการเศณษฐกิจเมืองระดับโลกได้ จึงเหมือนบางเรื่อง องกรค์อิสระเป็นอุดมการณ์ที่แท้จริงแต่บางเรื่องเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ถ้าไม่ศึกษาหรือมองในหลายๆมิติ กระแสโลกาภิวัฒณ์เป็นเรื่องที่ทำให้โลกแคบหรือบางคนเปรียบเสมือนว่าโลกแบนทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นโลกได้โดยไม่มีส่วนโค้งของโลกบดบัง
โลกาภิวัฒน์ทำให้มนุษย์ศึกษาหาความรู้ได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สถาบันการศึกษาเสมอไปเหมือนชาวโปแตสแตน ที่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยการศึกษาจากคัมภีร์ไบเบิล ไม่ต้องอาศัยพระบาทหลวง มาสั่งสอนถ้าพระเองก็ยังไม่สามารถทำตัวให้เหมาะสมเป็นผู้สอน
จากรายงานการวิจัยเรื่อง รัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ กับประเทศไทย ของ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศษสตร์ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ได้กล่าวถึงการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน กับวิกฤตการโลกาภิวัฒน์ไทย ได้กล่าวถึงการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมการเมืองหลายด้านของรัฐบาลอนันท์ ปันยารชุน ในช่วง ๒๕๓๔-๒๕๓๕ กลุ่มทุนสื่อสารมวลชนเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ การตัดสินใจเปิดเสรีบัญชีทุน โดยจัดตั้งวิเทศธนกิจ โลกาภิวัฒน์ ที่นำไปสู่วิกฤตกเศรษฐกิจการเงินเมื่อเดินกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๐ กลุ่มทุนใหญ่ที่เลหือรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เขาสู่วงการเมืองโดยตรง การตั้งพรรคไทยรักไทย มีดร.ทักษิณ เป็น CEO ทางการเมืองของชนชั้นนายทุนไทยเมื่อ ๑๔ ก.ค. ๒๕๔๑ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยอำนาจนิยมภายใต้อำนาจทางการเมืองของกลุ่มทุนใหญ่โลกาภิวัฒน์รามปี พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙ เส้นทางโลกาถภิวัฒน์/เสรีนิยมใหม่จะนำพาชนชั้นนำเดิมของไทยไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.๒๕๔๐ และ ระบอบทักษิณ พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสร้างเครือข่ายมากว่า 60 ปีรวมทั้งเครือข่ายขององคมนตรีผ่านโทรศัพท์มือถือ สรุปว่าการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ถือเป็นการเลือกโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจแต่กลับปฏิเสธผลสืบเนื่องทางการเมืองของมัน เป็นข้อสรุปของ เกษียร เตชะพีระ
กระแสโลกาภิวัตน์ หรือกระแสครอบโลก (Globalization) เป็นปัจจัยภานอกที่สำคัญในเรื่องนโยบายต่างประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าด้านเงินทุน ข่าวสาร หรือค่านิยม โดยเฉพาะปัจจุบันปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯ ก็เป็นปัจจัยภายนอกของกระแสโลกาภิวัตน์ที่สงผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของไทยโดยเฉพาะรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องปรับระบบเศรษฐกิจแบบประชานิยมเพื่อรักษาความนิยมทางการเมืองและชลอปัญหาการหดตัวทางเศรษฐกิจ
๙. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (เรียนละเอียดกว่ารุ่นอื่น)
นโยบายต่างประเทศ (ทำให้เห็น พลวัตรของปัจจัยอื่นๆ ในระดับของการเมืองระหว่างรัฐ ว่ามันส่งผลต่อ ความเป็นไปของสังคมการเมือง ไทย ในขณะเดียวกันสังคมการเมือง สนองต่อพลวัตรเหล่านี้ อย่างไร)
1. รัฐ คือชุมชนทางการเมือง (political community) ที่มีองค์ประกอบคือดินแดน ประชาชน รัฐบาล และอำนาจอธิปไตย นี่คือความหมายทางรัฐศาสตร์ ส่วนความหมายทางด้านนิติศาสตร์ รัฐจะเป็นนิติบุคคล สำหรับ คำว่า ชุมชน มันก็ represent หมด (จุลชีพ)
2. ชาติ คือ ชุมชนทางสังคม (social community) ที่ประกอบด้วยคนที่มีประวัติศาสตร์ เผ่าพันธ์ ความเป็นมา ขนมธรรมเนียมประเพณีร่วมกัน เราจะต้องเอาประเด็นทางด้านสังคมมาใช้ในการวัดชาติ ซึ่งแตกต่างจากรัฐ ที่เอาประเด็นทางด้านการเมืองมาวัดรัฐ (จุลชีพ)
3. รัฐกับชาติ ต่างกันตรงที่ รัฐใช้ปัจจัยทางการเมืองมาอธิบาย ส่วนชาติใช้ปัจจัยทางด้านสังคมที่ร่วมกันมาอธิบาย รัฐมีความเป็นรูปธรรมสูง ส่วนชาติมีความเป็นรูปธรรมน้อยกว่ารัฐ และมีความเป็นนามธรรมมากกว่ารัฐ เพราะเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ซึ่งมองไม่เห็น แต่มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
4. ประเทศ คือ ชุมชนทางภูมิศาสตร์ ที่บ่งบอกสถานที่ตั้ง อยู่ที่ใดในโลก
5. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International relations) มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม ความหมายของความสัมพันธระหว่างประเทศ มี 2 ความหมายตามองค์ความรู้คือ
๑. ว่าด้วยปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นข้ามพรหมแดนของรัฐ
๒. ว่าด้วยปรากฎการณ์ของปฏิสัมพันธ์ (Inter Actions) ที่เกิดขึ้นข้ามพรหมแดนของรัฐระหว่งผู้แสดงบทบาท (actors)
ปฏิสัมพันธ์ = มีพฤติกรรม + ปฏิกิริยา
6. การศึกษาเพื่อต้องการ อธิบาย (Explanation) ทำนาย (Predication) เสนอนโยบาย (Recommendation)
7. ในการวิเคราะห์ปรากฎการระหว่างประเทศต้องทราบ
๑. ต้องรู้กติกา (Norms) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกฎเกณฑ์หรือหลักการที่ประเทศต่างๆจะยอมรับ เพื่อใช้เป็นหลักปฏบัติในการมีปฏิสัมพันธ์กัน
๒. รู้จักผู้แสดงบทบาท (Actors) เช่น UN รัฐ (States) ต่างๆ 192 รัฐ
๓. เวที (Stages) คือ เกิดที่ไหน เป็นพื้นที่ๆ ปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น อาจเป็นแบ ทวิภาคี (Bilateral) พหุภาคี (Multilateral)
8. มิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
๑. มิติทางการทูต – การเจรจาต่อรอง
๒. มิติทางการทหรา – ความมั่นคง
๓. มิติทางเศณษฐกิจ – การลงทุน การเงิน การค้าขาย
๔. มิติทางสังคมและวัฒนธรรม – ปัจจุบันมีความสำคัญมากขึ้น
๕. มิติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่
เพื่อให้มิติทั้ง 5 ไม่มีข้อขัดแย้ง จึงต้องมี กติกา และ ระบอบ ที่ได้รับการยอมรับ
9. สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างประเทศ
1) ประเด็นทางการเมือง
2) ประเด็นทางเศรษฐกิจ
3) ปรเด็นทางสังคมและวัฒนธรรม
4) ประเด็นด้านความมั่นคง ทหาร
10. แนวทางการไขข้อขัดแย้ง
1) การเจรจากแบบทวิภาคี (Bilateral negotiation) ระหว่างคู่กรณี เช่น อิรัก-คุเวต
2) ใช้ประเทศที่สาม (Third party) เป็นคนกลางและเป็นมิตรกับประเทศคู่กรณี แต่ไม่เข้าร่วมเจรจา เช่น ชาอุดิอาราเบีย เชิญ อิรัก และ คูเวต มาเจรจากัน แต่ไม่ได้เข้าร่วมการเจรจาด้วย
3) การไกล่เกลี่ย (Mediation) โดยประเทศที่สามที่เป็นมิตรกับคู่กรณี โดยการอำนวยความสะดวก และเข้าร่วมการเจรจา เพื่อหาข้อยุติของคู่กรณี เช่น กรณี จีนและฟิลิปปินส์ เรื่องหมู่เกาะ Spratly ไทยทำตัวเป็น Mediator
4) อนุญาตุลาการ (Arbitration)
5) ศาลโลก (International Court of Justice)
6) นำเรื่องเข้าสหประชาชาติ (United Nations)
11. ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International cooperation) คือการประสานงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
12. สาเหตุที่ต้องร่วมมือกัน เพราะ ปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางสังคทและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน และปัจจัยทางด้านยุทธศาสตร์
13. ประโยชน์ ของความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติทางเศรษฐกิจ
1) เพิ่มอำนาจการต่อรอง
2) ขยายขนาดตลาด
3) ดึงดูดการลงทุน
14. สงครามเกิดจากสาเหตุใหญ่ 3 สาเหตุด้วยกันคือ
1) เกิดจากมนุษย์
2) เกิดจากรัฐ
3) ระบบการเมืองระหว่างประเทศ (international system)
15. ขั้นตอนความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ
1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรี
2) การจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union)
3) การจัดตั้งตลาดร่วม (Common Market)
4) การจัดตั้งสหภาพเศรษฐกิจ (Economic Union)
5) การเป็นสหภาพเหนือชาติ (Supra National Union)
16. สัมนาที่ธรรมศาสตร์เมื่อ 15 มกราคม 2552
a. วิกฤตเศรษฐกิจเศรษฐกิจโลก และ ผลกระทบต่อเอเซีย และ ไทย
b. ความร่วมือ อาเซียน อาเซียน + 3 และ อาเซียน + 6
c. แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประธิปัตย์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)